กกต. ผุดไอเดีย “ใบส้ม” หากพบว่าทุจริต ไล่ออกจากสนามเลือกตั้ง ก่อนประกาศผล

สมชัย ระบุ ขอเวลาอีก 3 วัน ปรับแก้กฎหมายเลือกตั้ง ชูไอเดียใหม่ปฏิรูปการเลือกตั้ง 4 ด้าน เพิ่มค่าสมัคร แก้ปัญหาคนหวังแค่ได้ออกทีวี อนุญาตผู้ถูกเสนอชื่อในบัญชีนายกในพรรคใหญ่มาดีเบต ย้ำ “ใบส้ม” ตัดชื่อออก พร้อมห้ามสมัคร 1 ปี

13 ก.ย. 2559 ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า  สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงภายหลังการประชุม กกต. ถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ว่า ในวันนี้กกต. คงไม่สามารถส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ เนื่องจากมีสาระสำคัญหลายเรื่องที่ต้องนำกลับไปปรับแก้ คาดว่าร่างกฎหมายจะเสร็จและประธาน กกต. ลงนามส่ง กรธ. ในวันที่ 16 ก.ย. ได้ ซึ่งในวันดังกล่าว เวลา 10.00 น. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกกต. ในฐานะอนุกรรมการร่างกฎหมาย จะแถลงรายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

สมชัยกล่าวด้วยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ ที่ กกต. จะเสนอจะมีการปฏิรูปการเลือกตั้งใน 4 ด้าน ที่เชื่อว่าข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้การจัดเลือก ส.ส. มีคุณภาพ เรื่องแรก 1.ปฏิรูปกลไกการรับสมัคร ได้ออกแบบกลไกการรับสมัครใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพราะเห็นว่าภาพของการรับสมัครโดยที่ผู้สมัครบางรายสมัครโดยไม่ตั้งใจจะแข่งขันเพื่อให้ได้รับเลือก รู้ดีว่าไม่ได้เป็น ส.ส. แน่นอนจึงไม่หาเสียง มีคะแนนหลังเลือกตั้งต่ำกว่าหลักร้อย แต่สมัครเพียงเพื่อหวังจะมีโอกาสออกอากาศทางโทรทัศน์ฟรี จึงให้เพิ่มค่าสมัครจาก 5,000 บาทเป็น 10,000 บาท แต่หากผู้สมัครในเขตนั้นได้รับคะแนนเกิน 5 % ของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หรือประมาณ 4 - 5000 คะแนนขึ้นไป ก็จะคืนเงินค่าสมัครให้ครึ่งหนึ่ง หรือ 5,000 บาท สำหรับค่าสมัครที่เพิ่มนั้น กกต. จะนำไปสมทบกับค่าใช้จ่ายที่จะจัดทำแผ่นป้ายเพื่อติดโปสเตอร์หาเสียงให้กับผู้สมัครต่อไป

นอกจากนี้จะให้มีช่องทางการรับสมัครทางอินเตอร์ เน็ตเพิ่มขึ้นคู่ขนานกับการสมัครด้วยตนเอง เพื่อป้องกันปัญหาขบวนการขัดขวางการสมัครในบางพื้นที่เพื่อหวังให้กระบวนการ เลือกตั้งไม่สมบูรณ์ หรือขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงเปิดช่องทางการรับสมัครสองช่องทางขนานกัน คือสามารถมาสมัครด้วยตนเอง หรือยื่นสมัครทางอินเตอร์เน็ต แล้วจึงมาจับสลากหมายเลขอีกที ให้แต่ละพรรคมีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ

2.ด้านการปฏิรูปกลไกการหาเสียง จะมีการกำหนดขนาด จำนวน และสถานที่ปิดป้ายหาเสียง โดยเบื้องต้นกำหนดให้ผู้สมัครทำโปสเตอร์หาเสียงของตนเองขนาด 60 คูณ 60 ซม. ส่วน กกต. จะทำบอร์ดให้ติดโปสเตอร์ดังกล่าวประมาณ 200 จุดต่อ 1 เขตเลือกตั้ง หรือประมาณ 70,000 จุดทั่วประเทศ ค่าใช้จ่ายที่ กกต. ต้องใช้ทำบอร์ดดังกล่าวประมาณ 140 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเก็บค่าสมัครได้ราว 20 ล้านบาทบาท น้อยกว่าจำนวนหน่อยออกเสียงเล็กน้อย ดังนั้นผู้สมัครจึงไม่จำเป็นต้องทำโปสเตอร์มากกว่า 200 - 300 ใบ ไม่ต้องทำป้ายคัดเอ้าท์ ป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ ป้ายไวนิล โดย กกต. ยังจะทำเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลผู้สมัครเผยแพร่ให้กับประชาชน ส่งผลทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงและเกิดความสะอาดต่อบ้านเมือง เป็นการลดต้นทุนทางการเมืองอย่างมหาศาล

