อัพเดทล่าสุดเมื่อ 2 ชั่วโมง 15 นาที ที่ผ่านมา

คุก 2 แดง 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีบุกมหาดไทยปี 52 ส่วนทุบรถอภิสิทธิ์ยกฟ้อง

28 ก.ย. 2559 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อ.598/2557 คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ชัยวัฒน์ ทองมูล อายุ 57 ปี และ อรุณ ฉายาจันทร์ อายุ 49 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
       
โดยคดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องว่า ก่อนวันที่ 12 เม.ย.2552 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงได้มีจัดการชุมนุมอยู่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายพันคน โดยมีจำเลยทั้งสองกับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม และมี สุภรณ์ หรือแรมโบ้ อัตถาวงศ์ กับพวกอีกหลายคน แบ่งหน้าที่สั่งการผู้ชุมนุม โดยตั้งเวทีปราศรัยดังกล่าว เพื่อขับไล่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นรัฐบาลที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 12 เม.ย. 2552 แกนนำผู้ชุมนุมได้สั่งการ กล่าวปราศรัย ยุยงปลุกปั่น ผ่านเครื่องขยายเสียงให้จำเลยทั้งสองกับพวกผู้ชุมนุมหลายพันคน เคลื่อนขบวนไปทำการปิดล้อมกระทรวงมหาดไทย เพื่อจับตัว อภิสิทธิ์  และให้ทำการขัดขว้างไม่ให้ อภิสิทธิ์ มาใช้สถานที่กระทรวงมหาดไทยเป็นสถานที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลโดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยใช้กำลังประทุษร้ายร่างกายพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รักษาความปลอดภัยของ อภิสิทธิ์ และผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บหลายรายและใช้ก้อนหินขว้างทำลายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ทะเบียน ศฮ 9205 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มี นิพนธ์ พร้อมพันธ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นั่งอยู่ในรถ ได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 ขึ้นไป โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์และสถานที่ราชการ เหตุเกิดที่ แขวงราชบพิธ เขตพระนคร และ แขวงดุสิต เขตดุสิต กทมขอให้ลงโทษตามกระบวนกฎหมายอาญา มาตรา 83 ,91,215,310,358,362,364,365โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
       
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีพยานซึ่งเป็นพนักงานของรัฐจำนวน 3 ปาก ต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมพากันไปปิดล้อมและเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย และทำลายทรัพย์สินของราชการ โดยมิได้ยืนยันตัวบุคคลแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงเห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวได้เบิกความตามเหตุการณ์ที่พบเห็นมา การที่กลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดล้อมและเข้าไปภายในกระทรวงมหาดไทย ทั้งได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการจึงไม่ถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่เป็นการมั่วสุมตั้งแต่ 10 ขึ้นไปเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง เมื่อจำเลยทั้งสองรับว่าได้เข้าร่วมชุมนุมและได้เข้าไปในกระทรวงมหาดไทยด้วย จำเลยทั้งสองจึงถือเป็นตัวการร่วมในการกระทำผิด และร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า ขณะที่มีการชุมนุมของกลุ่มนปช.นั้น จำเลยทั้งสองเดินทางไปถึงกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดประตูรั้วและเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย และกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำลายทรัพย์สินทางราชการอยู่แล้ว หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองจึงค่อยเดินตามเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย โดยไม่มีเจตนาบุกรุกนั้น เห็นว่า ในวันเกิดเหตุทางการได้มีการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการและกระทรวงมหาดไทยก็ได้ปิดทำการ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้เข้าไปติดต่อราชการแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด รวมทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจ ดังนั้นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ได้ตามผู้ชุมนุมที่พังประตูรั้วเข้าไป เพื่อที่จะรวมกลุ่มกับผู้ชุมนุมเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยนั้น จึงเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่อย่างไรก็ตามการเข้าไปของผู้ชุมนุมดังกล่าว ก็เพื่อต้องการเข้าไปพบกับคณะ อภิสิทธิ์ ที่เข้ามาใช้สถานที่ราชการ เพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ไม่ได้กระทำการใด อันเป็นการยึดถือครอบครองสถานที่กระทรวงมหาดไทย หรือ รบกวนการครอบครองกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด
       
ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้น เห็นว่าโจทก์ไม่ได้มีพยานใดมาเบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยทั้งสองร่วมกันทุบตีรถยนต์ของนายกรัฐมนตรีและของคณะ หรือร่วมกันทำลายทรัพย์สินของทางราชการ
       
อีกทั้ง ร.อ.วิชาญ นามประเทือง เจ้าหน้าที่ชุดสนับสนุนทางยุทธวิธีทำหน้าที่อารักขา สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุ อรุณ จำเลยที่ 2 ได้เดินทางมาที่รถยนต์และเข้ามานั่งในรถยนต์ โดยเพียงสอบถามเรื่องอาวุธปืนที่อยู่ในรถเท่านั้น ว่าพยานเป็นคนยิงหรือไม่ และจะขอนำอาวุธปืนไปตรวจสอบ โดยบอกกับพยานว่า ให้ตามไปและให้พยานอยู่ใกล้ๆ ซึ่งพยานยินยอมไปด้วยความสมัครใจและเมื่อตามไปถึงที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลก็ได้ไปพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ในห้องที่มีลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่2 กระทำการใดที่เป็นการบังคับขืนใจแต่อย่างใด
       
เห็นว่าพยานโจทก์สามารถรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 ขึ้นไป ฯ และร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันให้เสียทรัพย์และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใดพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก,364,365 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยให้จำคุกฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จำคุก คนละ 6 เดือน ,ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการ จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

ต่อมาทนายความจำเลยยื่นคำร้องพร้อมโฉนดที่ดินย่านปทุมธานีและเงินสดรวมมูลค่า 3แสนบาทเศษเพื่อขอปล่อยชั่วคราว ชัยวัฒน์ จำเลยที่1 จากนั้นเวลา 15.30 น. ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เพื่อมีคำสั่งว่าจะอนุญาตปล่อยชั่วคราวหรือไม่ ส่วน อรุณ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวจำเลยทั้งสองไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป

 

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์และมติชนออนไลน์

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai