อัพเดทล่าสุดเมื่อ 8 ชั่วโมง 13 นาที ที่ผ่านมา
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ยกเลิกระเบียบที่เคร่งครัดเกินไปในเรือนจำไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังมากกว่า 270,000 คนทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีเกือบ 50,000 คน พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ไม่ต่างจากผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

ระเบียบที่เรือนจำทุกแห่งมีเหมือนกันคือ การห้ามผู้ต้องขังรับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอก สื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์เป็นสิ่งต้องห้ามในทุกเรือนจำทั่วประเทศ ดังนั้นผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำมากกว่า 1 ปีขึ้นไปจึงไม่ค่อยทราบข่าวคราว หรือความเคลื่อนไหวของโลกภายนอกมากนัก ส่งผลให้หลายคนมีปัญหาในการปรับตัวหลังจากได้รับอิสรภาพ

นอกจากนี้เรือนจำแต่ละแห่งยังมีระเบียบและข้อบังคับที่แตกต่างกัน เช่น บางแห่งอนุญาตให้ทุกคนเยี่ยมผู้ต้องขังได้ แต่บางแห่งอนุญาตเฉพาะญาติ หรือผู้ที่ผู้ต้องขังลงชื่อไว้กับเรือนจำเท่านั้น

หลังการรัฐประหาร 2557 คสช.มีนโยบายเพิ่มความเข้มงวดในเรือนจำทั่วประเทศ ส่งผลให้ผู้ต้องขังได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น

ทุกวันนี้การเยี่ยมผู้ต้องขังทำได้ยากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เช่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพซึ่งในอดีตอนุญาตให้ทุกคนสามารถเยี่ยมผู้ต้องขังได้เปลี่ยนเป็นผู้ต้องขังต้องลงชื่อญาติหรือเพื่อนกับทางเรือนจำไม่เกิน 10 คนเท่านั้น ส่งผลให้เพื่อน, ญาติ หรือบุคคลอื่นที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนของทางเรือนจำไม่สามารถเยี่ยมผู้ต้องขังได้

ความเดือดร้อนนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ต้องขังจำนวนมากที่มีเพื่อน หรือญาติมากกว่า 10 คนไม่ได้รับความสะดวก

ในแต่ละวันผู้ต้องขังต้องอยู่ในห้องขังตั้งแต่ 15.00 น. ถึง 6.00 น.ของวันรุ่งขึ้น หรือใช้เวลากว่า 15 ชั่วโมงในห้องขังแคบๆ โดยที่เจ้าหน้าที่จะเปิดโทรทัศน์ที่มีแต่รายการที่ไม่มีสาระ หรือเป็นประโยชน์ให้ชมเป็นหลัก

ผู้ต้องขังบางคนผ่อนคลายความเครียดด้วยการอ่านหนังสือ หรือนิตยสาร ก่อนหน้านี้ไม่มีการจำกัดการรับหนังสือ หรือนิตยสารจากผู้ที่มาเยี่ยม แต่ปัจจุบันมีการกำหนดจำนวนหนังสือ หรือนิตยสารที่ผู้ต้องขังสามารถได้รับสูงสุดไม่เกินคนละ 3 เล่มต่อเดือน อีกทั้งการส่งไปถึงมือผู้ต้องขังต้องใช้เวลานานมาก บางครั้งอาจใช้เวลามากกว่า 2 เดือน

ผู้ต้องขังยังถูกจำกัดสิทธิในการรับเงินจากผู้ที่มาเยี่ยม โดยเรือนจำกำหนดให้ผู้ต้องขังแต่ละคนมีเงินในบัญชีของตนเองได้ไม่เกิน 9,000 บาท หากมีมากกว่านั้นเรือนจำจะไม่รับฝากเงินจากผู้ฝาก สิ่งนี้สร้างผลกระทบอย่างมากสำหรับผู้ต้องขังที่นานๆจะมีญาติ หรือเพื่อนมาเยี่ยมซึ่งนิยมฝากเงินครั้งละมากๆเพื่อไม่ต้องเดินทางมาบ่อย

นอกจากนี้ยังห้ามผู้ต้องขังนอนบนที่นอน แต่อนุญาตให้นอนบนผ้าห่มบางๆเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุ, ผู้พิการ หรือผู้ป่วย ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง จนบางคนไม่สามารถนอนได้หลับสนิท

ผู้ต้องขังทุกคนย่อมมีสิทธิในความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์ การที่ผู้ต้องขังต้องอยู่ในเรือนจำ ไม่สามารถออกไปได้ ย่อมสร้างความเครียดให้กับพวกเขามากพออยู่แล้ว แต่การจำกัดสิทธิเหล่านี้ยิ่งเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับพวกเขาเพิ่มขึ้นไปอีก หลายคนต้องเจ็บป่วยจากระเบียบที่เข้มงวดเกินความจำเป็นเหล่านี้

รัฐบาล และกรมราชทัณฑ์ควรหันมาสนใจสวัสดิภาพของผู้ต้องขังบ้าง อย่ามองพวกเขาเป็นคนเลว เพราะสักวันหนึ่งพวกเขาก็ต้องออกจากเรือนจำ หากพวกเขาต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายย่อมส่งผลต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของพวกเขา ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อพวกเขา และครอบครัวของพวกเขาเลย

ดังนั้นผมจึงขอเสนอให้มีการยกเลิกระเบียบที่ไม่จำเป็นคือ

1.การห้ามผู้ต้องขังรับรู้ข่าวสารจากสื่อมวลชน

2.การกำหนดให้ผู้ต้องขังมีสิทธิเยี่ยมได้เฉพาะบุคคลที่มีชื่ออยู่ในทะเบียบของเรือนจำ

3.การกำหนดให้ผู้ต้องขังมีสิทธิได้รับหนังสือในจำนวนที่จำกัด

4.การกำหนดให้ผู้ต้องขังมีสิทธิได้รับเงินฝากในจำนวนที่จำกัด

5.การกำหนดห้ามผู้ต้องขังนอนบนที่นอนที่ถูกสุขลักษณะ

ทั้งหมดนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนธรรมดา หรือผู้ต้องขังควรได้รับ การจำกัดสิทธิเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

0000

 

ผู้ต้องการลงชื่อสนับสนุนกิจกรรมการรณรงค์สามารถร่วมลงชื่อได้ที่  change.org

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai