ว่าด้วยชาวนากับราคาข้าว: จะเอายังไงดี (2) เกาะกระแส สีข้าวขายเอง

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี กระแสข่าวราคาข้าวเปลือกถูก แต่ข้าวสารยังแพง กำลังอยู่ในความสนใจของคนในสังคม ซึ่งมันก็ตกจริงๆ ตกจนน่าใจหาย ตกจนโมโหให้บรรพบุรุษ ว่าทำไมพากันมาจากที่ราบสูงข้ามเทือกเขาดงพญาไฟ มาตั้งไกลทำไม น่าจะพากันแวะเข้ากรุงเทพ ไปหาที่ทางแถวๆ กรุงเทพสักไร่สองไร่ทำมาหากินกันนะ ถ้าตกกว่านี้ก็คงรู้สึกว่ามันน่าจะถึงเวลาขนไปขายดาวอังคารได้แล้วหล่ะ แต่ท่ามกลางกระแสข้าวราคาตกนี้ ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ ในโลกโซเชียล ชาวนา/ลูกชาวนา/อาจารย์มหาลัย ชวนกันมา สีข้าว/ขายข้าว เป็นผู้ประกอบการชาวนากันอย่างคึกคักอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
 
น่าดีใจว่าสังคมไทยเรานี้เป็นสังคมที่ให้ความรักฮักหอมกับชาวนามากจริงๆ และนั่นเป็นความฝันอันเหลือเชื่อของชาวนาเลยทีเดียวถ้าสามารถฝันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนสามารถเป็นผู้ประกอบการชาวนาได้อย่างเต็มภาคภูมิ แม้ว่ามองในภาพใหญ่ก็ยังไม่แน่ใจว่ากระแสความตื่นตัวนี้จะดึงเอาข้าวออกไปจากตลาดได้มากน้อยเพียงใด เพราะน่าจะทำได้ในระดับที่ไม่ใหญ่มาก เนื่องจากมีรายละเอียดที่ต้องจัดการเยอะเหมือนกัน แต่ก็มีผลในทางจิตวิทยากับคนในสังคมอย่างแน่นอน และเชื่อว่าสามารถสร้างผู้ประกอบการชาวนาหน้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอีกไม่มากก็น้อย

ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องดูว่าทั่นผู้นำที่เราไว้ใจและศรัทธา จะมีมาตรการอย่างไรออกมาหลังจากนี้ เพราะ ช่วงวันที่ 20 พย. ไปจนถึงปลายเดือน พย.จะเป็นช่วงที่ข้าวหอมมะลิ 105 มีการเก็บเกี่ยว ในขณะที่ข้าวนาปรังเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวกันแล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม และก็เห็นแล้วว่าราคาตกลงกว่าปีก่อน ปัจจัยหนึ่งที่ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีและนาปรังออกมาไล่เลี่ยกันมาก เพราะปัญหาภัยแล้งที่ผ่านมา การปล่อยน้ำชลประทานมาล่าช้ากว่าทุกปี เมื่อชาวนาหว่านข้าวนาปรังไปแล้ว อายุการเก็บเกี่ยวที่ 100-120 วัน ก็จะใกล้เคียงกันกับช่วงข้าวนาปีออกพอดี
 
สำหรับการทำข้าวถุง ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ฮักแพงกับพี่น้องชาวนา แม้ประสบการณ์ในด้านนี้จะยังไม่มาก แต่ก็อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชาวนาท่านอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องนี้ เพื่อจะได้ช่วยกันดูว่ามีจุดตรงไหนบ้างที่เราต้องให้ความสนใจ และใส่ใจกันเป็นพิเศษ เพื่อลดความเสี่ยงของการขายข้าวให้ได้มากที่สุด

เรื่องแรกที่คิดออกคือ เมื่อเราพูดถึงการทำข้าวถุง เพื่อไว้บริโภค เราต้องนึกถึงพันธุ์ข้าว ว่า ข้าวอะไรที่มันกินอร่อย กินดีซึ่งเรื่องนี้สำหรับชาวนาที่ทำนาปี (พูดในกรณีข้าวเจ้า) ปกติจะรู้จักกันทั่วไปคือข้าวหอมมะลิ 105 แต่โอกาสของชาวนาปีนั้นมีมาก เพราะยังมีพันธุ์ข้าวพื้นบ้านอีกมากมายหลายชนิดที่ กินดี กินอร่อย และตลาดอาจจะสนใจ (ประเทศไทยเรามีฐานข้อมูลเชื้อพันธุ์ข้าวเป็นร้อยๆ สายพันธุ์เก็บไว้ที่ธนาคารพันธุกรรมข้าว) ข้าวเหล่านี้อาจจะเคยเป็นข้าวขึ้นชื่อในอดีต หรือมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น กินแล้วเตะปี๊ปดังสามวันเจ็ดวัน อะไรอย่างนี้ (อันนี้ก็เขียนเล่นๆ ) แต่ที่เคยทราบก็จะมีข้าวพื้นบ้านบางพันธุ์ที่เขานิยมเอามาเลี้ยงไก่ชน เพราะไก่กินแล้วเขาว่ามันคึก มันตีเก่ง หรือข้าวมะลิแดง เหมาะสำหรับป้องกันเบาหวาน อะไรทำนองนั้น ยังมีเรื่องเล่าของชาวบ้านที่บอกว่า มีข้าวพื้นบ้านพันธุ์นึง จำไม่ได้ว่าพันธุ์อะไร พอนึ่งทีไร กลิ่นข้าวหอมฟุ้ง ไปทั่วบ้าน หอมจนหมายังมาตะกายเสาเรือน ฟังแล้วยังอยากกิน 555

ข้อมูลแบบนี้ ถ้าสนใจก็ต้องมีการสืบค้นข้อมูลแล้วไปเสาะหาพันธุ์มาปลูก พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน ที่เป็นที่รู้จักกันแล้ว เช่น ข้าวมะลิแดง ข้าวเจ้าดำ ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว เป็นต้น แต่การปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ๆ มาลงตลาด ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก กว่าที่คนกินจะรู้สึกคุ้นเคย เช่น จะหุงยังไงถึงจะไม่ดิบไม่แฉะ เพราะคนเคยชินกับการหุงข้าวมะลิ มากกว่า รวมทั้งข้าวบางพันธุ์ที่ชื่อ ติดต่างประเทศมา ทั้งๆ ที่เป็นข้าวพันธุ์พื้นบ้าน เช่น หอมพม่า หอมอินเดีย ฟังชื่อแล้ว อาจจะรู้สึกว่า ทำไมถึงเอาข้าวแขกข้าวพม่ามาให้กินล่ะเนี่ย อะไรทำนองนี้ คือ ต้องหาจุดขายให้ได้ด้วย

คำแนะนำหนึ่งก็คือ ชาวนาอาจจะรวมกลุ่มกันแล้วไปขอเมล็ดพันธ์ข้าวที่ตนเองสนใจจากหน่วยงานธนาคารพันธุ์ข้าวของราชการ ซึ่งก็ไม่ค่อยง่ายนัก แต่ก็มีคนไปขอมาได้  หรือไปตามเครือข่ายปราชญ์ชาวนาทั้งหลาย (อันนี้ถือว่าเป็นข้อดีของปราชญ์ชาวนาทั้งหลาย ชมเขาหน่อย) แต่ก็ไม่ทราบว่าจะมีอยู่มากน้อยอย่างไร แต่ปกติก็จะได้มาอย่างละนิดหน่อย ต้องเอามาปลูกเอามาขยายเอง อาจจะใช้เวลานาน แต่ก็น่าลองทำดู เสนอไว้เผื่อมีท่านใดสนใจทางเลือกในการทำตลาดข้าวพันธุ์อื่นๆ นอกจากข้าวหอมมะลิ

แต่ก็มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า สำหรับพันธุ์ข้าวพื้นบ้านแล้ว ผลผลิตต่อไร่โดยทั่วไปอาจจะต่ำกว่าพันธุ์ข้าวนาปรัง เพราะโดยลักษณะของสายพันธุ์เอง เช่น การมีอายุที่นานกว่า การไม่ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยในปริมาณสูง ใส่มากๆ ข้าวก็บ้าใบ ผลผลิตไม่ดี อันนี้ชาวนาจะรู้กัน ก็ต้องไปดูกันว่า จะหาแนวทางเพิ่มผลผลิตข้าวนาปีให้สูงขึ้นได้อย่างไร แต่ข้าวของปราชญ์ชาวบ้านบางท่านเขาบอกว่า ได้ถึง 2-3 ตันต่อไร่ บางคนได้ถึง 6ตันต่อไร่ไปโน่น เลยมีชื่อว่าข้าวพันธุ์บัญญัติไตรยางศ์ อันนี้ก็น่าไปลองหามาปลูกดู รวยแน่นอน

สำหรับชาวนาปรัง ที่ตามปกติจะปลูกข้าวไม่ไวแสง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวแข็ง เหมาะสำหรับทำแป้ง แปรรูป กลุ่มนี้จะมีตัวเลือกหลักๆ ไม่มากนัก คือมี ข้าวหอมปทุม ข้าวหอมนิล และข้าวไรซ์เบอรี่  ข้าวทั้งสามพันธุ์นี้เป็นข้าวที่ปรับปรุงพันธุ์ให้ออกฤดูนาปรังได้ และมีคุณภาพการหุงต้มดี กินอร่อย

ข้าวหอมปทุม นั้นเป็นข้าวนาปรังที่ให้ผลผลิตสูง 80-100 ถังต่อไร่ ได้สบายๆ เรื่องราคา เท่าที่รู้โรงสีบางแห่งจะซื้อในราคาเดียวกันกับข้าวพันธุ์อื่น บางแห่งก็ให้ราคาสูงกว่าข้าวนาปรังทั่วไป แต่ข้าวหอมปทุมเป็นข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยว 120 วัน และต้นค่อนข้างสูง ล้มง่าย ถ้าปลูกแล้วมาออกรวงใส่น้ำนมในช่วงลมโยกก็จะล้มได้ง่าย ผลผลิตต่ำลง ถ้าพื้นที่มีปัญหาเรื่องน้ำ ต้องเร่งให้ทันรอบการผลิต ชาวนามักจะไม่อยากปลูกข้าวหอมปทุม เพราะถือว่าอายุนานเกินไป กว่าจะได้เกี่ยว

ข้าวหอมนิลและข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวทั้งสองพันธุ์นี้ถูกนำเสนอในลักษณะของข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวที่มีธาตุอาหารสูง อะไรทำนองนี้ จากประสบการณ์ที่เคยปลูก ข้าวทั้งสองพันธุ์มีความต่างกันในลักษณะพันธุ์ชัดเจน แม้ว่าข้าวสารจะมีเมล็ดสีม่วงเข้มเหมือนกัน และอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 120-130 วัน ข้าวหอมนิลนั้นต้นจะสีเขียว และค่อนข้างสูงคล้ายๆ กับมะลิ ผลผลิตถ้าปลูกและดูแลดี อาจจะได้ 70-80 ถังต่อไร่ได้ (อันนี้หมายถึงชาวนาทั่วไปปลูก ไม่ใช่ชาวนาขั้นเทพ อะไรทำนองนั้น) ข้าวไรซ์เบอรี่นั้นผลผลิตจะต่ำกว่ากันอยู่บ้าง อาจจะเนื่องมาจากลำต้นมีสีม่วงแซมด้วย ทำให้การสังเคราะห์แสงนั้นประสิทธิภาพน้อยกว่าข้าวหอมนิลต้นเขียว แต่ข้าวไรซ์เบอรี่จะชอบอากาศเย็น ตอบสนองต่อช่วงแสงในหน้าหนาวได้ดี

ถ้าจะสนับสนุนให้ชาวนา ปลูกข้าวสีขายกันเองในระยะยาว โดยเฉพาะชาวนาในเขตนาปรัง ตรงนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ว่าจะมีทางเลือกของการใช้พันธุ์ข้าวอื่นๆ อีกได้หรือไม่ นอกจากพันธุ์ข้าวหอมปทุมแล้ว มีข้าวพันธุ์อื่นอะไรอีกบ้าง ที่คุณภาพการหุงต้มใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ (กรณีสีเป็นข้าวขาว) เท่าที่รู้ หน่วยงานกรมการข้าว นอกจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ศูนย์วิจัยข้าวในแต่ละจังหวัดก็มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมออกมาด้วยเช่นกัน เช่น ข้าวเจ้าหอมสุพรรณบุรี ข้าวเจ้าหอมพิษณุโลก แต่ไม่ได้มีการปลูกกันแพร่หลาย ทั้งสองสายพันธุ์เป็นข้าวที่มีเชื้อข้าวหอมมะลิ คุณภาพการหุงต้ม ก็นุ่มหอมเช่นกัน แต่ผลผลิตต่อไร่ อาจจะต่ำกว่าข้าวหอมปทุมอยู่บ้าง

ข้อสังเกตหนึ่งคือว่า การที่ไม่ค่อยมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมนาปรัง ไม่รู้ว่าเพราะกลัวจะไปกระทบตลาดข้าวหอมมะลิหรือเปล่า เพราะอย่างที่เรารู้กัน แค่ข้าวหอมปทุม ก็ยังได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าโรงสีแอบเอาปนกับข้าวหอมมะลิ แล้วส่งขายในชื่อข้าวหอมมะลิ

ก็ไม่อยากติติงหน่วยงานของกรมการข้าวมากนัก เพราะจะว่าไปคนที่มีความรู้ ความสามารถในหน่วยงานที่ต้องทำงานช่วยเหลือชาวนานี้ก็พยายามทำงานพัฒนาพันธุ์ข้าวมาตอบโจทย์ชาวนานั่นแหละ เช่น ตอนปัญหาเพลี้ยระบาด ก็มีพันธุ์ข้าวต้านทานเพลี้ย ตอนปัญหาหนาวจัดก็มีพันธุ์ข้าวต้านทานหนาว หรือในช่วงที่มีปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม ก็มีพันธุ์ข้าวนาปรังอายุสั้นออกมา อะไรแบบนี้ ก็เลยอยากให้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมนาปรังให้เป็นทางเลือกของชาวนาปรังที่อยากสีข้าวขายกันเองเพิ่มขึ้นมาอีกฅ

มีคำแนะนำอีกอย่าง ถ้าหากทำได้ ข้าวถุงจะมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น คือ ถ้าปรับปรุงบำรุงดินด้วยเทคนิคการทำนาอินทรีย์ ข้าวที่ได้จะมีความนุ่ม ความหอม กว่าข้าวที่ปลูกแบบนาเคมี (อันนี้ต้องให้เครดิตนาอินทรีย์เขาหน่อย เดี๋ยวเขาจะว่าเราคอยแต่ติติงเขาอยู่เรื่อย)

หลังจากปลูกและดูแลจนได้เก็บเกี่ยวกันแล้ว ขั้นตอนสำคัญก็คือการตากและสีข้าวใส่ถุงขาย จากประสบการณ์ขั้นตอนนี้ใช้แรงงานและมีรายละเอียดที่ต้องจัดการกันพอสมควรทีเดียว เริ่มจากการตากข้าว งานตากข้าวเป็นงานหนักพอสมควร (ในกรณีที่ใช้แรงงานคนตาก)  ถ้าต้องการเก็บข้าวไว้สีแค่ตันสองตันอาจจะไม่หนักมาก แต่ถ้าคิดว่าจะสต็อกก้าวสัก 10 ตัน อะไรแบบนี้ ต้องคิดแล้วว่าจะตากกันยังงัย ถ้าตามปกติข้าวเยอะขนาดนี้ก็จะไปจ้างลานตากแล้วเสียค่าตากให้เขา แต่มานึกถึงกรณีข้าวแบบสองสามตัน แล้วจะตากเอง สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งและมักจะบอกทุกคนที่รู้จักและทำข้าวใส่ถุงขายก็คือ ต้องระมัดระวังเรื่องกรวดหินให้มากที่สุด เพราะ คงไม่มีใครอยากอุดหนุนชาวนาแต่กินข้าวแล้วฟันกร่อนหมดแน่ๆ จึงต้องใส่ใจให้มาก

