รายงานเสวนาการศึกษา 100 ปี จอห์น ดิวอี้ กับการเสริมสร้างประชาธิปไตยผ่านการศึกษา

วงเสวนาถก 100 ปี จอห์น ดิวอี้ กับการเสริมสร้างประชาธิปไตยผ่านการศึกษา พร้อมทั้งประเด็น 2475 มา ประชาธิปไตยได้สร้างคุณูปการต่อการศึกษาไทยจริงหรือ การศึกษาไทยในปัจจุบันได้เสริมสร้างหรือเตรียมคนให้เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยบ้างหรือไม่ อย่างไร และประชาธิปไตยจำเป็นต่อไปอีกหรือ กับการเอามาปรับใช้ในวงการการศึกษาในสภาวการณ์บ้านเมืองเช่นนี้

เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์พหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มพลเรียน ได้จัดเสวนาการศึกษา “100 ปี จอห์น ดิวอี้ กับการเสริมสร้างประชาธิปไตยผ่านการศึกษา” ที่คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  โดยกิจกรรมเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดเสวนาการศึกษา : ประชาธิปไตย การกดขี่ และการวิพากษ์  โดยครั้งเป็นการย้อนรำลึกครบรอบ 100 ปี หนังสือ “Democracy and Education” ของจอห์น ดิวอี้(John Dewey) นักปฏิรูปการศึกษาคนสำคัญของอเมริกันในต้นศตวรรษที่ 20 หนังสือดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ 1916 โดยเนื้อหาภายในหนังสือเป็นการกล่าวถึงบทบาทโรงเรียนในการสร้างสังคมประชาธิปไตย

ช่วงแรก ปาฐกถา “ 100 ปี จอห์น ดิวอี้ กับการเสริมสร้างประชาธิปไตยผ่านการศึกษา” 

ช่วงแรก ปาฐกถา “ 100 ปี จอห์น ดิวอี้ กับการเสริมสร้างประชาธิปไตยผ่านการศึกษา” โดย ดร.รัตนา แซ่เล้า อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเล่าว่า จอห์น ดิวอี้ เป็นคนละเอียดอ่อน เวลาอ่านหนังสือหรืองานของดิวอี้เสร็จแล้วก็จะต้องกลับมาคิด วิเคราะห์ว่าดิวอี้ต้องการจะหมายความอย่างไร ภายในหนังสือ “Democracy and Education” ของดิวอี้ในทั้ง 26 บทของหนังสือเล่มนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ตอน (Theme) คือ 1.ความต้องการของสังคมประชาธิปไตย ความต้องการของการศึกษา และบทบาททั่วไป 2.จุดหมายของประชาธิปไตยในการศึกษา 3.หลักสูตรและการเรียน 4.อธิบายว่าทำไมสิ่งที่ดิวอี้พูดจึงกลับไปเป็น philosophy of education (ปรัชญาการศึกษา)

รัตนา ได้แบ่งการบรรยายครั้งนี้ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.บทบาทของการศึกษาคืออะไร การศึกษาแปลว่าอะไรสำหรับดิวอี้ 2.ประชาธิปไตยกับการศึกษาเมื่อนำมารวมกันแล้วเป็นอย่างไร มีกี่แบบ 3.การศึกษาแบบดิวอี้และความท้าทายของอุดมศึกษามีอะไรบ้าง และ 4.ดิวอี้กับบริบทสังคมไทย

การศึกษามีบทบาทอย่างไร และการศึกษาเพื่อการสร้างพลเมืองเป็นอย่างไร

รัตนา ระบุว่า ดิวอี้ไม่เชื่อในการศึกษาเพื่อบางสิ่งบางอย่าง (Something) ไม่เชื่อว่าการศึกษาสามารถเตรียมคนเพื่อไปเป็นอะไรสักอย่าง แต่เป็นระบบการศึกษาที่ค่อยๆ สร้างการเจริญเติบโตให้กับคนเพื่อการใช้ชีวิตในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่ง รัตนา เห็นว่าควรใช้เป็นภาษาไทยว่า “ประชาธิปไตยและการศึกษา” เพราะ “การศึกษา” และ “ประชาธิปไตย” เป็นสิ่งสองสิ่งที่แยกออกจากกันแต่ทำเพื่อกันและกัน