“ถ้าค่าพิมพ์ใบละ 100 บาท ผู้สมัครทำคนละ 300 ใบก็เพียง 30,000 บาทจากเดิมที่ต้องใช้เงินหลายแสนบาท แต่เราเก็บค่าสมัครสูงขึ้นเพราะจะเอามาช่วยทำป้ายเหล่านี้ โดย กกต. จ่ายมากกว่าราวสิบเท่า”

สมชัยกล่าวอีกว่า จะกำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครเกินกว่า 50 % ของเขตเลือกตั้ง หรือ175 เขตขึ้นไป ซึ่งจะต้องเสนอชื่อผู้นายกรัฐมนตรี ผู้ที่ถูกเสนอชื่อของพรรคเหล่านี้ต้องร่วมเวทีดีเบตนโยบายต่อสาธารณะ โดยจะให้สื่อของรัฐจัดรายการโทรทัศน์กำหนดหัวข้อให้ดีเบต ส่วนรูปแบบวิธีการจำนวนครั้ง ให้เป็นไปตามประกาศ กกต. โดยจะเป็นการถ่ายทอดสดเผยแพร่ทางทีวีพูล ซึ่งเป็นแนวทางสอดคล้องกับนานาอารยประเทศ

สำหรับการโฆษณาหาเสียงทางอินเทอร์เน็ตนั้น กกต. ผู้นี้ระบุว่าเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียง ปัญหาคืออาจมีการใช้ข้อมูลเท็จ หรือปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างกระทันหัน มีการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงให้การหาเสียงทางอินเทอร์เน็ตได้ แต่ข้อมูลต้องนิ่งตั้งแต่ 24.00 น. ของ 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ห้ามเปลี่ยนแปลงข้อมูล เพื่อไม่ให้มีการปล่อยข่าว โจมตี ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมจะยังมีการจำกัดเงินค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งอยู่ ซึ่งแนวโน้มน่าจะน้อยลง

ส่วนประเด็นห้ามจำหน่ายจ่ายแจกสุราจากเดิม 18.00 น. ก่อนวันเลือกตั้งถึง 24.00 น. ในวันเลือกตั้ง ให้ลดจำนวนชั่วโมงเหลือ 24 ชั่วโมง เป็น 18.00 น. - 18.00 น. เท่านั้นเพราะเชื่อว่าทุกอย่างคลี่คลายแล้ว โดยเฉพาะการนับคะแนนที่หน่วยน่าจะเสร็จสิ้นเร็ว ทั้งนี้ กกต. ยืนแนวความคิดตามหลักสากลว่าก่อนวันเลือกตั้งถึงวันเลือกตั้งควรเป็นวันที่ นิ่งให้ประชาชนไตร่ตรองบนพื้นฐานที่มีสติ

3.ด้านการลงคะแนน ให้เพิ่มช่องทาง วิธีการลงคะแนน เปิดกว้างขึ้น เช่นทางไปรษณีย์ การใช้เครื่องมืออิเลคโทรนิคในบางพื้นที่ การลงคะแนนในอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศที่มีความพร้อม การเลือกตั้งล่วงหน้าจะมี 2 วันและขยายเวลาถึง 18.00 น. ให้ประชาชนมีเวลามากขึ้น ส่วนวันเลือกตั้งจริงขยายถึง 16.00 น.

4.ด้านปฏิรูปการประกาศผล หลักการเดิมยังคงอยู่คือ กกต. มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่ หรือใบเหลือง ก่อนการประกาศรับรองผล และหลังการเลือกตั้งภายใน 1 ปี กกต.มีอำนาจเสนอศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือใบแดง สั่งเลือกตั้งใหม่ หรือใบเหลือง ชดใช้ค่าเสียหาย ดำเนินคดีอาญา แต่มีส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือ ใบส้ม ที่ก่อนประกาศผล หากพบว่ามีการทำผิดโดยการกระทำความผิดเชื่อมโยงกับผู้สมัคร กกต.สามารถเอาผู้สมัครรายนั้นออกจากการแข่งขันได้ โดยเป็นการตัดสิทธิสมัคร 1 ปี ส่วนเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ ที่เรียกว่าใบดำ ซึ่งจะมีผลไม่อาจดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองและกรรมการองค์กรอิสระนั้น กกต.ไม่ได้เป็นผู้เสนอ ฉะนั้นใครกล่าวหาว่า กกต. เพิ่มอำนาจให้ตัวเองเข้าใจผิด เพราะโทษดังกล่าวเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์