รายงาน: '60 ปี มินามาตะ' บาดแผลของอดีต บทเรียนของอนาคต

 
“ทำไมพวกเราจึงต้องป่วย ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย” 
 
ความรู้สึกของ ชิโนบุ ซาคาโมโต ผู้ป่วยโรคมินามาตะแต่กำเนิด หลังจากเธอได้เดินทางไปประเทศเวียดนามเพื่อเยี่ยมผู้ป่วยจากพิษฝนเหลือง ซึ่งผู้คนที่นั่นก็มีสภาพคล้ายกันกับเธอ 
 
เธอรู้สึกแค้นใจที่ต้องรับผลจากการที่บริษัทชิสโสะได้ปล่อยสารปรอทลงทะเล จนทำให้พวกเธอป่วยเป็นโรคมินามาตะ และเธอไม่อยากให้เมืองไทยเป็นเหมือนที่มินามาตะอีก ชิโนบุป่วยเนื่องจากได้รับสารปรอทจากการปล่อยน้ำเสียที่เจือปนด้วยสารปรอทของบริษัทชิสโสะ ที่บริเวณอ่าวมินามาตะ และยังเป็นผู้อุทิศตัวเพื่อป้องกันเพื่อนมนุษย์จากโรคมินามาตะ เธอเดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเธอในเวที “60 ปี โรคมินามาตะ: การเรียนรู้หายนะจากมลพิษอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” ที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 9-10 ก.ย.ที่ผ่านมา 
 
ครอบครัวของชิโนบุป่วยเป็นมินามาตะทั้งครอบครัว พี่สาวของเธอก็เป็นมินามาตะตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน ชิโนบุไม่สามารถเดินได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จึงต้องพยายามฝึกเดินอย่างมาก หลังจากนั้น จึงได้เข้าเรียนชั้นประถม 1 แต่ก็ยังช้ากว่าเพื่อนปกติ ในช่วงชั้น ป.1 ครูก็สอนปกติ แต่ ป.2 ครูก็ไม่ค่อยสอนแล้ว ส่วนเรื่องการเขียนและอ่านตัวหนังสือ มีคนมาสอนให้เมื่อโตขึ้นแล้ว 
 
ความทุกข์ทรมานที่เธอได้รับจากโรคนี้มากว่า 60 ปี ในช่วงชีวิตของเธอคือสิ่งที่ถูกบอกเล่าผ่านล่ามแปลภาษาอย่างกระท่อนกระแท่นในมุมมองของคนปกติทั่วไป และเธอยังได้ร้องขอให้ทั่วโลกตระหนักในพิษร้ายของสารปรอท ชิโนบุ เล่าว่า เธอเคยไปที่ประเทศสวีเดน ซึ่งที่จริงไม่ได้อยากไป ช่วงนั้นคือปี 1972 เธอรู้สึกกังวลและกลัว แต่ก็คิดว่าดีที่มีโอกาสไปในครั้งนั้น เธอรู้สึกดีที่มีคนฟังสิ่งที่เล่าเรื่องมินามาตะ และหลายคนต่างพากันร้องไห้เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเธอ
 
ด้าน สมบุญ สีคำดอกแค สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมฯ หนึ่งในผู้ป่วยจากการทำงานที่ผันตัวเองมาขับเคลื่อนเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของไทย กล่าวตอนหนึ่งในเวทีเสวนาว่า ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องมินามาตะ เธอคิดว่าจะมีอยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์หรือมีแต่บันทึกในประวัติศาสตร์ ไม่คิดว่าจะยังคงมีผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบเรื้อรัง
 
แต่สิ่งที่เธอเห็นนั่นแสดงให้เห็นว่าความเจ็บป่วย สูญเสีย ผลกระทบทางสุขภาพของมนุษย์ที่เกิดจากมลพิษอุตสาหกรรมเป็นฆาตกรที่โหดร้ายที่ฆ่าพวกเราอย่างเลือดเย็น ทำให้เจ็บป่วย ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้
 
“อยากเรียกร้องผ่านสื่อมวลชน ไปถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศในขณะนี้ว่า ได้โปรดช่วยเหลือพวกเราซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นในชุมชนหรือในโรงงานอุตสาหกรรมที่เสียงของพวกเรานั้นไม่ดังพอ อยากให้คิดว่าการกระทำใดๆ การลงทุน หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่าได้ใช้เลือดเนื้อ ชีวิต และน้ำตาของประชาชนด้วยกันเลย” 
 
