วิธีแก้ปัญหา ‘นั่งเทียน’ และ ‘มั่วนิ่ม’ ของสมาชิกคองเกรส

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญของไทยฉบับใหม่ ที่เพิ่งผ่านการลงประชามติเมื่อเร็วๆนี้ จะมีมิติเกี่ยวกับการหาข้อมูลของนักการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภา ในการทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจหรืออภิปรายในเรื่องอื่นๆ กำหนดไว้ในตัวบทด้วยหรือไม่  ในยามที่มีการถกเถียงในประเด็นการสแกนนโยบายพรรคการเมืองโดย กกต.ว่าเว่อเกินจริงหรือไม่? ทั้งที่โดยปกติแล้วก็เห็นนักการเมืองทั้งนักเลือกตั้งนักลากตั้งโฆษณาหรอกหูไปมาจนประชาชนเวียนหัว สับสน ไม่รู้อันไหนเท็จ อันไหนจริง อันไหนนั่งเทียน ทำได้ ทำไม่ได้ ขณะที่ข้อมูลและที่มาของข้อมูลถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการรับรู้เพื่อตัดสินใจของเพื่อนสมาชิก รวมถึงการรับรู้ของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป การให้ความสำคัญกับที่มาที่ไปของข้อมูลในฐานะเป็น “ข้อเท็จจริง” จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ผมมีรูปแบบการแสวงหาข้อมูลหรือ “ข้อเท็จจริง” ของสมาชิกคองเกรสอเมริกันมาเผื่อพิจารณากันดูครับ ในการทำงานของสมาชิกคองเกรสเอง มีแบบแผนหรือแบบการปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับงานด้านข้อมูลที่สมาชิกคองเกรสจะต้องนำมาใช้เพื่ออภิปรายกรณีต่างๆ หรือแม้กระทั่งการนำเสนอ (พูด) ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ

แบบแผนที่เชื่อมโยงกับการหาข้อมูลหรือ “ข้อเท็จจริง”ในเรื่องต่างๆ ของสมาชิกอเมริกันคองเกรส เป็นดังนี้ครับปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

1. การทำงานของสมาชิกคองเกรส อเมริกัน มีลักษณะการทำงานเป็นทีม สส.หรือ สว.หนึ่งคนมีสำนักงาน หรือออฟฟิศเป็นของตนเองอยู่ที่ตึกคองเกรส ในออฟฟิศดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ประจำแบ่งงานกันทำ เช่น งานด้านนโยบาย  งานด้านกฎหมาย งานด้านสังคม งานด้านต่างด้าว (อิมมิเกรชั่น) เป็นต้น นอกเหนือไปจากการมีสำนักงานท้องถิ่นที่เรียกว่า Local office  ในเขตที่มาของนักการเมืองแต่ละคน  เช่น  สส. Dina Titus (เดโมแครต/เนวาดา) นอกเหนือไปจากการมีสำนักงานที่วอชิงตันดี.ซี.แล้ว เธอยังมีสำนักงานที่เมืองลาสเวกัส เขตเลือก ตั้งที่ 1 ของรัฐเนวาดาอีกด้วย โดยสำนักงานในเขตเลือกตั้ง (Local Office) มีการแบ่งงานแบบเดียวกันกับสำนัก งานที่ดี.ซี.หรือแคปิตัลฮิลล์ โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานตลอดหรือทำงานเต็มเวลานั่นเอง ไม่ใช่งานชั่วคราวที่เรียกว่า Extra Board

2. สำนักงานของสมาชิกคองเกรสแต่ละคนมีเจ้าหน้าที่(ทีม)ที่ทำงานด้านข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับ การติดตามสถานการณ์ข่าวสารในประเด็นต่างๆ ของสมาชิกคองเกรส เนื่องจากการออกกฎหมายซึ่งเป็น หน้าที่ของสมาชิกคองเกรสโดยตรงนั้น สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับข่าวสารและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือไปจากผลต่อกระแสตอบรับหรือความนิยมจากประชาชน เจ้าหน้าที่ด้าน ข้อมูลข่าวสารที่ทำงานให้กับสมาชิกคองเกรสทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมาย และการวางท่าทีในการแสดงความเห็นหรืออภิปรายของสมาชิกคองเกรสต่อประเด็นสาธารณะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ  ทำให้สมาชิกคองเกรสสามารถวางตัวอย่างถูกต้อง ส่งผลต่อคะแนนนิยมของประชาชน และภาพลักษณ์ของสมาชิกคองเกรสคนนั้นๆ

3. งานด้านวิจัย เป็นการทำงานด้านข้อมูลเชิงลึกของสมาชิกคองเกรสแต่ละคน และเป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาข้อมูลเพื่อการอภิปรายและนำเสนอปัญหาหรือข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ สมาชิกสภาคองเกรสจำนวนไม่น้อยอาศัยนักวิชาการเพื่อดำเนินการวิจัยประเด็นปัญหาต่างๆ ก่อนที่จะนำไปสู่การอภิปรายในสภา หรือก่อนที่จะมีการโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายฉบับต่างๆ  บางครั้งที่ผู้ดำเนินการวิจัยของสำนักงานของสมาชิกคองเกรสต้องลงพื้นที่จริงทั้งในและต่างประเทศเพื่อหาข้อมูลและสรุป ผลการวิจัยนั้นเสนอต่อผู้ ว่าจ้างซึ่งก็คือสำนักงานของสมาชิกคองเกรสนั่นเอง ดังมีอยู่หลายครั้งที่ผู้วิจัยของสำนักงานคอเกรสอเมริกันลงพื้นที่ในประเทศไทย  เพื่อหาข้อมูล ร่วมกับหน่วยงานในต่างประเทศของอเมริกัน เช่น สถานทูตสหรัฐฯที่กรุงเทพ  หน่วยงานสันติภาพอเมริกัน หรือ US Peace Corpsในเมืองไทย เป็นต้น

ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าในช่วงหลังการแสวงหาข้อมูลของคองเกรสเพื่อการวิจัยของผู้วิจัยจากสำนักงานคองเกรส เป็นไปแบบคู่ขนาน หรือมี 2 ลักษณะ ได้แก่ 

ประการที่หนึ่ง เป็นการแสวงหาข้อมูลจากหน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลของรัฐบาลอเมริกันที่มีอยู่แล้ว เช่น หน่วยงาน  Bureau of East Asian and Pacific Affairs ของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น

ประการที่สอง เป็นการส่งผู้วิจัยลงพื้นที่โดยตรงเพื่อเจาะประเด็นปัญหาหรือข้อมูลเชิงลึก ขณะเดียวกันบางครั้ง สมาชิกคองเกรสบาคนก็ลงพื้นที่ด้วยตัวเองอีกด้วย เช่น การลงพื้นที่ของสส. และสว.อเมริกันหลายในพื้นที่เขต แดนรอยต่อระหว่างสหรัฐฯกับเม็กซิโก เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาแรงงานผิดกฎหมายข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศ หรือข้อมูลปัญหายาเสพติด ตามแนวตะเข็บชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเม็กซิโก เป็นต้น

ในส่วนของงบประมาณสำหรับการวิจัย  สมาชิกคองเกรสผู้ประสงค์ทำการวิจัยข้อมูลหรือปัญหาดังกล่าว สามารถดำเนินการได้ใน 3 ระดับ คือ

1. ดำเนินการในนามส่วนตัวของสมาชิกคองเกรสผู้นั้น โดยอาศัยงบประมาณจากสภาคองเกรส (ต่อหนึ่งสมาชิก) ที่ได้รับตามปกติ

2. สมาชิกสภาคองเกรสทำเรื่องขออนุมัติงบประมาณพิเศษจากสภาคองเกรสในกรณีที่เห็น ว่าจำเป็นที่จะต้องดำเนินการวิจัยเพื่อให้มาซึ่งข้อเท็จจริงในบางประเด็น บางปัญหา