บทบาทของการศึกษาคืออะไร การศึกษาแปลว่าอะไรสำหรับดิวอี้

รัตนา มองว่า สำหรับดิวอี้ การศึกษาคือ reconstruction of experience การเลือกใช้คำแต่ละคำของดิวอี้จึงค่อนข้างมีความหมายลึกซึ้ง เช่น Growth (การเจริญเติบโต) Environment (สิ่งแวดล้อม) ซึ่งจะปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ซ้ำไปซ้ำมา แต่ในการเสวนาครั้งนี้ อ.รัตนา ได้ขอยกคำสำคัญ (Keywords) มา 3 คำ คือ 1.Nature 2.Growth 3.Harmonization

ดิวอี้เปรียบโรงเรียนเหมือนธรรมชาติ (ในภาษาต้นฉบับ ดิวอี้ใช้ Nature และ Environment สลับกันไปมา) เหมือนน้ำ เหมือนดิน เหมือนอากาศ ที่เป็นสื่อกลางระหว่างความคาดหวังของสังคมกับนักเรียน ไม่ใช่การเรียนแบบทื่อ ๆ แบบเข้าไปในห้องเรียนแล้วจำบทเรียนได้ทันทีทันใด ดังนั้นเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะสร้างบรรยากาศให้นักเรียนได้ซึมซับความคิดและ Concept ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบท่องจำกันทั่วไป ดิวอี้ได้กล่าวไว้ในหนังสืออย่างน่าสนใจว่า “โรงเรียนไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่โรงเรียนคือดิน อากาศ น้ำ ปุ๋ย ที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์คือเด็กนั้นได้เติบโต”

ประเด็นต่อมา คือ การศึกษาคือการเติบโต (Growth) ดิวอี้ได้แบ่งเป็น 2 ความหมายคือ การเติบโตในระดับปัจเจก (Growth of individual) และการเติบโตของอารยธรรม (Growth of Civilization) สำหรับการเติบโตของอารยธรรมที่ก้าวไปอย่างไม่สิ้นสุดอันมีมากมายกมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นสังคมหรือวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเหล่านี้ก็ไม่สามารถให้ครอบครัวทำหน้าที่สอนเด็กได้ตามลำพังอีกต่อไป ในแง่หนึ่งดิวอี้กำลังสื่อไปถึงความสำคัญของโรงเรียนที่จะต้องมาเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงของวัฒนธรรมที่เติบโตอย่างไม่สิ้นสุด ส่วนการเติบโตของปัจเจกนั้น การศึกษาต้องมีจุดมุ่งหมาย และจุดมุ่งหมายนั้นควรเป็นการเติบโต ยกตัวอย่าง การศึกษาไม่ควรเป็นการเรียนเพื่อเป็นนักศึกษาปริญญาเอก นักศึกษาปริญญาเอกไม่ควรเรียนเพื่อให้จบปริญญาเอกแล้วมีงานทำ แต่ทุกคนควรเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ (Lifelong Learning) เรียนเพื่อเติบโตไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อมีอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่ดิวอี้เปรียบ (Analogy) คนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่โตไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย การศึกษาจำเป็นต้องมีขึ้นเพราะเมล็ดพันธุ์มีวันตาย ถ้าเมล็ดพันธุ์ไม่ตายก็ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษา โลกก็จะมีคนที่อยู่ชั่วนิรันดร์ แต่โลกไม่ใช่อย่างนั้น เพราะต่อให้เมล็ดพันธุ์เติบโตกลายเป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่งมากเพียงใดก็จะต้องมาถึงจุดจบ การศึกษาหรือโรงเรียนจึงจำเป็นต้องมีขึ้นเพื่อสร้างต่อหรือเชื่อมโยงเมล็ดพันธุ์เก่าและเมล็ดพันธุ์ใหม่ (Legacy) เพื่อไม่ให้เกิดการเว้นว่าง (gap) โรงเรียนจึงต้องเข้ามาจัดการตรงช่องว่างเหล่านี้

โรงเรียนไม่ใช่โรงงาน ดังนั้นจุดมุ่งหมายหรือจุดสูงสุดของการศึกษาไม่ใช่การสร้างสิ่งที่สมบูรณ์แบบแต่เป็นการสร้างสิ่งมีชีวิตให้เติบโตอย่างสม่ำเสมอในช่วงชีวิตนั้นเอง โรงเรียนจึงมีหน้าที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่ต้องสร้างความทะเยอทะยานและความปรารถนาให้กับนักเรียน ถ้าโรงเรียนไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนออกไปอ่านหนังสือด้วยตนเองได้ นี่จะไม่ใช่ Growth สำหรับดิวอี้

ประเด็นสุดท้ายคือ “Harmonization” การสร้างความกลมกลืนระหว่างปัจเจกกับสังคม กล่าวคือ เป็นต้นไม้ที่สามารถอยู่ร่วมกันกับคนอื่นได้ หน้าที่ของโรงเรียนอีกอย่างหนึ่งก็คือเชื่อมโยงระหว่างคนที่แตกต่างหลากหลายในทั้งภาษาหรือความเชื่อด้วยกิจกรรม (Common Activities) เพื่อให้แต่ละคนสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้

ประชาธิปไตยกับการศึกษาเมื่อนำมารวมกันแล้วมีลักษณะเป็นอย่างไร มีรูปแบบอะไรบ้าง

รัตนา ระบุว่า ดิวอี้ได้รับแรงบันดาลเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อมาอธิบายหมายความของการศึกษาของตนเองจาก 3 แนวคิด คือ The Platonic Educational Philosophy, The “Individualistic” Ideal of the Eighteenth Century, และ Education as National and as Social  

สำหรับแนวคิดของเพลโต (Platonic) สังคมที่มั่นคงเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในสังคมนั้นใช้ความสามารถที่ธรรมชาติให้มาเฉพาะตัวเพื่อประโยชน์กับผู้อื่น ดังนั้นหน้าที่ของการศึกษาคือการพัฒนาทักษะเฉพาะตนตามกาลเทศะเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม เพลโตเชื่อว่าคนเกิดมามีทักษะและความชำนาญที่ไม่เหมือนกัน สังคมจำเป็นต้องรู้เป้าหมายว่าต้องการอะไรเพื่อให้สามารถจัดระเบียบและวางแผนให้สังคมบรรลุเป้าหมายนั้น จึงได้เสนอให้นักปรัชญา ผู้รู้ และผู้ที่รักในคุณธรรมมาออกแบบโครงสร้างของสังคม แล้วรัฐก็นำมาเป็นต้นแบบ ซึ่งหากแต่ละคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองแล้ว ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้น ในความคิดของเพลโต การแยกคนตามทักษะและความสามารถนั้นดีกว่าการแยกคนตามชนชั้นและฐานะทางเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ตาม ดิวอี้มองว่าสังคมอุดมคติเช่นนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยด้วยเหตุผล 4 ประการ คือ 1.เพลโตไม่เห็นความหลากหลายของคนที่มีมากกว่าพ่อค้า พลเมืองของรัฐ และนักกฎหมาย 2.สังคมประชาธิปไตยไม่ควรถูกแบ่งเป็นชนชั้น 3.สังคมที่ดีต้องเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง ไม่ตายตัวจากการถูกแบ่งแยกและมีกำแพงขึ้นมาระหว่างคน สำหรับดิวอี้สังคมอุดมคติคือสังคมที่คนมีความหลากหลาย มีอาชีพ ความคิด และความรู้ต่างกัน สามารถถกปัญหาและตั้งคำถามได้ และ 4.ข้อเสนอของเพลโตไม่เห็นถึงอำนาจของการศึกษา (Power of Education) ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้

The “Individualistic” Ideal of the Eighteenth Century ของ Rousseau แม้รุสโซจะได้รับอิทธิพลความคิดจากเพลโต แต่ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่หลากหลายของปัจเจกบุคคลมากกว่า ให้ความสำคัญกับอิสรภาพว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้าของสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความเป็นอิสรภาพของปัจเจกเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนความก้าวหน้าของสังคม (Individual freedom for social progress) การปลดปล่อยคนให้เป็นไทจากห่วงโซ่ต่าง ๆ เริ่มจากการปลดแอกคนจากความคิดที่ผิด กลไกในธรรมชาติสามารถพัฒนาไปถึงจุดที่สมบูรณ์แบบโดยตัวมันเอง รุสโซเชื่อว่ามี 3 ปัจจัยที่ทำให้เกิดการศึกษา คือ 1.ธรรมชาติ 2.คน 3.สิ่งของ โดยคนและสิ่งของต้องทำงานประสานกันไปสู่จุดที่ธรรมชาติต้องเป็น ทั้งหมดทั้งมวลนำไปสู่มุมมองทางการศึกษา 2 ประเด็น คือ 1.ความแตกต่างของคนในทางความคิด ความสามารถ ฐานะ สถานะ ฯลฯ เกิดจากการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน การแก้ปัญหาคือการใช้การศึกษาเชื่อมให้ปรับตัวเข้าหากัน 2.ทำให้ความหลากหลายได้แสดงออกมากที่สุด แม้ดิวอี้จะได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของรุสโซมามากแต่ก็ได้วิพากษ์แนวคิดไว้ 3 ประเด็น คือ 1.ถ้าทุกอย่างขึ้นอยู่กับธรรมชาติ แล้วโรงเรียนจะมีไว้ทำไม ทุกอย่างไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวมันเอง ต้องมีปัจจัยมากมายที่ฝึกฝนเด็กให้เติบโต ทุกอย่างจึงต้องสมดุลกันโดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายของเด็กกับการเติบโตในบริบทของสิ่งแวดล้อม 2.การศึกษาไม่ควรแยกออกจากธรรมชาติ 3.จะสร้างธรรมชาติอย่างไรให้เด็กสามารถแสดงตัวตนของตัวเองออกมาได้มากที่สุดแต่อยู่ในระบบของโรงเรียน

Education as National and as Social เป็นแนวคิดในช่วงที่รัฐเยอรมันเข้ามาจัดการดูแลและให้ความสำคัญกับการศึกษาซึ่งเป็นไปแบบชาตินิยม (Nationalism) การศึกษาไม่ได้มีเพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ให้เต็มประสิทธิภาพแต่มีหน้าที่อบรมคนเพื่อเข้าสู่หน้าที่ตามสถาบันที่มีอยู่ในสังคม คนต้องหาตัวตนและศักยภาพของตนเองให้เจอเพื่อไปทำหน้าที่ตามสถาบันที่มีอยู่ในสังคม และหน้าที่ของโรงเรียนคือการจัดการศึกษาให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐชาติ โดยมีรัฐชาติเป็นผู้กำกับดูแล ดิวอี้เห็นด้วยที่รัฐชาติจัดการดูแลเรื่องการศึกษา แต่อยากให้รัฐให้บริการด้านการศึกษามากกว่าที่รัฐจะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือ

รูปแบบการศึกษาตามความคิดของดิวอี้

รัตนา มองว่า สำหรับดิวอี้ ห้องเรียนและโรงเรียนควรมีอิสรภาพอย่างเต็มที่ เด็กสามารถเคลื่อนไหวตัวอย่างไปอิสระ สามารถตอบหรือแสดงความเห็นได้อย่างไม่เคอะเขินและไม่กลัว ครูไม่ควรสั่งการทุกอย่าง เด็กสามารถมีชีวิตเหมือนอยู่นอกห้องเรียน หลักสูตรต้องมีความหมายกับประสบการณ์ของนักเรียน ห้องเรียนและโรงเรียนต้องให้พื้นที่นักเรียนในการมีตัวตนของตัวเอง สนับสนุนให้นักเรียนมีความทะเยอทะยานอยากที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง หากเป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย ควรมีรูปแบบการศึกษาเพื่อการพัฒนาสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง โดยดิวอี้เห็นว่าการศึกษาควรทำให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตเด็กมากกว่าเรียนรู้สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องหรือห่างไกลจากเด็กเกินไป