สมบุญ ยังมีข้อเรียกร้องด้วยว่า ขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นรวมทั้งรัฐบาลไทยได้ชดเชยความเสียหายให้กับชีวิตมนุษย์ที่เสียไป และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกำกับดูแลความปลอดภัย เพื่อความเป็นอยู่ของพวกเราที่เป็นประชาชนเหมือนกัน
 
ผศ.ประยูร เชี่ยววัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในเวที “บทเรียนปัญหาและการจัดการมลพิษอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นและของไทย” ว่า ญี่ปุ่นมีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับมลพิษอุตสาหกรรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูม 4 ครั้ง คือ ครั้งแรกโรคมินามาตะ (Minamata) ที่เมืองมินามาตะ เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียที่มีสารปรอทอินทรีย์เจือปนลงในอ่าวมินามาตะ เหตุเกิดตั้งแต่ 1950 แต่อีก 19 ปี ปัญหาจึงถูกพูดถึง ในครั้งนั้นมีผู้ป่วยที่ได้รับการรับรอง 2,200 คน 2.โรคมินามาตะ ครั้งที่ 2 ที่ นีงาตะ (Niigata) เกิดปี 1960 แต่เป็นที่รับรู้เมื่อปี 1967 มีผู้ป่วยที่ได้รับการรับรอง 700 คน ครั้งที่ 3 โรคอิไตอิไต (Itaaiitai) เกิดจากแคดเมียมทำให้เกิดโรคกระดูกเปราะ เกิดเมื่อปี 1910 แต่เป็นที่รับรู้เมื่อปี 1968 โดยมีผู้ป่วยที่ได้รับการรับรอง 190 คน
 
“แค่หายใจก็เหมือนมีเข็มเป็นพันๆ เล่ม ทิ่มแทงทั้งตัวจนเกือบทนไม่ได้” นั่นคือคำพูดที่แสดงความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยด้วยโรคอิไตอิไต 
 
4.โรคหยกคาอิจิ (Yokkaichi) ที่ Yokkaichi Mie จากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปะปนในอากาศ ซึ่งทำให้เกิดอาการของโรคหืด มีผู้ป่วยที่ได้รับการรับรอง 1,700 คน
 
ผศ.ประยูร กล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทยไม่อยากให้หมดหวัง โดยมองว่าสื่อมวลชน ขบวนประชาชน และขบวนของนักศึกษาจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกส่วนหนึ่งก็คือรัฐบาล องค์กรภาครัฐ และกฎหมาย รวมไปถึงการทำงานโดยไม่ประมาทเลินเล่อ มีกฎหมายบังคับใช้เรื่องการปลดปล่อยสารพิษที่วัดทั้งปริมาณและความเข้มข้น เหล่านี้จะช่วยทำให้ปัญหาที่มีเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ 
 
ขณะที่ รศ.พิเชษฐ เมาลานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยญี่ปุ่นร่วมสมัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า โลกได้บทเรียนจากมินามาตะคือ การมีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท (The Minamata Convention on Mercury) ที่มุ่งปกป้องสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อม 
 
ส่วนบทเรียนของไทย จากหนังสือของ ศ.ดร.มาซาโนริ ฮานาดะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเปิดมินามาตะศึกษา มหาวิทยาลัยคุมาโมโตกักกุเอ็ง จ.คุมาโมโต เราได้บทเรียน คือ มินามาตะเป็นปัญหาที่ป้องกันได้ และการพิสูจน์โรคเป็นปัญหาที่ทำให้คนไม่ได้รับการรับรองและไม่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล โดยตรงนี้ต้องดูสภาพแวดล้อมในการดำรงชีพร่วมด้วย
 
อีกข้อคือบทบาทของแพทย์ในศาล ที่ทำให้เกิดการตีความที่กว้างมุ่งให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคม โดยบทบาทของแพทย์มี 4 ข้อคือ 1.แพทย์ต้องพาตุลาการไปในสถานที่เกิดเหตุจริง เพื่อที่จะเข้าใจเหตุการณ์ได้ดียิ่งขึ้น 2.แพทย์ต้องพิสูจน์ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค 3.แพทย์ต้องพิสูจน์ระดับความเสียหายที่ชาวบ้านได้รับ เพื่อคิดค่าเสียหาย 4.แพทย์ต้องพิสูจน์ข้อมูลงานวิจัยในศาล เพื่อให้ศาลทราบข้อเท็จจริง
 
