สุรพศ ทวีศักดิ์: จากการเคารพกฎหมายแบบโสเครตีส ถึง คสช.

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

“ เขาสั่งให้คุณทำลายรัฐธรรมนูญที่มีพื้นฐานที่มาที่เป็นธรรม คุณจะทำอย่างไร ถามผม ผมก็บอกว่าคุณมีหน้าที่ต้องปฏิเสธ เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องปฏิเสธ...ถ้าคุณถูกสั่งให้ทำรัฐประหาร เท่ากับคุณถูกสั่งให้ทำลายคุณค่าสูงสุดในการอยู่ร่วมกัน คุณต้องปฏิเสธ ตรงนี้เป็นตรรกะหรือหลักการธรรมดา ”

-วรเจตน์ ภาคีรัตน์-

นั่นคือคำตอบของอาจารย์วรเจตน์ เมื่อถูกถามว่า “ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำรัฐประหารจะทำอย่างไร?” ในหนังสือ “ถอดรื้อมายาคติ Deconstruct” (ดาวน์โหลดที่นี่ http://www.docfoc.com/-deconstruct)

เมื่อว่าโดยหลักการ คำสั่งของผู้บังคับบัญชาต้องชอบด้วยกฎหมาย และผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมมีสิทธิปฏิเสธคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยยังไม่ปรากฏว่ามีการปฏิเสธคำสั่งให้ทำรัฐประหาร เพราะถือกันจนเป็น “ประเพณีไทยๆ” ไปแล้วว่าถ้าทำรัฐประหารไม่สำเร็จจะกลายเป็นกบฏ ถ้าสำเร็จก็กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ที่กลไกระบบราชการและส่วนอื่นๆในสังคมกระตือรือร้นจะรับใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์จากรัฐประหารมากกว่าอำนาจรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเสียอีก

เราจะเปลี่ยนประเพณีนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนวิถีคิดใหม่อย่างถึงราก ข้อเสนอของอาจารย์วรเจตน์ที่ว่าเป็น “หน้าที่ทางศีลธรรม” ที่ต้องปฏิเสธคำสั่งให้ทำลายรัฐธรรมนูญที่มีพื้นฐานที่มาที่ชอบธรรม (ตามระบบประชาธิปไตย) จึงเป็นข้อเสนอที่เราควรนำมาขบคิดกันอย่างจริงจัง

หน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องปฏิเสธอำนาจที่ไม่ชอบธรรมมาคู่กับหน้าที่ที่ต้องรักษาระบบที่ชอบธรรมเสมอ เมื่อโสเครตีสถูกคณะลูกขุนแห่งเอเธนส์ลงมติตัดสินประหารชีวิตด้วยการให้ดื่มยาพิษ ทั้งๆที่รู้ว่าคำพิพากษาเช่นนั้นไม่ยุติธรรม แต่ทำไมเมื่อมีมิตรสหายจะช่วยเหลือให้หลบหนีไปอยู่เมืองอื่น โสเครตีส กลับปฏิเสธการช่วยเหลือนั้น และยอมถูกประหารชีวิตด้วยคำตัดสินที่อยุติธรรม

เหตุผลของโสเครตีสคือ “กระบวนการตัดสินมีความชอบธรรม” โสเครตีสต่อสู้เพื่อสิ่งนี้มาโดยตลอด คือการเป็นพลเมืองภายใต้กฎหมายแห่งเอเธนส์ ซึ่งหมายถึงการเป็นพลเมืองในฐานะมนุษย์ผู้มีเหตุผลที่มีเสรีภาพจะใช้เหตุผลโน้มน้าวให้คนอื่นๆคล้อยตาม สำหรับพลเมืองแห่งเอเธนส์หากต้องการให้ใครเชื่อตนเอง ไม่ใช่การออกคำสั่งบังคับ แต่ต้องใช้เหตุผลโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตาม ชีวิตทางปรัชญาของโสเครตีสดำเนินมาในวิถีนี้ ต่อสู้เพื่อวิถีนี้ และเขาก็ได้ใช้เหตุผลอย่างเต็มที่ในการโน้มน้าวให้คณะลูกขุนเชื่อว่าเขาไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหา แม้ในที่สุดเสียงข้างมากจะตัดสินให้เขาผิดและเขาเห็นว่าไม่ยุติธรรม แต่กระบวนการไต่สวนและตัดสินมันมีความชอบธรรม จึงเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมที่เขาต้องเคารพความชอบธรรมอันเป็นคุณค่าสูงสุดของการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งเอเธนส์