100 ปีผ่านไป ประเทศไทยเรียนรู้อะไรจากดิวอี้บ้าง

รัตนา กล่าวว่า ในบริบทประเทศไทยนั้น  ภายในห้องเรียนมีความแตกต่างกันมาก อาทิ สภาวะทางเพศ ความคิด อุดมการณ์ และศาสนา สังคมที่ดีในนิยามของดิวอี้นั้น สังคมที่ดีคือสังคมที่ขจัดซึ่งกำแพง คำถามที่จะทิ้งท้ายไว้ คือ ประเทศไทยมีจุดมุ่งหมายหรือไม่ แล้วใครตั้งจุดหมาย แล้วจุดหมายนั้นคืออะไร สำหรับประเทศไทยแล้วสังคมคืออะไร ทุกวันนี้เราอยู่ในรัฐทุนนิยม สังคมอุปถัมภ์ โรงเรียนของใครของมัน นักเรียนจะโตได้อย่างไร แล้วเราจะได้การศึกษาแบบไหน เผด็จการหรือประชาธิปไตย ?

ช่วงที่สอง มีการแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “การเสริมสร้างประชาธิปไตยผ่านการศึกษา”

โดยในช่วงที่สอง มีการอภิปราย 3 ประเด็น ได้แก่ 1. ตั้งแต่หลัง 2475 มา ประชาธิปไตยได้สร้างคุณูปการต่อการศึกษาไทยจริงหรือ 2. การศึกษาไทยในปัจจุบันได้เสริมสร้างหรือเตรียมคนให้เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยบ้างหรือไม่ อย่างไร และ 3. ประชาธิปไตยจำเป็นต่อไปอีกหรือ กับการเอามาปรับใช้ในวงการการศึกษาในสภาวการณ์บ้านเมืองเช่นนี้

คุณูปการของประชาธิปไตยต่อการศึกษาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

วัชรฤทัย บุญธินันท์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หลังจากประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย โอกาสทางการศึกษาก็ขยายไปสู่ประชาชนมากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างพลเมืองที่เข้าใจประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยไทยไม่เคยมีช่วงเวลาที่ยาวนานให้ประชาชนได้เรียนรู้ ประชาธิปไตยที่ประเทศไทนรับมาเป็นเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยม การศึกษาจึงถูกพัฒนาไปพร้อมกับมิติเชิงเศรษฐกิจมากกว่าประชาธิปไตย โดยเน้นการผลิตคนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ระบบราชการและระบบการปกครอง ซึ่งไม่ได้มองไปที่การสร้างแนวคิดประชาธิปไตย

การศึกษาในปัจจุบันได้สร้างพื้นที่เสริมสร้างประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร

วัชรฤทัย มองว่า ถ้าประชาธิปไตยถูกอธิบายว่าเป็นการเลือกตั้ง มันก็จะมีกิจกรรมในโรงเรียน เช่น สภานักเรียน และการเลือกตั้งในห้องเรียน แต่หากมองประชาธิปไตยแบบที่ดิวอี้ต้องการนำเสนอก็คือ “ประชาธิปไตยเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง” เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการถกเถียงและหาทางออกร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาในประชาธิปไตยแบบตัวแทน อย่างไรก็ตาม การศึกษาไทยยังเน้นการถ่ายทอดและท่องจำ ไม่ได้เป็นพื้นที่ของการตั้งคำถามอันเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการสร้างประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยยังจำเป็นสำหรับการศึกษาอยู่หรือไม่

ต่อประเด็นคำถามประชาธิปไตยยังจำเป็นสำหรับการศึกษาอยู่หรือไม่นั้น วัชรฤทัย ระบุว่า ยิ่งจำเป็นมาก เพราะสังคมปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น เราไม่สามารถยัดเยียดความคิดใดความคิดหนึ่งที่เชื่อว่าจะทำให้สังคมสงบสุข เราไม่สามารถใช้แนวคิดดั้งเดิมของเพลโตในบริบทแบบสังคมโบราณที่จัดสรรปันส่วน แบ่งแยกหน้าที่ ฯลฯ ในสังคมปัจจุบันจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีพื้นที่ที่ตอบสนองต่อความหลากหลายให้คนสามารถแสดงความคิดเห็น แสดงจุดยืน และมีเสรีภาพที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังสามารถเป็นจุดร่วมของคนในการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน

สำหรับบริบทของการศึกษากับประชาธิปไตย

ต่อบริบทของการศึกษากับประชาธิปไตย นั้น อภิสิทธิ์ บุตรวงษ์ นักศึกษาปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  เห็นว่ามีเยาวชนในระบบการศึกษาได้ออกมาแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เช่น เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล และ เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการออกมาแสดงความเห็นแต่ก็ไม่ใช่การแสดงความเห็นในเชิงโครงสร้างระดับชาติ เช่น ผู้อำนวยการดำเนินนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน ทำให้นักเรียนลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้อาจมีปัจจัยหลายอย่างเช่น การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ส่วนในกรณีที่อภิสิทธิ์เคยมีประสบการณ์มานั้น คือ การลุกขึ้นมาเรียกร้องให้โรงเรียนเปลี่ยนนโยบายที่ไม่ให้เด็กที่ท้องในวัยเรียนเรียนต่อ แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า อภิสิทธิ์และเพื่อนซึ่งไม่ได้เป็นสภานักเรียนกลับเป็นแกนนำในการเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับที่ อ.วัชรฤทัย พูดไว้ว่า สังคมไทยนิยามประชาธิปไตยว่าเป็นเพียงแค่การเลือกตั้ง

ปุณณพัฒน์ นิลโชติ นักเรียนโรงเรียนวังเหนือวิทยา จ.ลำปาง มองว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ต้องการจะผลักมันออกไปอาจด้วยเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ ในประเทศไทย รัฐได้พยายามทำให้การศึกษาเป็นเครื่องมือควบคุมคน ในหลาย ๆ กรณีจะเห็นว่ารัฐไม่สามารถควบคุมนักเรียนในระดับอุดมศึกษาได้ จึงต้องย้อนกลับไปควบคุมในระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับอนุบาล เช่น การร้องเพลงชาติ และแบบเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งสื่อเหล่านี้จะสร้างกรอบความคิดชุดเดียวหรือกลายเป็นคนในแบบที่ผู้มีอำนาจอยากให้เป็น สุดท้ายโรงเรียนก็จะเป็นเหมือนโรงงาน ที่ผลิตแป้งหรือนักเรียนให้เป็นแบบเดียวกัน รวมทั้งมีการสร้างค่านิยมเพื่อจัดระเบียบคน ปุณณพัฒน์เห็นว่า การศึกษาควรทำให้เราเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากเป็นภายใต้กฎหมายและศีลธรรม ครูควรเป็นผู้แนะนำหรือแนะแนวอนาคตของนักเรียนให้สอดคล้องกับความสามารถและศักยภาพของเขา ที่สำคัญทุกคนควรได้โอกาสในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

ส่วน วสันต์ สรรพสุข  ครูโรงเรียนเชียงของวิทยาคม จ.เชียงราย ซึ่งเป็นครูคนหนึ่งที่อยากเห็นการตั้งคำถาม การแสดงความคิดเห็นจากนักเรียน แต่ด้วยความที่ระบบการศึกษาของไทยได้ผลิตซ้ำวัฒนธรรมดั้งเดิม จึงทำให้เด็กที่กล้าที่จะตั้งคำถามหรือแสดงความคิดเห็นจึงมีน้อยมาก หากมองย้อนไปดูที่ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน อ.วสันต์คิดว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นผลผลิตของโรงเรียนทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงจุดเปลี่ยนทางการศึกษาที่สำคัญ ได้แก่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้ริเริ่มการศึกษาขึ้น มีการส่งลูกหลานเจ้านายและขุนนางในวังไปศึกษาในต่างประเทศ การประกาศจัดการศึกษาภาคบังคับหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ช่วง 14 ตุลา 2516 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรงเรียนจะไม่ได้ส่งเสริมวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยให้อยู่ในมโนสำนึก แต่การศึกษาก็ยังมีคุณูปการต่อระบอบประชาธิปไตยไทย  