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ปัญหามลพิษควรมีทางออก ไม่ใช่ภาระที่ประชาชนต้องมาชุมนุม เรียกร้องการแก้ไขและเยียวยาปัญหาทั้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนก่อ และยังต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ที่ยาวนานนับ 10 ปี
 
มินามาตะ คือปัญหานโยบายรัฐและการเอารัดเอาเปรียบของผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้ป่วยยังมีอยู่ และคนอีกนับพันยังไม่ได้รับการรักษา ไม่ได้รับการรับรองว่า "เป็นผู้ป่วย" จึงไม่ได้รับการดูแลรักษา
 
84 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งโรงงานที่ก่อปัญหา มีบทเรียนคือ 
 
1.การบอกว่าไทยไม่มี "ผู้ป่วยด้วยโรคมินามาตะ" อาจไม่จริง เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการศึกษาและสำรวจ แม้จะมีการบอกว่าเราไม่มีการปนเปื้อนสารปรอทเข้มข้นอย่างญี่ปุ่น แต่เราก็พบว่าจากกรณีอินโดนีเซีย มีผู้ป่วยด้วยพิษปรอทที่จะพัฒนาไปเป็นมินามาตะได้ 1-2 หมื่นคน เพราะเหมืองทองขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ขณะที่มีคนงานเหมืองกว่า 1 ล้านคน
 
โรคมินามาตะไม่ได้เป็นโรคร้ายที่เกิดจากสารปรอทเท่านั้น แต่มองได้ 2 มุม คือ เป็นโรคที่เกิดจากการกระทำโดยนโยบายรัฐในการพัฒนาประเทศ มุ่งความเติบโตทางเศรษฐกิจเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าในญี่ปุ่นหรือประเทศอื่นๆ ทุกประเทศล้วนลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ไม่สนใจว่าจะก่อผลกระทบรุนแรงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้มินามาตะยังเป็นโรคที่เกิดจากมลพิษซึ่งมาจากการกระทำของมนุษย์ โดยมีชาวบ้านเป็นผู้ถูกกระทำ
 
2.กระบวนการแก้ปัญหา วิธีคิดของรัฐบาลและวิธีหลีกเลี่ยงของผู้ก่อมลพิษคล้ายกัน คือเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนภัยที่เกิดขึ้นก่อนหน้า การเพิกเฉย ละเลย กลบเกลื่อน ทำให้ปัญหาบานปลาย ความเสียหายลุกลามเกินแก้ไขเยียวยา ตัวอย่างของไทย ที่มาบตาพุด จ.ระยอง เมื่อกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ซากปลานับพันตายเกลื่อนหาด ตากวน ใกล้นิคมฯ มาบตาพุด โดยภาครัฐให้ข่าวว่าอาจเกิดจากปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม แต่กลับไม่มีการหาสาเหตุที่แท้จริง ขณะที่ชาวประมงที่นั่นบอกว่าที่ผ่านมาเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว
 
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณเตือน แต่รัฐกลับไม่เอาใจใส่ สำรวจหาสาเหตุ หากมาจากธรรมชาติก็ต้องสำรวจว่าเกิดจากอะไร หาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อป้องกัน เพราะความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากโลหะหนักและมลพิษนั้นเกิดขึ้นแล้วแก้ไขได้ยาก
 
30 ปีมาบตาพุด สัญญาณการเกิดโรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา เมื่อเกิดความรุนแรงอาจเกินขีดความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหา
 
3.การปกปิดข้อมูล ก่อนหน้านี้โรคมินามาตะถูกนำไปทดลองกับแมว พบความเชื่อมโยงมลพิษอุตสาหกรรมและความเจ็บป่วย แต่กลับถูกให้หยุดการทดลอง ทั้งอุตสาหกรรมและรัฐช่วยกันปกปิด ทั้งที่การเปิดเผยข้อมูลจะนำไปสู่การรักษาและป้องกันการป่วยเพิ่มได้
 
ประเทศไทยเรามีความลับอีกกี่เรื่อง ทั้งมาบตาพุด แม่เมาะ แม่ตาว เหมืองทองอีกหลายแห่ง รวมทั้งที่ท่าตูม หากผู้รู้ที่มีอยู่เพียง 2 กลุ่ม คือผู้ก่อและผู้ควบคุมตรวจสอบ ไม่ยอมออกมาพูดความจริง ก็ยากที่จะควบคุมปัญหาได้
โรคมินามาตะเกิดจากอะไร มีข้อมูลเชิงวิชาการสู้กันจนเป็นสงครามข้อมูล ทำให้ข้อเท็จจริงเบี่ยงเบน การแก้ปัญหาก็ขยับออกไป การยับยั้งปัญหาควรเอาความจริงมาพูด แต่ผู้ควบคุมกลับไม่ทำ กรณีเช่นนี้ประเทศไทยก็เป็นเหมือนกัน
 
4.กลไกการแก้ไขปัญหา เดิมเป็นกลไกที่รัฐตั้ง มีหมอ ข้าราชการ นักวิชาการ สำหรับไทยหลายปีที่ผ่านมาเรามีคณะกรรมการไตรภาคี ประกอบด้วย ฝ่ายผู้ประกอบการ รัฐ ขบวนชาวบ้าน/แรงงาน/ชุมชน ต่อมามีกลไกพหุภาคีที่มีนักวิชาการและอาจมีสื่อร่วมด้วย
 
กลไกไตรภาคีเป็นกลไกเพื่อแก้ปัญหา แต่ที่ผ่านมาในกรณีบ้านท่าตูม มีเรื่องราวกันตั้งแต่ปี 2557 และมีการตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องเรื่องการฟื้นฟูคลองชะลองแวงที่มีผลกระทบสารปรอท แต่ผ่านมา 3 ปี ถึงปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไข
 
“กลไกถ้าไม่มีความจริงใจแก้ไขปัญหา ก็ไม่มีประโยชน์ เป็นแค่กลไกซื้อเวลาแก้ปัญหา" เพ็ญโฉมกล่าว
 
5.ผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ที่ตกลงใจรับเงินเยียวยาแล้ว ไม่ว่าเงินนั้นจะเป็นธรรมหรือไม่ ก็ไม่สามารถมีปากเสียงเรียกร้องได้อีก ส่วนผู้ไม่ยอมรับ ก็เข้าสู่กระบวนการต่อสู้ในศาล ต้องใช้ต้นทุน ใช้เวลา แต่หากชนะก็จะได้รับการชดเชยที่สูงขึ้น และนอกจากผู้ประกอบการแล้ว รัฐบาลยังได้ถูกชี้ความผิดจากศาล ตรงนี้เป็นความก้าวหน้าหนึ่งของการเคลื่อนไหวโดยประชาชน
 
ปัญหามลพิษ การต่อสู้ของผู้ถูกกระทำนั้นสุดท้ายจะเหลือผู้ต่อสู้เพียง 2 ฝั่ง คือฝ่ายกระทำ และฝ่ายถูกกระทำ ไม่มีฝ่ายอื่น เพราะถึงอย่างไรรัฐก็จะยืนอยู่ข้างโรงงาน ส่วนขบวนการนักศึกษาและนักวิชาการก็จะยืนอยู่ข้างประชาชน ฝ่ายไหนพลังน้อยกว่าก็จะพ่ายแพ้ไป
 
กรณีของมินามาตะ มีนักวิชาการมาร่วม มีทนายความกว่า 200 คนให้ความช่วยเหลือเรื่องคดี มีขบวนการนักศึกษาเข้าร่วมในระดับประเทศ กระบวนการเหล่านี้ที่ไม่รับการไกล่เกลี่ยและการแก้ปัญหาของรัฐบาล เป็นการพลิกประวัติศาสตร์การต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น
 
ในไทย หาก คสช.ยังคงใช้ มาตรา 44 งดเว้น EIA งดเว้นการบังคับใช้ผังเมือง ตรงนี้จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ปัญหารุนแรง ก่อปฏิกิริยาการต่อสู้ของประชาชนในการปฏิรูปเรื่องสิ่งแวดล้อมต่อไปได้
 
 
หมายเหตุ: 9-10 ก.ย. 2559 ในวาระครบรอบ 60 ปีของการค้นพบโรคมินามาตะและมีรายงานทางการแพทย์อย่างเป็นทางการครั้งแรก เครือข่ายจุฬาฯ นานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือเพื่อผู้ป่วยโรคมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น ศูนย์วิจัยเปิดมินามาตะศึกษามหาวิทยาลัยคุมาโมโต กักกุเอ็ง จ.คุมาโมโต ประเทศญี่ปุ่น มูลนิธิบูรณะนิเวศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดเวทีเสวนาวิชาการ “60 ปี โรคมินามาตะ: การเรียนรู้หายนะจากมลพิษอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” 
 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์