3. สมาชิกสภาคองเกรส ดำเนินการวิจัยภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของ สภา(คองเกรส)นั่นเอง โดยสมาชิกจะต้องนำเสนอโครงการการวิจัยต่อสภาคองเกรสเพื่ออนุมัติงบประมาณเพื่อการวิจัย

ในเรื่องของการแสวงหาข้อมูลหรืข้อเท็จจริงนี้ ประเด็นสำคัญ ก็คือ อเมริกันคองเกรสให้ความสำคัญต่อการวิจัย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็น “ข้อเท็จจริง” จากผู้เชี่ยวชาญ (ผู้วิจัย) ด้านต่างๆ ก่อนนำไปอภิปรายหรือลงมติในสภา นอกเหนือไปจากการใช้หลัก เหตุผลเชิงตรรกะในรูปแบบการโต้วาทีซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในบรรดานักอภิปรายในสภาหรือในบรรดานักการเมืองระบบรัฐสภาโดยทั่วไป

สำหรับสมาชิกคองเกรสแล้ว การวิจัย จึงเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ของพวกเขาที่เหนือไปจากการพ่นน้ำลายฉาย เหตุผล (โดยปราศจากหลักฐาน) ทางปากเพียงอย่างเดียว หากมันคือ การนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันความเชื่อหรือความเห็นของนักการเมืองว่า มันเป็นความจริง พร้อมประเมินผลได้ผลเสียว่าเป็นอย่างไร เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจต่อประเด็นของเพื่อนสมาชิกคองเกรสทั้งหลาย

ประเด็นที่วิจัยกันส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่แหลมคม ส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณและลงมติร่างกฎหมายของคองเกรส เช่น ประเด็นความมั่นคง  ประเด็นเศรษฐกิจ ประเด็นสังคม เป็นต้น

การวิจัยจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการชี้นำเพื่อการตัดสินใจของสมาชิกคองเกรส โดยเฉพาะการตัดสินใจลงมติในประเด็นต่างๆ ทำให้ข้ามความเป็นพรรคไปได้มาก คำนึงถึงผลประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า แม้ภาพลักษณ์นักการเมือง อเมริกันเองจะไม่ได้ต่างไปจากภาพลักษณ์ของนักการเมืองของประเทศอื่นมากนักก็ตาม แต่บางครั้ง “ข้อเท็จจริง”จากงานวิจัยของสมาชิกคองเกรสที่ถูกนำเสนอ ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสการรับรู้ของมวลชนหรือประชาชน ซึ่งแน่นอนว่า เสียงของประชาชนเหล่านี้ มีผลต่อท่าทีของนักการเมืองไปโดยปริยาย

นอกจากนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือความจริงในด้านต่างๆ คองเกรสเองได้จัดตั้งหน่วยงานบริการด้านการวิจัย คือ Congressional Research Service หรือ CRS  เพื่อเป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ในการวิจัยงานในส่วนของคองเกรสโดยเฉพาะขึ้น ซึ่งตามปกติแล้วหน่วยงานวิจัยแห่งนี้ เป็นหน่วยงานของคองเกรสโดยไม่สังกัดพรรค ขึ้นกับ The Library of Congress ทำหน้าที่ในการวิจัยตามปกติอยู่แล้ว แต่หากสมาชิกคองเกรสคนใดต้องการให้วิจัยประเด็นใดเป็นพิเศษก็สามารถยื่นข้อเสนอไปได้ ด้วยการเสนอเรื่องไปยังหน่วยงาน CRS  นั่นเอง

จึงหมายความว่า สมาชิกคองเกรส สามารถดำเนินการวิจัยได้ 2 ทาง  ทางหนึ่งคือ ใช้บริการหน่วยงานวิจัยกลางคือ ผ่าน CRS และอีกทางหนึ่ง ดำเนินการวิจัยโดยสำนักงานและคณะ (กรรมาธิการ/ทีม) ของตนเอง  เพราะหน่วยงานวิจัยอย่าง CRS มีข้อจำกัดบางประการ เช่น กระบวนการอนุมัติประเด็นวิจัย กระบวนการในการเปิดเผยข้อมูล เป็นต้น

ปัจจุบัน CRS อเมริกัน  มีเจ้าหน้าที่ทำงานประมาณ 600 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เช่น นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์   นักวิทยาศาสตร์ นักมนุษยศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ เป็นต้น ในปี 2012 คองเกรสอนุมัติเงินพื่อหน่วยงานแห่งนี้ เป็นจำนวน 106.8 ล้านเหรียญ

CRS ยังทำงานร่วมกับ สำนักงบประมาณของคองเกรส (The Congressional Budget Office) และสำนักงานพิจารณาการงบประมาณของรัฐ (Government Accountability Office)  ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับสมาชิกคองเกรสทางด้านการเงิน หรือการงบประมาณของรัฐ รวมถึงหน้าที่ในการตรวจสอบระบบบัญชีของรัฐในโครงการใช้จ่ายในด้านต่างๆ ซึ่งหากรวมเฉพาะ 3 หน่วยงานของคองเกรสทั้งหมดนี้ ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ร่วมทำงานมากกว่า 4,000  คน

บทบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ CRS คือ ทำการวิเคราะห์สถานการณ์และประเด็นปัญหาด้านนโยบายสาธารณะให้กับสมาชิกคองเกรสได้รับทราบเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการ อภิปรายในสภา และเพื่อการตัดสินใจในการโหวตแต่ละครั้ง ถือเป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลที่ CRS มีอย่างตรงไปตรงมา เพราะหน่วยงานแห่งนี้เป็นหน่วยงานวิจัยกลางของคองเกรส ไม่สังกัดหรือขึ้นกับพรรคการเมืองใด

แบบแผนการวิเคราะห์ของ CRS เองก็ไม่พร่ำเพรื่อ คือ จะให้คำปรึกษาด้านข้อมูลประกอบการตัดสินใจของ สมาชิกคองเกรสกรณีที่ได้รับการร้องขอ ซึ่งส่วนใหญ่การให้ข้อมูลและคำปรึกษาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนหรือพิธีการด้านกฎหมาย กระบวนการด้านงบประมาณ และการทำงานเชื่อมกันระหว่าง 2 สถานที่ ของสมาชิกคองเกรส คือ สำนักงานวอชิงตันดี.ซี.และสำนักงานในแต่ละเขตเลือกตั้งของสมาชิกคองเกรสเอง นอกจากนี้ CRS ยังทำหน้าที่จัดสัมนาสมาชิกคองเกรสหน้าใหม่ เพื่อให้ทราบกฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆ ของสภาคองเกรสอีกด้วย

การจัดตั้งหน่วยงาน CRS ขึ้นมานี้ แสดงให้เห็นว่า คองเกรสถือว่างานวิจัย เป็นเรื่องสำคัญ จึงนำมาสู่กระบวน การแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริงในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของคองเกรส มิใช่สักแต่เป็น สส.และ สว. แล้ว อภิปรายหรือตัดสินใจลงมติกันแบบชุ่ยๆเท่านั้น หากแต่ต้องมีหลักฐานหรือพยานหรือข้อเท็จจริงรองรับ คนเป็นนักการเมืองต้องทำการบ้านด้านข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่นำมาพูดหรืออภิปรายต่อสาธารณะ เช่น ต่อสื่อมวลชน มาเป็นอย่างดี

ไม่ใช่เพียงแต่ลอกข้อมูล ลอกข่าว จากสื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ตัดคลิปจากอินเทอร์เน็ต หรือจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่นิยมทำกันในบรรดานักการเมืองและหน่วยงานความมั่นคงของบางประเทศ

ในกรณีของรัฐสภาไทยนั้น เห็นมีความพยายามกันอย่างมากในการโฆษณาชวนเชื่อองค์กรหรือสถาบันทางการเมืองแห่งนี้ ทำแม้กระทั่งจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เป็นของรัฐสภาเอง เกิดภาระต่อเงินภาษีของประชาชนกันทุกๆ เดือน

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์