ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก 22 ปี 6 เดือน อดีตสมาชิกส.อบจ.สตูล เรียกค่าไถ่-ค้ามนุษย์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำคุก 22 ปี 6 เดือน อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล พร้อมอนุญาตให้ผู้เสียหายชาวโรฮิงญาเป็นโจทก์ร่วมในข้อหาค้ามนุษย์

31 ต.ค. 2559  มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2559 ศาลจังหวัดสงขลาได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9  (คดีหมายเลขดำที่ คม.2/2559 หมายเลขแดงที่ 1100/2559) กรณีที่นายอนัส หะยีมะแซ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ให้จำคุกนายอนัส เป็นเวลา 22 ปี  6 เดือน กรณีกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดต่อชีวิตและเสรีภาพ และพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พร้อมให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ชาวโรฮิงญา ซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (รายละเอียดเพิ่มเติมคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษา โดยสรุปว่า
1. การกระทำของจำเลย เป็นเพียงการลักลอบนำคนข้ามแดนโดยผิดกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่า จากพฤติการณ์ในคดี คนร้ายนอกจากเป็นการพาคนข้ามแดนโดยผิดกฎหมายคนเข้าเมืองแล้ว ยังเริ่มจากการมีนายหน้าไปหลอกลวง ชักจูง โน้มน้าวให้ผู้เสียหายเดินทางออกจากประเทศเมียนมาร์ โดยระหว่างทางบนเรือและในแคมป์มีการใช้ความรุนแรง ข่มขู่ ทำร้าย เพื่อให้ผู้เสียหายแจ้งให้ญาตินำเงินมาให้ รวมถึงมีการควบคุมด้วยอาวุธปืน เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายออกนอกพื้นที่ จึงเห็นได้ว่าผู้เสียหายไม่มีอำนาจตัดสินใจใดๆ และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของคนร้าย เพื่อให้ญาตินำเงินมาแลกกับอิสรภาพ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและถือได้ว่าเป็นการเรียกค่าไถ่ จึงไม่ใช่ลักษณะของการลักลอบพาคนข้ามแดนโดยผิดกฎหมายเพียงประการเดียว

2. คดีนี้ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมกับพวกซึ่งเป็นชาวโรฮิงญา ได้ถูกล่อลวงนำตัวมาจากประเทศเมียนมาร์และบังกลาเทศ มีลักษณะความผิดเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และมีผู้เสียหายจำนวนมาก ตามพฤติการณ์ย่อมต้องทำเป็นขบวนการ มีผู้สมคบและต้องกระทำความผิดมากกว่าสองคนขึ้นไป จากคำให้การของพยานรวมถึงรายงานของพนักงานสอบสวน พบว่าก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ มีการนำชาวโรฮิงญามากักในสถานที่ของนายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ หรือโกโต้ง ซึ่งมีผู้กระทำความผิดหลายคนประกอบด้วยนักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มมือปืนและกลุ่มชาวบ้านในท้องที่ รวมถึงในช่วงเวลาเกิดเหตุและก่อนหน้าวันเกิดเหตุ ตามรายงานการสอบสวนมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างคนร้ายที่ทำหน้าที่รับเงินกับจำเลยในคดีหลายครั้ง ย่อมบ่งชี้ได้ว่าจำเลยรู้จักและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในคดีนี้

3. ในส่วนความผิดฐานสมคบกันเพื่อค้ามนุษย์ เมื่อผู้กระทำสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ก็เป็นความผิดตามกฎหมายแล้ว และหากผู้สมคบผู้ใดได้ลงมือกระทำความผิดตามที่ได้สมคบ ผู้ร่วมสมคบทุกคนต้องรับผิดด้วย

4. ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำความผิดของจำเลยในข้อหาค้ามนุษย์เป็นโทษหนักที่สุดให้ลงโทษในข้อหาค้ามนุษย์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามกฎหมายแล้วการกระทำความผิดข้อหาเรียกค่าไถ่มีโทษเป็นการกระทำที่มีโทษหนักกว่าจึงให้เปลี่ยนคำพิพากษาเป็นให้ลงโทษจำเลยในข้อหาเรียกค่าไถ่แทนข้อหาค้ามนุษย์ โดยให้พิพากษามีโทษเท่าเดิมคือ จำคุก 22 ปี 6 เดือนและให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย 126,900 บาท

อนึ่งในคดีนี้ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ได้จัดทนายความให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญาผู้เสียหาย โดยได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสงขลา ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดี ศาลจังหวัดสงขลาอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีได้ในข้อหาต่างๆ แต่ไม่อนุญาตให้เป็นโจทก์ร่วมในข้อหาค้ามนุษย์ โดยให้เหตุผลว่า ข้อหาดังกล่าวเป็นการกระทำผิดต่อรัฐ เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในข้อหาค้ามนุษย์ ได้   โดยพิจารณาว่า “แม้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 จะเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองรัฐและความสงบสุขเรียบร้อยของสังคมส่วนรวม กับบัญญัติขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติและพิธีสารที่ประเทศเข้าผูกพัน แต่องค์ประกอบความผิดข้อหาค้ามนุษย์เป็นการกระทำที่บังคับเอากับตัวบุคคล โดยมีผลกระทบต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน ของผู้เสียหาย อีกทั้งกฎหมายฉบับดังกล่าวได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน การร้องขอความช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพด้วย จึงมิใช่ความผิดที่มีเพียงรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย แต่บุคคลผู้ซึ่งตกเป็นเหยื่อย่อมเป็นผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ได้”

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์