ครม. ไฟเขียว คงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ต่อไปอีก 1 ปี

13 ก.ย. 2559 กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมตรี (ครม.) เป็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังในการขยายเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค.59-30 ก.ย.60 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ 2.8 ในส้ินปี 58 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.2 ในไตรมาส 1 ของปี 59 และขยายตัวร้อยละ 3.5 ในไตรมาส 2 ปี 59 เพื่อต้องการให้การบริโภค การลงทุน เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหา และส่งผลกระทบต่อการส่งออก ยอมรับการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ 2.569 แสนล้านบาทต่อปี แต่เพื่อประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อเนื่อง และไม่กระทบต่อการบริโภคของประชาชน
 
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมภายในท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านการตั้งกองทุนร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( Matching Fund) วงเงิน 19,795  ล้านบาท  โดยรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำเงินมาสมทบฝ่ายละครึ่งหนึ่ง จึงทำให้รัฐบาลจัดสรรงบกลางสมทบประมาณ 9,897 ล้านบาท  และจัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการลงทุน ด้วยการให้ เทศบาล  อบต. อบจ. จำนวน 7,851 แห่ง  เสนอประเภทโครงการลงทุนมาให้คณะกรรมการพิจารณา เพื่อนำเงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน เช่น สร้างถนน สะพาน แหล่งน้ำ การท่องเที่ยวชุมชน  สิ่งอำนวยความสะดวกในชุมชน เป็นการเสนอความต้องการจากชุมชน และต้องไม่ซ้ำซ้อนกับการจัดสรรงบประมาณลงทุนในปี 59,60 แต่สามารถต่อยอดกับโครงการเดิมเพื่อให้เติบโตขึ้นได้ โดยต้องก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในปี 59 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จในกลางปี 60
 
ครม.ได้กำหนดกรอบการใช้เงินลงทุนผ่านกองทุนร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( Matching Fund) วงเงิน 19,795  ล้านบาท สำหรับ อบต.ขนาดเล็กลงทุนไม่เกิน 2 ล้านบาท , อบต.ขนาดกลางลงทุนไม่เกิน 3 ล้านบาท , เทศบาล,เทศบาลนคร ลงทุนไม่เกิน 7 ล้านบาท , อบจ.ลงทุนไม่เกิน 20 ล้านบาท จึงเริ่มให้ อปท. เสนอโครงการลงทุนมาให้คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการลงทุนได้หลายโครงการ เมื่อทุกหน่วยงานลงทุนได้ทั้งหมดจะเกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเพิ่มอีก 2-3 รอบ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจาก อปท.ทั้งระบบ มีเงินสะสมอยู่ประมาณ 2-3 แสนล้านบาท เมื่อปลดล็อกเรื่องดังกล่าว ทำให้นำเงินออกไปมาประโยชน์เพียงบางส่วนจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มเติม
 
นอกจากนี้ยังเห็นชอบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการใช้เงินสะสมของ อปท. หวังช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ และผู้พิการในท้องถิ่น ไม่รวม กทม. เมืองพัทยา กำหนดระยะเวลาดำเนินการในช่วงงบประมาณปี 60 ด้วยการให้ อปท.ดำเนินโครงการพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ด้อยโอกาส การดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ กำหนดให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดเงื่อนไข เพื่อนำเงินสะสมของ อปท.ออกมาดูแลด้านสังคม

 

ที่มา สำนักข่าวไทย

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์