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสปิริตพลเมืองแห่งเอเธนส์เมื่อเกือบสามพันปีที่แล้วคือ บางครั้งเสียงข้างมากอาจนำไปสู่ผลที่ไม่พึงปรารถนา แต่ก็ต้องยอมรับเพราะมันคือระบบที่ชอบธรรมในการอยู่ร่วมกัน โดยไม่ยอมละทิ้งความเชื่อมั่นว่ากระบวนการของการยอมรับเสียงข้างมากที่อยู่บนพื้นฐานของการมีเสรีภาพในการใช้เหตุผลโน้มน้าวคนอื่นจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆของตัวมันเองได้ และจะนำพาสังคมส่วนรวมไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงปรารถนามากกว่าระบบการใช้อำนาจเด็ดขาดโดยคนคนเดียวหรือคนกลุ่มเดียว ความเชื่อมั่นดังกล่าวนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นในวัฒนธรรมประชาธิปไตยสมัยใหม่ของตะวันตก

ข้อเสนอของอาจารย์วรเจตน์จะว่าไปแล้วก็สอดคล้องกับสปริตรของพลเมืองแห่งเอเธนส์อย่างโสเครตีส และสปริตรแห่งสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ในโลกตะวันตกที่ถือว่า “ประชาธิปไตยคือการเดินทาง” และในเส้นทางของประชาธิปไตยในประเทศต่างๆหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองย่อมมีความขัดแย้ง มีปัญหาคอร์รัปชัน การเหยียดเพศ ผิว ชาติพันธุ์ ศาสนาและอื่นๆ แต่สังคมตะวันตกก็ต่อสู้แก้ปัญหาต่างๆเหล่านั้นมาได้บนวิถีที่ชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย

การยืนยันว่าเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องรักษาวิถีหรือกระบวนการที่ชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย จึงไม่ใช่การ “ยึดทฤษฎีแบบกลไกโดยไม่มองความเป็นจริง” อย่างที่กวีบางคนกล่าวหานักวิชาการ แต่นี่แหละคือการยืนยันหลักการและความเป็นจริงไปพร้อมๆกัน เพราะความจริงทางประวัติศาสตร์ของประเทศประชาธิปไตยในโลกนี้ล้วนมีปัญหาทั้งนั้น แต่เขาแก้ปัญหาบนวิถีหรือกระบวนการที่ชอบธรรม และความจริงของสังคมไทยที่เป็นมาตลอดก็คือการก่อปัญหามากขึ้น ซับซ้อนขึ้นเพราะใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการทำลายวิถีหรือกระบวนการที่ชอบธรรม จนวันนี้ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าสังคมเราจะกลับไปหาวิถีหรือกระบวนการที่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยโดยสันติวิธีได้อย่างไรและเมื่อใด

ที่ชอบอ้างกันว่า “ธรรมคืออำนาจ” หน้าตาเป็นอย่างไรหรือ ถ้าอำนาจไม่ชอบธรรมตามวิถีหรือกระบวนการประชาธิปไตยมันจะเป็น “ธรรม” ได้อย่างไร

เช่น อำนาจที่ไม่ชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย เมื่อออกกฎหมายก็เป็นกฎหมายที่ขัดกับหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคตามระบบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนสากลแล้วอ้างว่า “ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย เสมอภาคตามกฎหมาย” แต่ไม่ดูว่าการออกกฎหมาย กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย การตีความกฎหมายมีความชอบธรรมตามกระบวนการประชาธิปไตยหรือไม่ และอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสากลหรือไม่

ฉะนั้น การเรียกร้องให้เคารพกฎหมายและกระบวนการบังคับใช้ในยุครัฐบาล คสช.ที่นำไปสู่การจับกุมนักศึกษา ประชาชน ผู้สื่อข่าวที่ใช้สิทธิทางการเมืองต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน จึงเป็นคนละเรื่องกับการเคารพกฎหมายตามสปิริตพลเมืองแห่งเอเธนส์และสปิริตสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เคารพ “ความเป็นมนุษย์” ของประชาชนในฐานะเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง

การเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ประชาธิปไตย ต้องการ “พื้นที่” ที่เปิดกว้างให้ทุกฝ่ายที่เห็นต่างมีที่ยืนเท่าเทียมกัน ให้ความแตกต่างได้ขัดแย้งกันด้วยเหตุผลและอย่างสันติ ซึ่งจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อพลเมืองแห่งสยามไทยเชื่อมั่นร่วมกันว่า เราทุกคนมีหน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องปกป้องวิถีหรือกระบวนการที่ชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย และถ้าอำนาจและกฎหมายใดๆไม่ชอบธรรมและไม่ยุติธรรมก็เป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องปฏิเสธและต่อสู้เพื่อทวงความชอบธรรมและความยุติธรรมกลับคืนมา

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท