เยาวชนผู้ต้องหาคดีปล้นทรัพย์ชาวต่างชาติ ที่สามร้อยยอด ร้องถูกตำรวจซ้อมให้รับสารภาพ

 
 
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่าสืบเนื่องจากเมื่อเดือน ก.ย. 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ต้องหาสามราย กรณีถูกจับกุมตัวดำเนินคดีปล้นทรัพย์ โดยระบุว่าตนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนทำร้ายร่างกายระหว่างการสืบสวนสอบสวนและบังคับให้สารภาพ โดยหนึ่งในผู้ต้องหาได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก สีข้าง เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน โดยผู้ต้องหาทั้งสามคนยืนยันว่า  ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้กระทำความผิดตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวหาแต่อย่างใด  เหตุสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559 ช่วงเวลาประมาณ  03.00 น. บริเวณริมถนนทางหลวงชนบทสายปราณบุรี-อุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 5-6 หมู่บ้านบ้านใหม่ หมู่ 1 ต.สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 คน ถูกกลุ่มคนร่วมกันทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บและปล้นทรัพย์ไป ประกอบด้วยเงินสด จำนวน 100 บาท เงินสดสกุลยูโรจำนวน 200 ยูโร รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก หมายเลขทะเบียน 1 กค 3912 เพชรบุรี โทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย ไม่ทราบรุ่น จำนวน 1 เครื่อง และบัตรเครดิตประเทศอิตาลี จำนวน 1 ใบ โดยผู้เสียหายทั้งสองคน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ไว้ที่สถานีตำรวจภูธรสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์
 
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุต่อว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสามร้อยยอด  กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธร ภาค 7 ได้ร่วมจับกุมผู้ต้องสงสัย คือ ณัฐวัตร ธนัฏฐิกาญจนา อายุ 19 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวข้างต้นได้จับกุมและควบคุมตัว อดิศักดิ์ สีละมุด อายุ 21 ปี และศรัณญู หรือแมน  สายน้ำเขียว อายุ 20 ปี ตามลำดับ โดยในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณัฐวัตร หรือเจมส์ ธนัฏฐิกาญจนา และอดิศักดิ์ หรือเจมส์ สีละมุด ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมและควบคุมตัว ทำร้ายร่างกายเพื่อให้สารภาพว่าตนกับพวกเป็นผู้ก่อเหตุปล้นทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559
 
โดยเมื่อวันที่ 1-2 ต.ค. 2559 ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ติดต่อพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน ขอนำผู้ต้องหาเข้าให้การเพิ่มเติม และขอให้สอบคำให้การพยานจำนวนทั้งสิ้น 5 ปาก และมอบพยานหลักฐานแก่พนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตน โดยพนักงานสอบสวนจะเรียกพยานหลักฐานที่ผู้ต้องหาร้องขอให้เรียกให้  ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งสามคนได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน ทังนี้คดีนี้ศาลได้สืบพยานล่วงหน้าผู้เสียหายทั้งสองไว้แล้ว และพนักงานสอบสวนอยู่ในขั้นตอนสรุปสำนวนเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องต่อไป
 
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่าการซ้อมทำร้ายร่างกายผู้ต้องสงสัยให้สารภาพ ในคดีอาญาที่ทางราชการต้องการเร่งรัดให้ปิดคดีหรือให้ได้ผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วน  เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องที่และเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับบังคับบัญชาใช้การซ้อมทรมานอย่างบ่อยครั้งขึ้น  และมีเพียงส่วนน้อยที่ญาติและผู้เสียหายกล้าหาญร้องเรียนเพื่อยืนยันว่าตนถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายจริง โดยในหลายกรณีที่ไม่มีการร้องเรียนต่อหน่วยงานใดใด ทำให้เจ้าหน้าที่ยังคงใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิ  ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาพยานหลักฐานหรือผู้ต้องหามาดำเนินคดี ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดกฎหมายภายใน และละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และสร้างปัญหาให้สังคมโดยเท่ากับว่ายังไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดจริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
 
“การสืบสวนสอบสวน พึงกระทำอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว โปร่งใส่ ตรวจสอบได้ เพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำผิดตัวจริงมาลงโทษ การซ้อมผู้ต้องหาเพื่อให้รับสารภาพนั้น เป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างเลวร้าย ทำให้กระบวนการยุติรรมไทยขาดความน่าเชื่อถือ ไร้ความศักดิ์ศรี” พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โครงการเข้าถึงความยุติธรรม กล่าว
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์