ควรจะหาลานตากที่ไม่มีกรวดหิน หรือใช้ผ้ามุ้งตาข่ายมาตัดทำลานตากของตัวเอง และระมัดระวังทุกขั้นตอนในการตากการบรรจุลงกระสอบ เคยมีบางคนที่สีข้าวสารมาแล้วต้องมาจ้างคนเลือกกรวดหินออกอีกกิโลละหลายบาท ไม่งั้นก็ขายไม่ได้ สำหรับโรงสีขนาดใหญ่จะมีระบบคัดสิ่งเจือปนออก เคยเห็นโรงสีส่งออกข้าวอินทรีย์บางแห่งจะจ้างคนคัดสิ่งเจือปนออกอีกทีนึง เพราะต้องผ่านการตรวจมาตรบานที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไป

การตากต้องให้เหลือความชื้นที่ประมาณ 14-15% เพราะข้าวที่ตากไม่แห้งถ้าเก็บไว้แล้วมาสีจะมีกลิ่นสาบ กินไม่อร่อย สิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญของการตากข้าวคือ ฝน นั่นเอง ถ้าต้องเกี่ยวข้าวและต้องตากในช่วงฤดูฝน จะเป็นงานที่หนักเพิ่มอีกเท่าตัวเลยก็ว่าได้ ลุ้นแล้วลุ้นอีกทีเดียว ดังนั้นโรงสีขนาดใหญ่จึงต้องมีเครื่องอบข้าวเปลือกด้วย

หลังจากตากแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการสี สำหรับข้าวที่คิดว่าจะสีเป็นข้าวถุงขาย ควรจะสีเครื่องสีที่มาตรฐาน เพื่อที่จะได้เมล็ดข้าวสารสวยเสมอกัน (ยกเว้นเรามีกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่แคร์ว่าข้าวจะเม็ดสวยไม่สวยอะไรแบบไหน แต่จริงๆ ก็อดเปรียบเทียบกับข้าวถุงไม่ได้อยู่ดีน่ะแหละ) ปกติเครื่องสีขนาดเล็กที่เราใช้กันทั่วไปจะให้ข้าวต้นที่เป็นข้าวสาร ประมาณ 50-55 % โรงสีทั่วไปขนาดกลางแบบชาวบ้านอาจจะข้าวต้นประมาณ 60-65% ถ้าเป็นโรงสีขนาดใหญ่อาจจะได้ ถึง 65-70% เรื่องของเครื่องสีนี้เป็นเหมือนเคล็ดลับของโรงสีเลยก็ว่าได้ โรงสีที่สามารถได้ข้าวต้นถึง 70% นั่นคือกำไรที่เพิ่มขึ้นของเขา คิดดูว่าถ้าเราสีเครื่องสีขนาดเล็ก เมื่อเทียบปริมาณข้าวต้นกับโรงสีขนาดใหญ่ ได้น้ำหนักข้าวต้นต่างกันมากพอสมควร อันนี้คือกำไรที่เราควรจะได้ แต่มันหายไป ดังนั้นถ้าตรงนี้มีโรงสีมาช่วยชาวนา หรือ ชาวนาคนไหนที่สามารถติดต่อโรงสีใหญ่ให้รับสีข้าวได้จะดีมากๆ 

หัวใจสำคัญของเครื่องสีคือลูกหินขัด ถ้าใช้บริการโรงสีทั่วไปของชาวบ้านมักจะเจอปัญหาเศษหินขัดร่วงปนมากับข้าวประจำ ต้องมานั่งเลือกออกอีกทีเวลาจะหุงข้าว ซึ่งสำหรับคนเมืองคงไม่มีเวลาขนาดนั้น ถ้าเจ้าของเครื่องสีคนไหนดูแลลูกหินประจำ คุณภาพข้าวที่สีก็จะดีกว่า  เครื่องสีที่ดีก็ควรให้ข้าวต้นสูงๆ ให้ข้าวปลายน้อยๆ  คนเขียนบ้านอยู่ใกล้โรงสีขนาดใหญ่ จะได้ยินเสียงเขากลึงลูกหินโรงสีประจำ ก็จะรู้ว่าเขามีการสีข้าวอีกแล้ว นอกจากข้าวต้นที่ได้ ข้าวปลาย รำ และ แกลบ ก็สามารถขายได้อีกด้วย หรืออาจจะนำรำไปบีบน้ำมันรำข้าว ขายได้อีกต่อหนึ่ง

ที่เล่ามาข้างต้น คือในกรณีสีข้าวขาว แต่ถ้าสีเป็นข้าวกล้อง ก็จะสีเครื่องสีข้าวกล้อง ซึ่งตามปกติมักจะได้ข้าวต้นประมาณ 70% เพราะไม่ได้มีการขัดสี เหมือนข้าวขาว ข้าวหอมนิล และข้าวไรซ์เบอรี่ มักจะนิยมกินแบบข้าวกล้อง เพราะถ้าขัด สีม่วงของข้าวกล้องจะถูกขัดออกไปเกือบหมด

ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่เคยทำมาบ้าง อะไรที่พอจะคิดออก ก็เอามาเขียน จริงๆ ถ้ามีใครที่ทำงานในแวดวงโรงสีมาช่วยกันให้ข้อมูลหรือให้คำแนะนำว่าที่ผู้ประกอบการชาวนาทั้งหลายก็จะดีมาก

แต่ยังไงก็ตาม เหมือนที่บอกไว้ข้างต้นว่า ถึงเราจะช่วยกันซื้อ ช่วยกันกินข้าวจากชาวนาทุกวัน กินกันจนอ้วนยังไง ปริมาณข้าวที่เรามี ก็อาจจะไม่ได้ลดลงมากนัก เรามีสัดส่วนข้าวที่ใช้ในประเทศทั้งบริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ คร่าวๆ ประมาณ 10 ล้านตัน ที่เหลืออีก 10 กว่าล้านตันเราต้องหาที่ระบายให้ได้เพราะเกินความต้องการในประเทศ (ชาวนาไทย ขยันและปลูกข้าวเก่งจริงๆ)

ดังนั้นแม้ว่ากระแสปลูกข้าว สีข้าวขายเอง จะปลุกเร้าให้ชาวนาและคนที่รักชาวนาทั้งหลายออกมาทำเรื่องดีๆ ให้กับชาวนา แต่เราต้องไม่ลืมที่จะย้ำกับสังคมว่าปัญหาราคาข้าวนี้เป็นหน้าที่ๆ รัฐต้องเข้ามาจัดการดูแลในการแก้ปัญหา ยิ่งลักษณ์นั้นรักชาวนาจนสงสัยจะหมดตัว แต่ทั่นผู้นำที่ขอแค่ให้เราไว้ใจและศรัทธานั้นไม่รู้ว่าจะรักชาวนาแค่ไหน (เพราะชาวนาไม่ได้เลือกมาน่ะค่ะ) ดูๆ ก็รักเหมือนยิ่งลักษณ์นะ ก็เห็นมีจำนำข้าวเหมือนกัน อุ้ย เขาเรียกจำนำยุ้งฉางค่ะ 

ในอีกด้านหนึ่ง ก็รู้สึกตลอดเวลาว่า เราอยู่ในยุคที่เสียงจากชาวนาแทบไม่มีความหมาย ได้แต่รอว่าเขาจะสั่งให้เลิกทำนาเมื่อไหร่ เขาจะปิดน้ำคลองตอนไหน จะสั่งให้ไปปลูกอะไร  ต้องพยายามเอาตัวรอดกันเองให้ได้  เป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวนา ลูกหลานชาวนา คนสู้ชีวิตทุกท่าน

ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ฮักแพงพี่น้องชาวนาจากใจจริง
ชาวนาไก่ กา

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น