บทความแปล: จะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศจีนหรือไม่ ?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

                                
ไม่ว่า สี จิ้นผิง กำลังประจันหน้ากับการทุจริตคอรัปชั่น หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำจัดสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งอื่น ๆ หรืออาจจะทั้ง 2 อย่าง ในระดับใดระดับหนึ่ง กองทัพปลดปล่อยประชาชนกำลังติดอยู่ตรงกลางอย่างสุ่มเสี่ยงที่สุด

ในวันที่ 11  มกราคม ปี 2011 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ทดสอบเครื่องบินเจ็ตแบบสตีลไฟเตอร์         เจ 20 อันสร้างความประหลาดใจให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา คือ โรเบิร์ต เกตส์ ซึ่งไม่ได้รับการเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับการทดสอบนี้  แต่ที่น่ายุ่งยากใจเสียยิ่งกว่าตัวเครื่องบิน คือ ความจริงที่ว่าประธานาธิบดีของจีน คือ นายหู จินเทา เอง ก็ประหลาดใจพอ ๆ กับเกตส์  ประมุขของสาธารณรัฐประชาชนจีนถูกปิดหูปิดตาโดยกองทัพของตัวเอง

มันเป็นช่วงเวลาอันสำคัญ ซึ่งขัดแย้งกับเรื่องเล่าแบบทางการ ของความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ และพลเรือนในจีน  เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 1929 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ซีซีพี) จัดการประชุมที่เมืองกูเทียน มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งนำไปสู่การสร้างระเบียบวินัยอันละเมิดมิได้ของพรรคเหนือกองทัพ พรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศให้กองทัพแดงทำการปฏิวัติ ภายใต้คำสั่งของทางพรรค เหมากล่าวว่า “อำนาจเกิดจากกระบอกปืน แต่ทางพรรคเป็นผู้ถือปืน” ตามประวัติศาสตร์ที่เป็นกระแสหลัก ก็คือ กองทัพต้องเชื่อฟังพรรค และจากนั้นเป็นต้นมาจะต้องยึดถือตามงานแห่งอุดมการณ์ เพื่อผลักดันให้พลเมืองจีนทุกคนมีความภักดีต่อพรรค

นั่นคือเรื่องที่เล่าสืบกันมา แต่ความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเท่านี้  ไม่มีการรับประกันใดๆ ในปี 1929 ว่า พรรคคอมมิวนิสต์จะก้าวขึ้นสู่อำนาจ  เมื่อมันได้ถึงจุดนั้น องค์กรของมันได้รับประโยชน์จากปัจเจกชน และกลุ่มซึ่งมักไม่ได้มีการตอบรับโดยตรงกับประชาชน ความสัมพันธ์ของพวกเขาต่อพรรคเป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกันหรือเรื่องทางอารมณ์มากกว่าลัทธิตายตัวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและพลเรือน

กระนั้น ไม่มีอะไรหยุดยั้งนายสี จินผิ้ง จากการลำเลิกถึงจิตวิญญาณแห่งปี 1929 เมื่อเขาจัดการประชุม       กูเทียน ครั้งใหม่ ในเดือนกันยายน ปี 2014 นายสีอธิบายว่า ประเพณีซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อการชุมนุมในปี 1929 จะต้องถูกสานต่อไปในภายหน้า “กั๋วเจียหัว” หรือความคิดที่ว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนควรรับใช้ประเทศไม่ใช่พรรคนั้น เป็นสิ่งที่ผิดพลาดและรับไม่ได้ กองทัพไม่สามารถมีอิสระนอกเหนือพรรคไปได้  

นายสียังได้กล่าวเตือนในเรื่องอื่นที่การประชุมกูเทียนต่อการกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นให้หมดสิ้นไป  เขาประกาศว่า การทุจริตคอรัปชั่นต้องถูกถอนรากถอนโคน และกองทัพจะต้องระลึกถึงอย่างมั่นเหมาะต่อกรณีของนายสู ไฉโฮ่ว อดีตรองประธานของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางได้ถูกจำคุกในข้อหารับสินบน  มีงานที่ต้องทำมากมายเพื่อทำให้กองทัพบริสุทธิ์ และนายสีจะไม่ทำให้งานนั้นเกิดความล่าช้าเป็นอันขาด ดังที่ได้ประกาศต่อหน้าเจ้าหน้าที่ซึ่งมาอยู่รวมกัน

ในการตัดสินใจของนายสีที่จะเน้นย้ำอำนาจของพรรคไปพร้อมๆ กับการลงโทษคดีการทุจริตคอรัปชั่น ก็มีหลักฐานว่ารัฐบาลจีนได้บริหารประเทศอย่างหมิ่นเหม่อย่างไรในปัจจุบัน  หากอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ถูกตั้งคำถาม ก็จะไม่มีความจำเป็นที่ต้องย้ำจุดยืนตัวเองอยู่เนืองๆ หากไม่มีความเกลียดชังต่อรัฐบาลพลเรือนในกองทัพปลดปล่อยประชาชนหรือแม้แต่ตัวอย่างของการกระด้างกระเดื่อง ก็จะไม่มีเหตุผลที่จะลำเลิกถึงการประชุมในปี 1929 ตั้งแต่แรก  ผู้สังเกตการณ์หลายคนเห็นว่าการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของนายสี    จิ้นผิงเป็นข้ออ้างสำหรับการกำจัดสมาชิกพรรคครั้งใหม่โดยว่าที่เผด็จการผู้กระหายอำนาจ ไม่เป็นที่น่าสงสัยว่าการกำจัดเช่นนั้นจะดำเนินต่อไป แต่นายสียังคงเต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างแท้จริงถึงความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่มีต่อประเทศจีนจากการทุจริตคอรัปชั่น และการเข้าไปเกี่ยวข้องของกองทัพต่อการทุจริตคอรัปชั่นนั้น

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนายสีเป็นเรื่องไม่น่าอิจฉาเลย เขายังคงดำเนินกิจกรรมนี้ต่อไปและการกำจัดเจ้าหน้าที่รัฐยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมัน เพราะเขาได้เดิมพันความน่าเชื่อถือของเขาในการทำความสะอาดความโสโครกนี้ ยิ่งสำคัญไปกว่านั้นเขาต้องบรรเทาความไม่พอใจของประชาชนซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และรื้อฟื้นสิ่งมีค่าที่สูญหายไป ในขณะเศรษฐกิจของประเทศนั้นกำลังชะลอตัวและประชาชนเริ่มโกรธเคืองขึ้นเรื่อยๆ  เกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันซึ่งหยั่งรากลึกในสังคมและยังวิตกกังวลต่ออนาคต  แต่เขาต้องรู้ว่าการต่อต้านการ         การทุจริตคอรัปชั่นนั้น ยังคุกคามผลประโยชน์ของสมาชิกของกองทัพปลดปล่อยประชาชนไปในทางที่คาดเดาได้ยาก การยั่วให้คนมีปืนโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น การทำรัฐประหารของกองทัพซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสิ่งที่นึกไม่ออกในประเทศจีน บัดนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อแล้ว

เพื่อจะเข้าใจสาเหตุ เป็นสิ่งที่ควรจดจำว่าขอบเขตของพลเรือนและกองทัพไม่เคยถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนในจีนเท่ากับตะวันตก “ท้องฟ้านั้นสูงส่งและจักรพรรดิทรงประทับอยู่ห่างไกล” ดังในสุภาษิตจีนโบราณว่าไว้ รัฐบาลกลางห่างไกลจากชีวิตประจำวันของไพร่ฟ้าในรัฐอันกว้างใหญ่  ดังนั้นพลเรือนควรจะรับภาระซึ่งตะวันตกมักถือว่าควรทิ้งไว้สำหรับกองทัพเป็นดีที่สุด เมื่อชนเผ่าเร่ร่อนเข้าโจมตีชุมชน  เราไม่ควรให้จักรพรรดิส่งกำลังพลมาช่วย ประชาชนควรสร้างกองกำลังป้องกันตัวเอง  แนวคิดนี้นำไปสู่เรื่องราวของวีรบุรุษจากการต่อสู้ในพงไพรของจีน นั่นคือเหล่าบุรุษพร้อมด้วยไพร่พลที่ทรงพลังรวมไปถึงหอกอันแหลมคม กำปั้นอันเปี่ยมด้วยคุณธรรมและหัวใจอันห้าวหาญ จะสามารถท้าทายและเอาชนะใครก็ตาม ไม่ว่าเป็นโจรร้ายหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งกังฉิน

ตำนานและประวัติศาสตร์ดำเนินไปพร้อมกันในการเสริมสร้างเรื่องราวอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นในวัฒนธรรมของจีน ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับหมู่บ้านของซานหยวนลี ซึ่งในช่วงสงครามฝิ่น ชาวนาทั้งหลายเข้าล้อมกรอบและขับไล่กองกำลังของอังกฤษออกไป ในขณะราชสำนักชิงซึ่งขลาดกลัวก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย  ที่ชาวบ้านได้รับชัยชนะเพราะฝนทำให้ปืนคาบศิลาของทหารอังกฤษเปียกชื้นจนยิงไม่ได้ และพวกอังกฤษเองมุ่งหวังที่จะเน้นการเจรจาเสียมากกว่า แต่นั่นไม่ได้ช่วยป้องกันมิให้เหตุการณ์ถูกระลึกว่าเป็นตัวอย่างของความยิ่งใหญ่ทางการทหารของจีนเลย 

สำหรับกบฏไทผิ่ง ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของชาวจีนกว่า 20,000,000 คน มีจุดเริ่มต้นจาก หง ซิ่วฉวน ชาวบ้านซึ่งคิดว่าตนเป็นน้องชายของพระเจ้า และได้ระดมพลประชาชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพสวรรค์ที่ตนจัดตั้ง กองกำลังติดอาวุธซึ่งเกิดขึ้นเพื่อจัดการกับพวกกบฏ โดยส่วนใหญ่ถูกนำโดยเหล่าข้าราชการซึ่งไม่สังกัดอยู่ในกองทัพของราชวงศ์ชิง  การที่กองกำลังติดอาวุธเหล่านั้นมีความภักดีต่อรัฐเป็นโชคโดยบังเอิญไม่ใช่อุดมการณ์ เหล่าขุนศึกซึ่งแบ่งจีนเป็นส่วนๆ เพื่อปกครองภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิง คือบุคคลที่ถือว่าความแตกต่างระหว่างพลเรือนและกองทัพเป็นเรื่องขี้ประติ๋ว  พวกเขาคือคนถืออาวุธซึ่งปกครองดินแดนเป็นส่วนๆ ผ่านการผสมผสานระหว่างความกลัวของประชาชนและการให้บริการแก่สังคม เช่นเดียวกัน แนวคิดของเหมา เจ๋อตงเกี่ยวกับสงครามประชาชนก็ขึ้นอยู่กับมุมมองที่ว่าประชาชนซึ่งหิวโหยและยากไร้นั้นสามารถก่อสงครามได้ การขึ้นมามีอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ เกิดจากความสามารถของมันในการลบเลือนเส้นแบ่งระหว่างพลเรือนและกองทัพ

ภายหลังจากพรรคขึ้นมามีอำนาจในจีน เหล่าพลเรือนได้เข้ามารับงานซึ่งในตะวันตกมอบหมายให้เฉพาะกองทัพ กองทัพปลดปล่อยประชาชนได้เข้าร่วมสงครามเกาหลี เช่นเดียวกับบรรดาชาวนาซึ่งเป็นชายหนุ่มจากชนบททั่วประเทศ ผู้ซึ่งทิ้งคันไถและมุ่งสู่แนวหน้าในการ “ต่อต้านอเมริกาและช่วยเกาหลี” ในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 จีนได้เริ่มต้นการแทรกแซงทางทหารเพื่อสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งพม่า และมันก็ได้พึ่งพิงอย่างมากต่อพลเรือนจากมณฑลทางใต้ในการหลั่งไหลสู่สมรภูมิ  พวกเรดการ์ดก็เช่นเดียวกัน ในขณะต่อสู้ระหว่างพวกเดียวกันเอง หรือผู้อาวุโส หรือบรรดาชาวต่างประเทศก็ถือว่าตนเป็นทหาร ดังภาษาของกลุ่มเช่น การเข้ายึด การสั่งการ สมรภูมิและชัยชนะ แม้แต่ทุกวันนี้ ความขัดแย้งระหว่างจีนกับรัฐอื่นๆ ในเอเชียเกี่ยวกับหมู่เกาะ  สแปรตลีย์และพาราเซลก็ยังมีการเกี่ยวข้องของชาวประมงซึ่งมุ่งมั่นในการสู้เพื่อดินแดนของตน พวกเขาได้รับการเร่งเร้าจากรัฐอย่างแน่ชัด แต่การเร่งเร้าเช่นนี้จะสำเร็จผลได้ก็เพราะมันตั้งอยู่บนประเพณีที่ว่าปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกผูกขาดโดยแหล่ง ๆ เดียว  ดังนั้นใครก็สามารถทำอะไรได้หากสถานการณ์นั้นเอื้ออำนวยให้ วิดีโอเกมทั้งหลายก็ช่วยให้ชาวจีนสามารถเข่นฆ่าอาชญากรสงครามญี่ปุ่นได้ หรือการประท้วงของพวกลัทธิชาตินิยมก็ดำเนินล้ำหน้าความต้องการของรัฐบาลได้อย่างดี และยังบานปลายไปเป็นการจลาจลต่อต้านญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้แสดงว่าประเพณีดังกล่าวยังคงทรงอำนาจอยู่ กลุ่มพลเรือนติดอาวุธซึ่งได้รับการควบคุมไม่ดีนักกลายเป็นความโดดเด่นของชีวิตชาวจีน  การเรียกประเทศจีนว่ามีวัฒนธรรมอันถูกทำให้ละม้ายกองทัพ (militarized culture) ได้บอกเป็นนัยถึงระเบียบทางสังคม  วัฒนธรรมพลเรือนติดอาวุธ (militia-rized culture)   หรือการที่ใครก็ได้สามารถรับบทเป็นวีรบุรุษแห่งแผ่นดินนั้นใกล้เคียงกับประเด็นดังกล่าว

เพื่อให้แน่ชัด ยังมีที่อื่นซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวดำรงอยู่ ดังเช่นอัฟกานิสถานและดินแดนของชาวเคิร์ดแถบตะวันออกกลางแบบเดียวกับพื้นที่ซึ่งชาวทวาเร็กและเชเชนอาศัยอยู่  เช่นเดียวกับดินแดนอื่น วัฒนธรรมพลเรือนติดอาวุธถึงจะมีคุณ แต่ก็เป็นอันตรายต่อรัฐบาล หากกองกำลังติดอาวุธไม่ได้รับการควบคุมโดยอำนาจรัฐ ก็ไม่มีเหตุผลว่ามันจะไม่มีทางจะหันมาเล่นงานรัฐเอง เมื่ออาณัติแห่งสวรรค์ถูกส่งลงจากรัฐบาล มันก็กลายเป็นเป้าหมายอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นชาวหมู่บ้านซานหยวนลีท้าทายอังกฤษ หง ซิ่วฉวนต่อสู้กับราชวงศ์ชิง หรือเหมาเอาชนะพรรคก๊กมินตั๋งรวมไปถึงพวกจักรวรรดินิยม เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเปี่ยมด้วยการที่ชาวจีนร่วมกันต่อต้านรัฐบาลซึ่งพวกเขาไม่ชอบ และสำหรับจีนยุคนายสี จิ้นผิง ก็มีมากมายหลายเรื่องที่บรรดาวีรบุรุษแห่งแผ่นดินซึ่งขุ่นเคืองใจจะต่อสู้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาชายหนุ่มซึ่งว่างงาน เป็นโสดและขุ่นเคืองใจก็มักเป็นแหล่งอย่างดีสำหรับความขัดแย้งในสังคมจีน ซึ่งผลุดขึ้นทั่วประเทศ มันยังเป็นมรดกจากนโยบายบุตรคนเดียวและความนิยมฆ่าทารกเพศหญิงซึ่งมีมากมายในสังคมจีน  บุคคลซึ่งร่ำรวยและมีเส้นสายดีก็มักปลีกตัวหนีไปโดยไม่ได้ส่งเสียงประท้วง โดยเพียงโยกย้ายทรัพย์สินของตนไปยังเมืองบอสตันหรือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่แมนฮัตตัน แต่สำหรับผู้ขุ่นเคืองใจจำนวนมหาศาลซึ่งยังคงอยู่ในประเทศก็ดำรงการประท้วงต่อต้านรัฐบาลซึ่งกดขี่และไม่ผูกพันกับมวลชน  ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนและกองทัพเท่านั้น หากยังเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง สังคม พลเรือนและกองทัพ อันหมายถึงความสัมพันธ์แบบสามเส้า (triad) มากกว่าแบบคู่ (dyad) แห่งปัญหาในอนาคต