แล้วการศึกษาไทยปัจจุบันส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยไทยบ้างหรือไม่

วสันต์ มองว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษาและโรงเรียนถูกเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดอุดมการณ์ของรัฐและผู้ปกครองในแต่ละสมัย สำหรับปัจจุบันได้มีการเพิ่มเนื้อหา “หน้าที่พลเมือง” เข้ามามากขึ้น จุดประสงค์ที่สำคัญของวิชานี้คือ “ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในชาติได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ ความเป็นไทย รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความปรองดองสมานฉันท์เพื่อสันติสุขในสังคมไทย” อีกทั้งมีการกำหนด “ค่านิยม 12 ประการ” เพื่อสร้างคนไทยที่เข้มแข็งไปสู่การสร้างสรรค์ประเทศไทยที่แข็งแกร่ง อุดมการณ์ของรัฐเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านครูและโรงเรียน แม้ครูและโรงเรียนจะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐแต่ก็ยังมีช่องว่างอีกหลายอย่างให้ได้ทำอะไรอยู่เช่นกัน สำหรับประชาธิปไตยในโรงเรียนเราถูกให้เรียนรู้ประชาธิปไตยที่เป็นแบบพิธีกรรม เช่น สภานักเรียน โดยสภานักเรียนจะเครื่องมือของโรงเรียน อ.วสันต์มองว่า สภานักเรียนกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการตรวจสอบความเป็นพลเมืองของนักเรียนที่โรงเรียนได้กำหนดให้ เช่น การรับผิดชอบเรื่องความสะอาดตามบริเวณต่าง ๆ ในโรงเรียน รวมทั้งย้ำให้นักเรียนตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองอยู่ตลอด นอกจากนี้ อ.วสันต์ ยังเห็นว่า ประชาธิปไตยควรถูกปลูกฝังจากในห้องเรียน การเรียนรู้ควรได้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตนักเรียนและท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งหากลงไปโรงเรียนจริง ๆ จะเห็นว่า ครูมีภาระการสอนที่มากมายทั้งมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่ส่วนกลางได้มอบหมายมา สิ่งที่ อ.วสันต์ ได้เรียนรู้จากการเป็นครูคือ เมื่อไรที่ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ เขาจะมีความกระตือรือร้น (Active) ที่จะสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แต่หากครูและผู้บริหารยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมขององค์กรก็เป็นการยากที่จะสอนนักเรียนให้รู้จักประชาธิปไตยได้  ดังนั้น หากเชื่อว่าโรงเรียนคือสังคมย่อส่วน ครูและผู้บริหารก็จำเป็นต้องปฏิรูปตัวเองให้มีวัฒนธรรมความเป็นประชาธิปไตย คำนึงถึงความเป็นพลเมืองของนักเรียน ออกแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและประสบการณ์ของนักเรียนฃ

ประชาธิปไตยจำเป็นต้องนำมาปรับใช้กับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันหรือไม่

ต่อคำถามที่ว่า ประชาธิปไตยจำเป็นต้องนำมาปรับใช้กับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันหรือไม่ วสันต์ เห็นว่า สำคัญอย่างมากที่จะนำแนวคิดประชาธิปไตยมาจัดการศึกษา ขณะเดียวกันก็ต้องลดภาระหน้าที่ของครูด้วย ที่สำคัญจำเป็นอย่างมากที่จะพัฒนาบุคลิกภาพให้นักเรียนมีความคิดเสรีผ่านครูและผู้บริหารที่มีความคิดแบบเสรี มีความคิดแบบประชาธิปไตย มุ่งสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ มุ่งสร้างความร่วมมือของนักเรียนมากกว่าการแข่งขัน

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์