นายสี จิ้นผิง รู้เรื่องราวเช่นนี้ทั้งหมด เขาตระหนักด้วยความเจ็บปวดว่าการเข้าไปจัดการกับแหล่งความขุ่นเคืองใจ รัฐนั้นจะต้องเอื้ออาทรต่อความเป็นอยู่ของประชาชน อันนำไปสู่การณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น และการเน้นภาวะนิติรัฐ  นายสีต้องการให้ไพร่ฟ้าของเขารู้ว่าข้าราชการกังฉินไม่สามารถร่ำรวยได้บนความทุกข์ยากของประชาชน ด้วยการรณรงค์เช่นนี้ได้ครอบคลุมถึงเหล่าพยัคฆ์เช่นเดียวกับบรรดาแมลงวัน (พยัคฆ์คือข้าราชการระดับสูง ส่วนแมลงวันคือข้าราชการระดับล่าง –ผู้แปล) แสดงให้เห็นว่านายสีน่าจะเชื่อว่าความขุ่นเคืองใจได้แผ่ในสังคมจีนอย่างลึกซึ้งเพียงใด การจัดการกับข้าราชการอย่างเช่น นาย โจว หย่งคัง นายป๋อ ซีไหล และเมื่อไม่นานมานี้ คือ ผู้ดูแลด้านข่าวกรองของรัฐอย่างนายหม่า เจี๋ยน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำอย่างเหลาะแหละ ถึงแม้พวกเขาจะเป็นศัตรูทางการเมือง ความเสี่ยงจากการทำลายความสามัคคีของพรรคโดยโจมตีคนเหล่านั้นมีอย่างมหาศาล และการรณรงค์เช่นนี้ก็อาจไม่เกิดขึ้นหากนายสีไม่คิดว่าการอยู่เฉยๆ เป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่านัก

หากจะให้ชาวจีนเกิดความเชื่ออย่างแท้จริงว่าท่านประธานนั้นมีความมุ่งมั่นในการกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นให้หมดไปจากประเทศ ข้าราชการระดับสูง ไม่ใช่เพียงพวกระดับล่างๆ จะต้องถูกเล่นงานเช่นกันและการรณรงค์นั้นต้องไปไกลเกินกว่าเพียงข้าราชการพลเรือน สำหรับกองทัพก็เช่นกันถูกมองว่าต้องถูกจำกัดอำนาจให้อยู่ภายใต้กฎหมาย (ไม่ใช่อยู่เหนือกฎหมายอย่างเช่นไทย –ผู้แปล)

มันยังคงเป็นเรื่องยากที่จะได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนจากวงการอุตสาหกรรมของกองทัพ แต่สมาชิกของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนนั้นแน่ชัดว่าได้รับผลประโยชน์จากระบบซึ่งชาวจีนทั่วไปไม่อาจทำได้   การที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเกี่ยวข้องกับบริษัทต่างๆ ตั้งแต่การป้องกันประเทศ น้ำมัน อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ จนไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน  อันนำไปสู่โอกาสอันหลากหลายในการยักยอกเงิน  หลักฐานดังที่อัยการได้ชี้ให้เห็นสามารถพบได้จากรถยนต์ที่ซ่อนอยู่ในซองอั่งเปาซึ่งส่งถึงกันอย่างเงียบๆ ในฐานะของขวัญ เพื่อให้การติดสินบนลุล่วงไป  นายกู่ จุนชาน ซึ่งเป็นเครือข่ายกับนายสู ไฉโฮ่ว ได้ถูกกล่าวหาว่าแอบยักยอกเงินกว่า 30,000,000,000 หยวน และยังติดสินบนคนอื่นโดยการเสนอกุญแจรถเมอร์เซเดส เบนซ์ ประดับด้วยทองคำ นายสูเองก็ยังถูกกล่าวหาว่าได้รับทรัพย์สินโดยมิชอบ ซึ่งสามารถถูกขนย้ายโดยรถบรรทุกกว่า 10 คัน  ส่วนนางเกา เซียวอัน ผู้หญิงเพียงไม่กี่คนที่สามารถไต่ขึ้นตำแหน่งนายพลในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน บัดนี้กำลังถูกสอบสวนเรื่องการรับสินบนผ่านความรับผิดชอบของเธอต่อโรงพยาบาลของกองทัพ ความไม่โปร่งใสของระบบเช่นนี้ทำให้เป็นการยากที่จะถือว่าการดำเนินธุรกิจของกองทัพถูกต้องชอบธรรม มักจะมีการจินตนาการถึงกิจกรรมที่มีการทุจริตคอรัปชั่นอยู่เสมอ หากการทุจริตคอรัปชั่นถูกถอนรากถอนโคนไปจากประเทศจีนจริงๆ แล้ว กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนจะต้องเป็นเป้าหมายสำหรับการสอบสวนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

หลักฐานจากการกระทำความผิดไม่ได้ปรากฏตามแบบที่ศาลของสหรัฐฯ หรืออังกฤษพึงพอใจนัก กระนั้นการทุจริตคอรัปชั่นก็เป็นปัญหาที่แท้จริงในจีน สำหรับที่อื่นๆ ก็เช่นกัน การทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายกว่าในเศรษฐกิจที่ขาดความโปร่งใส เช่นเดียวกับระบบกฎหมายซึ่งไม่ชัดเจน ต่อเนื่องและขาดความเป็นกลาง โอกาสที่จะเกิดการทุจริตคอรัปชั่นมีอยู่อย่างมากมาย นั่นเป็นสาเหตุว่าเหตุใดเราจึงไม่ต้องเคลือบแคลงเท่าไรต่อความจริงใจและความมุ่งมั่นของนายสี ท่านประธานคนปัจจุบันเคยเป็นเยาวชนซึ่งผ่านการใช้แรงงานอย่างหนักในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม กระนั้นไม่ชัดเจนนักว่าบทเรียนที่เขาได้รับจากประสบการณ์นี้เป็นอย่างไร แต่เขาก็คงจะเห็นว่าเหมาเป็นผู้ขับเคลื่อนพลังแผ่นดินอีกครั้งโดยการโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรค ในตอนนั้นเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และตอนนี้พวกเขาก็เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติเช่นกัน และเป็นโอกาสของนายสีในการจัดการกับคนเหล่านั้น มีคนสงสัยว่า นายสี คาดเดาพฤติกรรมได้ยากที่สุดและถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในบรรดาผู้นำทั้งหลาย นั่นคือเขาเป็นนักสู้ที่เปี่ยมด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง

มีปัญหาสำคัญ 2 ประการซึ่งแก้ไขได้ยากในวิธีจัดการของนายสีต่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน นั่นคือมันขาดความน่าเชื่อถือและยังส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจกองทัพ จากการไม่มีผู้ตรวจการที่เป็นอิสระซึ่งก็สามารถตรวจสอบนายสีอย่างถึงแก่นได้เช่นเดียวกับศัตรูทางการเมืองของเขา การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น จะไม่มีท่าทีซื่อสัตย์และยุติธรรมได้ ดังที่กล่าวไว้แล้ว มันถูกมองจากสาธารณชนว่าเป็นการเล่นงานทางการเมืองแบบเชย ๆ  และก็มาพร้อมการสร้างอำนาจทางการเมืองด้วย ในท้ายแล้ว บรรดาผู้นำก่อนหน้านายสีก็ใช้กลยุทธ์แบบเดียวกัน เช่นเดียวกับวาทศิลป์อันเลิศหรูในการกำจัดศัตรูทางการเมือง อีกครั้งที่ภาวะนิติรัฐของจีนได้แสดงภาวะอันอ่อนแอ ในขณะผู้มองโลกในแง่ดีมักอ้างถึงการเน้นย้ำของนายสีต่อ “ภาวะนิติรัฐ” และ “รัฐธรรมนูญ”  ความจริงก็คือมาตราที่ 51 ของรัฐธรรมนูญระบุว่าพลเมืองจะต้องไม่ละเมิดต่อผลประโยชน์ของรัฐ   มันเป็นบทอันคลุมเครือซึ่งอาจหมายความว่านายสีในฐานะตัวแทนผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐจะตัดสินว่าประชาชนได้เริ่มต้นการละเมิดเมื่อไรก็ได้ ปัญหาความน่าเชื่อถือนั้นยิ่งเลวร้ายไปอีกจากความจริงที่ว่าไม่มีใครในเครือข่ายอำนาจของนายสีถูกดำเนินคดี

ปัญหาที่ 2 ก็คือการรณรงค์ของนายสีได้ทำความเสียหายให้กับระบบความมั่นคงแห่งชาติจีน แม้แต่เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ฉ้อฉลในกองทัพปลดปล่อยประชาชาติก็มีทางทราบเพียงเล็กน้อยว่าพวกเขาจะข้ามเส้นแดงนั้นไปเมื่อใด ด้วยเส้นนั้นถูกขีดตามอำเภอใจของท่านประธาน  ปรัชญาแห่งการคาดเดาอะไรไม่ได้เลย (unpredictability) ถูกรจนาโดยซุน จื้อ จนเป็นที่ลือเลื่อง (ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งของนายสีในการจัดการกับขุมประโยชน์ของกองทัพ) แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน มันก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ เหตุผลง่ายมากนั่นคือ การวางแผนเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศจีนบัดนี้ต้องการการพัฒนาด้านกองทัพอย่างมหาศาลและต้องใช้เงินมาก จึงเป็นการเสี่ยงหรืออาจถึงขั้นหายนะที่จะร้องขอเงินสำหรับอาวุธ หากท่านประธานเกิดสงสัยว่าเงินจะถูกขโมย งบประมาณของกองทัพปลดปล่อยประชาชนนั้นทะยานไปถึง 132,000,000,000 เหรียญสหรัฐฯ (หรืออาจจะสูงกว่านั้น)   เพราะนักวางแผนของกองทัพได้พยายามคานอำนาจกับศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯและประเทศอื่นๆ งบประมาณจึงได้แต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของนายสีทำให้นายทหารระดับสูงของกองทัพระแวดระวังเรื่องการเสนอการขึ้นงบประมาณ สิ่งนี้อาจทำให้นายทหารผู้ซื่อสัตย์ เลือดรักชาติ เกิดความโกรธเคืองเพราะรู้สึกว่าพวกเขากำลังทรยศต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ในสถานการณ์ที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย ความพยายามในการทำตามหน้าที่โดยการร้องขอการลงทุนสำหรับระบบกองทัพที่ดีกว่าเดิมอาจนำไปสู่การถูกสอบสวนความผิด

กล่าวโดยรวมแล้ว สมาชิกของกองทัพมีอยู่ 3 ทางเลือกดังนี้  

ทางเลือกที่ 1 คือการทำตัวอยู่เงียบๆ และร่วมมือกับนายสีโดยดี  มันดูสมเหตุสมผลเพราะการร่วมมือจะช่วยให้เกิดความปลอดภัย ทหารส่วนใหญ่ดูเหมือนจะก้าวตามทางนี้ แต่ถ้าใครอยู่ภายใต้การสอบสวนความผิดไปแล้วหรือถ้าใครเกิดไปเป็นเครือข่ายกับบุคคลซึ่งนายสีบังเอิญไม่ชอบ แม้จะห่างๆ ก็ตาม การทำตัวอยู่เงียบๆ อาจช่วยอะไรไม่ได้ 

ทางเลือกที่ 2 คือการฆ่าตัวตาย พลเรือเอก 2 นายคือ หม่า ฟาเซียง และเจียง จงหัว กระโดดจากตึกสูง ส่วนนายพลซึ่งกำลังถูกสอบสวนความผิดเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น คือ ซ่ง อูเหว่น ถูกรายงานว่าฆ่าตัวตายโดยการแขวนคอตัวเอง

ทางเลือกที่ 3  คือการต่อต้าน คนถืออาวุธมักมีทางเลือกในการใช้พวกมัน   อาจมีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งหรือมากกว่านั้นที่รู้สึกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่พวกเขาพึงได้กำลังถูกคุกคาม ก็อาจจะเล่นงานนายสีโดยใช้กำลังทางทหาร เท่าที่รู้มา สิ่งเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (ไม่ใช่อย่างน้อยที่สุดเพราะยุคเหมากับเติ้งที่เส้นแบ่งระหว่างพลเรือนกับกองทัพขาดความชัดเจนอย่างแท้จริง)  แต่ประเทศจีนนั้นตามประวัติศาสตร์มีแนวโน้มที่กองทัพจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง อย่างเช่นขุนศึกของราชวงศ์หมิงคือ อู๋ ซานกุ้ย เปิดประตูกำแพงเมืองจีนสำหรับการรุกรานของพวกแมนจู และหยวน ซื่อไข ขุนศึกของราชวงศ์ชิงได้พยายามแย่งชิงการเป็นผู้ปกครองสาธารณชนรัฐจีนตอนกำลังเริ่มก่อตั้ง รวมไปถึงนายพลผู้ปรารถนาดีต่อบ้านเมืองอย่าง จาง เสวียเหลียง ซึ่งลักพาตัว เจียงไคเช็คและบังคับให้ผู้นำพลเรือนของเขาร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ (เป็นไปได้ว่าผู้เขียนอาจลืมไปว่าเจียงเป็นนายทหารเช่นเดียวกันและมียศเป็นจอมพล –ผู้แปล)   จึงไม่มีการรับประกันว่าจะไม่มีการแทรกแซงของกองทัพเช่นนั้นอีกครั้ง การผสมผสานระหว่างแรงจูงใจทั้งหลายไม่ว่า ความกระตือรือร้นในการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน หรือความกลัวที่ว่าถ้าไม่เล่นงานศัตรูเสียก่อน ตัวเองก็จะโดนเล่นงานเสียเอง และความคิดที่ว่าจะต้องปกป้องประเทศตนจากเผด็จการซึ่งมุ่งหวังจะทำลายชาติ ทั้งหมดนี้อาจผลักดันให้ทหารทั้งหลายเข้ายึดอำนาจทางการเมือง มีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นตามที่ต่างๆ ในโลก จึงไม่มีเหตุผลที่ว่าจีนจะไม่เหมือนใครในประเด็นนี้ เช่นเดียวกับที่อื่นๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากมีการข่มขู่กลุ่มบุคคลที่ถือครองอาวุธอยู่เต็มตัว

การเข้ายึดรัฐจีนผ่านกำลังทางทหารอาจใช้หลายวิธี วิธีอันง่ายที่สุดอาจหมายถึงการที่นายทหารระดับสูงเพียงคนเดียวหรือกลุ่มนายทหารที่แอบร่วมมือกันเงียบๆ ในการรวบรวมอำนาจจนเพียงพอและจับนายสีคุมขังไว้ภายในบ้านพักอย่างฉับพลัน กฎอัยการศึกจะได้รับการประกาศบนเหตุผลแห่งความรักชาติที่ใสบริสุทธิ์ที่สุด และแน่นอนว่าชีวิตชาวจีนก็จะดำเนินไปตามปกติภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น การนองเลือดจะเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด กลุ่มผู้ก่อการในจินตนาการของเราเช่นนี้จะรวมตัวกันจนมีอำนาจพอให้การต่อต้านนั้นไร้ผล รัฐประหารอาจหมายถึงการโยกย้ายอำนาจกลับสู่พรรคหรือประกาศจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจรักษานโยบายของผู้นำคนก่อนไว้หรือไม่ก็ได้ สำหรับวิถีการทำรัฐประหารทั้งหลาย นี่เป็นทางเลือกที่แยบยลและประณีตที่สุด

อย่างไรก็ตามมันเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะกองทัพปลดปล่อยประชาชนนั้นมีรอยร้าว  หลายกลุ่มในกองทัพมีเดิมพันอยู่บนการอยู่รอดของนายสี  ฉากที่มีความเป็นไปได้เสียยิ่งกว่านักคือเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลที่ตั้งของกองทัพในซีฉวนหรืออาจจะในเมืองจีหลินเห็นว่าพวกเขามิอาจทนทานได้แล้วกับการแทรกแซงจากรัฐบาลกลางและก็ประกาศสงคราม  อาจมีการสนับสนุนจากท้องถิ่นอย่างมหาศาลต่อการประกาศเช่นนี้ อัตลักษณ์ของท้องถิ่นยังคงแข็งแกร่งในประเทศจีน และความเกลียดชังต่อรัฐบาลกลางซึ่งโลภโมโทสันเป็นเรื่องง่ายที่จะกระพือให้ลุกโชน นายป๋อ ซีไหล พบจุดจบทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะความนิยมชมชอบต่อตัวเขาในเมือง     ฉงชิ่ง โครงการบ้านเอื้ออาทรและความคิดที่ว่าจะไม่ทำให้ชาวนครฉงชิ่งผิดหวังได้ทำให้นายป๋อกลายเป็นวีรบุรุษสำหรับคนในท้องถิ่น สำหรับใครหลายคน การจับกุมตัวเขาของทางปักกิ่งคืออีกตัวอย่างหนึ่งของการเข้ามาแทรกแซงของรัฐบาลกลางเหนือชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนครฉิงชิ่ง หากอาศัยความขุ่นเคืองใจของคนในท้องถิ่นและวัฒนธรรมแบบพลเรือนติดอาวุธแล้ว ผู้บัญชาการกองทัพก็สามารถรวบรวมกำลังไว้เพียงพอสำหรับการท้าทายกรุงปักกิ่ง 

หากสิ่งเช่นนั้นได้อุบัติขึ้น ชะตากรรมของประเทศจีนสามารถดำเนินไปในหลายทิศทาง เช่นถ้าผู้บัญชาการในจินตนาการของเราเข้มแข็งพอ การเข้ายึดเมืองหลวงอย่างสมบูรณ์ภายหลังการต่อสู้ที่นองเลือดและยาวนานจะเป็นอีกผลลัพธ์หนึ่ง เหมา เจ๋อตงนั้นในท้ายที่สุดแล้วสามารถยึดอำนาจและรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวภายหลังจากต่อสู้กับศัตรูหลายกลุ่ม แต่สำหรับขุมอำนาจของนายสี ชัยชนะอย่างเด็ดขาดดูเป็นไปได้ยากยิ่ง ในทางกลับกัน เราสามารถคาดคะเนถึงการคุมเชิงกันที่เต็มไปด้วยการนองเลือด พร้อมด้วยประเทศซึ่งถูกแบ่งเป็นเหนือและใต้เหมือนกับที่เคยเป็นกันมาในอดีต  “จีน 2 ประเทศ” ซึ่งเป็นคำเรียกอันน่าหวาดหวั่นก็บังเกิดขึ้น กระบวนการแตกสลายของรัฐก็อาจจะไม่หยุดแค่นั้น เมื่อผู้บัญชาการกองทัพต่างๆ  เห็นถึงความเป็นไปได้ของการท้าทายจนประสบความสำเร็จ พวกเขาก็คงจะประกาศสงครามเช่นกัน นายสีอาจพบว่าการจัดการพวกแบ่งแยกดินแดนนั้นก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและงบประมาณไปมากกว่าที่เขาจะสามารถควบคุมได้ จีนอาจกลับไปเป็นยุคเลียดก๊กหรือรัฐขุนศึกซึ่งมีแต่แคว้นเล็กๆ ทะเลาะกัน และเปลี่ยนเป็นอยู่ร่วมกันและก็เริ่มต้นทะเลาะกันอีก

ทั้งหมดที่ว่านี้เป็นการวาดฝันอย่างล้วนๆ เลยจริงเทียว ความกลัวต่อความวุ่นวายของประเทศและระบบการศึกษาที่บ่มเพาะให้คนรักชาติย่อมเป็นอุปสรรคไม่ให้เกิดเรื่องราวเหล่านั้น แต่เรื่องอันเหลือเชื่อมักเกิดขึ้นได้เสมอ การอยู่รอดของพรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงภายหลังการประชุมที่เมืองกูเทียนก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่งสำหรับชาวนาและนักฝันเฟื่องกลุ่มเล็กๆ ซึ่งสามารถเอาตัวรอดผ่านการเดินทางไกล (Long March) มากๆ  จากการกวาดล้างและการเล่นงานจากขุนศึกมุสลิม ควรจะจดจำเช่นเดียวกันว่าจีนที่เป็นปึกแผ่นนั้นหากไกลจากการเป็นสิ่งจริงแท้ในรอบ 5 พันปีดังที่ในบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการได้อ้างไว้ ประเทศนี้ล่มสลายอย่างฉับพลันและรุนแรงหลายครั้งในอดีต และมักด้วยสาเหตุจากความขัดแย้งชนิดต่างๆ ที่อุบัติขึ้นในทุกวันนี้

การแยกตัวออกระหว่างขอบเขตของพลเรือนและกองทัพมักได้รับการป่าวประกาศจากนักวิชาการว่าเป็นเรื่องดีของการจรรโลงประชาธิปไตย การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในไต้หวันและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักถูกยกให้เป็นตัวอย่างที่ดูมีความหวัง (ผู้เขียนควรแยกแยะในภูมิภาคของเราด้วยว่าประเทศไหน แต่อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ประเทศไทย –ผู้แปล)  แม้เป็นเรื่องจริงสำหรับไต้หวัน (กระนั้นรัฐก็ล้มเหลวในการเอาใจใส่ต่อธรรมชาติบางด้านของประชาสังคมเช่นเดียวกับแรงกดดันของสหรัฐฯ ในการจรรโลงประชาธิปไตย) ก็มีเหตุผลเพียงน้อยนิดที่จะคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่สันติจากความขัดแย้งระหว่างพลเรือนและกองทัพในจีน อย่าว่าแต่เป็นประชาธิปไตยเลย  ผู้ที่จะมาแทนที่นายสีก็คงเป็นผู้นำเผด็จการอำนาจนิยมซึ่งอาจมีหัวคิดชาตินิยมและมุ่งเน้นการใช้กำลังในการกำหนดนโยบายต่างประเทศเสียยิ่งกว่า ในประเทศจีน การปฏิวัติจากเบื้องล่างมีแนวโน้มที่จะมุ่งสู่ความรุนแรงอันจบสิ้นด้วยการมาแทนที่ของผู้นำแบบทรราชคนอื่น  แม้จะดีกว่าการที่จีนแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ความไม่สามัคคีในจีนนำไปสู่ความรุนแรงอย่างมหาศาลในอดีต อันมีผลกระทบที่สะเทือนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยเหตุที่จีนเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งภายในก็สามารถสร้างปัญหาให้กับคนทั้งโลกได้

ความเป็นไปได้ของการแทรกแซงจากกองทัพและปัญหาที่ตามมาก็ไม่ใช่เรื่องที่นายสีไม่เห็น เขานั้นเก่งกาจและเป็นนักการเมืองที่ปราดเปรื่องเกินกว่าจะไม่รู้ว่าศัตรูสามารถโจมตีเขาอย่างฉับพลันโดยปราศจากการเตือน การป้องกันการเป็นปรปักษ์ของกองทัพเป็นเหตุผลหนึ่งในการจัดตั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งแรกจากการประชุมครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อปี 2013 องค์กรนี้ซึ่งมีต้นแบบบางส่วนจากสหรัฐฯ ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการเกี่ยวกับความมั่นคงของทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ อาณัติของมันรวมไปถึงการจัดการกับภัยคุกคามของการก่อการร้ายโดยชนกลุ่มน้อยที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน เช่นเดียวกับการวางแผนในการต่อกรกับอำนาจทางทหารของสหรัฐฯ  มันยังหมายถึงโครงสร้างอันเป็นปึกแผ่นสำหรับการจัดการกับความมั่นคงของชาติและนายสีเป็นประมุขขององค์กรนี้

นี่หมายความว่ามุมมองของกองทัพปลดปล่อยประชาชนเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจะต้องผ่านองค์กรซึ่งนายสีเป็นประธาน คณะมนตรีนั้นเป็นวิถีทางในการรวบอำนาจของพรรคเหนือกองทัพ มันเป็นการยืนยันของอำนาจ ในการทำให้เกิดความมั่นใจว่าวีรบุรุษแห่งแผ่นดินไม่ได้เดินไปไกลสุดกู่ (นายสีอาจได้เรียนรู้วิธีการจัดการของเหมาต่อนายพลซึ่งดื้อด้าน นั่นคือเหมาได้กำจัดเผิง เตอะหวาย ด้วยข้อหาการวางแผนต่อต้านพรรค คณะมนตรีความมั่นคงใหม่นี้สามารถช่วยให้นายสีจับตาดูผู้ก่อการที่กระด้างกระเดื่องได้) ในระดับหนึ่ง สิ่งนี้น่าสบายใจหน่อย เพราะคงไม่มีใครต้องการสถานการณ์ที่ประธานของพรรคต้องเสียหน้าในสายตาคนอื่น ดังเช่นนายหู จินเทาได้ประสบต่อการมาเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ แต่จากมุมมองของสมาชิกในกองทัพซึ่งขุ่นเคืองใจ มันนำไปสู่การจับผิดต่อศักยภาพของพวกเขาในการกระทำสิ่งที่เห็นว่าสำคัญ

เพื่อจัดการกับการต่อต้านภายในกองทัพ นายสีจะต้องพยายามปฏิรูปวัฒนธรรมภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน วิธีการหนึ่งคือการปรับปรุงการตรวจสอบบัญชีงบประมาณทางทหาร การปราศจากการตรวจสอบภายนอกถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งแห่งการรับสินบน  ระเบียบที่เข้มงวดกว่าเดิมจะช่วยให้อำนาจอยู่ภายใต้การควบคุมและนำองค์กรไปสู่เป้าหมายของความมั่นคงแห่งชาติ  การพัฒนากองทัพนั้นต้องพบกับความเสียหาย หากกองทุนที่เงินควรนำไปซื้อขีปนาวุธพิสัยยาวกลับถูกยักยอกไปซื้อแท่งทองคำแทน

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือความพยายามในการสร้างความภักดีจากกองทัพ อันตรายจากความเป็นปรปักษ์ของกองทัพเกิดขึ้นด้วยความจริงที่ว่า ทหารอาจรู้สึกภักดีต่อผู้บัญชาการของตนมากกว่านายสี วิธีการแก้ไขที่กำลังดำเนินไปคือให้การศึกษาแก่พวกเขาถึงความไม่ดีไม่งามอย่างมากต่อความคิดเช่นนั้น แทนที่จะยึดมั่นแต่กฎเกณฑ์ที่วางโดยคนๆ เดียว ผู้บัญชาการระดับสูงและผู้นำในสถาบันการศึกษาของกองทัพจะต้องทำให้ชัดเจนว่า ทหาร มีจิตยึดมั่นต่อกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด อันหมายถึงการเชื่อฟังต่อพรรค พลตรี ฟาน เหลียงชีได้ประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่าผู้บัญชาการทั้งหลายควรยึดมั่นต่อกฎเกณฑ์เหนือสิ่งอื่นใด

ยิ่งกว่าผู้นำจีนยุคใดๆ ตั้งแต่เหมา นายสีดูเหมือนจะเน้นไปที่การสร้างลัทธิเชิดชูบุคคล การปรากฏตัวในที่สาธารณะ การกล่าวสุนทรพจน์ที่เปี่ยมด้วยบารมี และบรรดาเครื่องประดับที่มีภาพของเขาติดอยู่จะช่วยสร้างภาพให้เขาเป็นท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับการเป็นสัญลักษณ์แห่งภาวะนิติรัฐ ดุจดังจักรพรรดิยุคโบราณซึ่งบรรดาทหาร จะต้องให้ความภักดีในฐานะจอมทัพ  ทั้งหมดนี้ได้รับการส่งเสริมจนเป็นลัทธิอันสำคัญในการเตรียมพร้อมการรบ มันยังเป็นลัทธิสำคัญยิ่งในการป้องกันไม่ให้กองทัพหลุดรอดจากการควบคุมของพรรคได้

มันเป็นการยากที่จะไม่เห็นด้วยกับความพยายามของนายสีในการควบคุมกองทัพ รัฐบาลพลเรือนไม่ว่าชุดใดก็ต้องการทราบว่ากองทัพนั้นยังภักดีต่อตน ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เข้ามาควบคุมกรมกองที่พวกเขาสังกัดอยู่ ผู้ที่คุ้นเคยว่าการลุกฮือปฏิวัติในอดีตของจีนนั้นเป็นอย่างไร ก็จะสามารถเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่อความวิตกของนายสีได้  

ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ก็ต้องรอดูกันต่อไป การจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่นของเขาเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่เขาสามารถลบเลือนมันโดยปราศจากการสร้างระเบียบใหม่ซึ่งจะสั่นสะเทือนอำนาจของพรรคได้หรือไม่ ความโปร่งใสอย่างแท้จริงนั้นอันตรายยิ่ง ในท้ายสุดแล้วมันอาจหมายถึงขุมอำนาจที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของนายสีหรือพรรค ขุมอำนาจเช่นนั้นอาจทำให้นายสีและพวกพ้องตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง  แต่ถ้าไม่มีขุมอำนาจเช่นนั้นแล้ว การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นจะไม่สมบูรณ์ และจะไม่ก้าวผ่านการก่นด่าจากแบบมองโลกในแง่ร้าย มันแทบยังคงเป็นแหล่งกำเนิดของความไม่แน่นอนและความกลัว  และกลุ่มบุคคลซึ่งหวาดหวั่นกับรู้สึกไม่แน่นอนอาจสามารถทำในหลายสิ่งอันน่าตกใจ (อย่างเช่นการทำรัฐประหาร -ผู้แปล) ได้

0000

หมายเหตุ: แปลจากบทความ The Coming Coup in China เขียนโดย คุณซุลมาน คาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์นานาชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีน ที่สถาบันเฟลต์เชอร์ มหาวิทยาลัยทัฟส์  รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา จากเว็บไซต์ http://www.the-american-interest.com/2015/02/26/the-coming-coup-in-china/

      
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์