พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์: คนโง่ผู้ฉลาดกับการทะลวงหัวใจอเมริกัน

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

สำหรับคนที่เลือกโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา เชื่อว่าไม่ได้อยู่เหนือความคาดหวังของพวกเขาต่อการได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของคนอเมริกัน

แต่อย่างที่รู้ๆ กันเป็นอย่างดีว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯหนนี้ มีผู้ที่ผิดหวัง 2 ฝ่ายใหญ่ๆ

ฝ่ายหนึ่งคือ ฝ่ายประชาชนธรรมดาผู้ไม่ชอบนายทรัมป์ และ ไม่โหวตให้นายทรัมป์อยู่แล้ว

อีกฝ่ายหนึ่งคือ ฝ่ายกองเชียร์เดโมแครตหรือกองเชียร์นางคลินตัน ซึ่งในฝ่ายนี้มีสื่อมวลชนทั้งในสหรัฐและนอกสหรัฐฯ เป็นตัวจักรแห่งการร่วมเชียร์รวมอยู่ด้วย รวมถึงนักวิเคราะห์ นักวิชาการแขนงรัฐศาสตร์หรือแขนงที่เกี่ยวข้องที่พากันหน้าแหกหน้าแตกชนิดหมอไม่รับเย็บ (รวมถึงนักวิชาการ นักสื่อมวลชนของไทยหลายคน) วิเคราะห์แบบฟันธงในตอนเช้า ว่านางคลินตันมาแน่...ชัวร์ หรือค่อนไปทางนางคลินตัน แต่พอผลการเลือกตั้งออกมาในตอนเย็น ผู้วิเคราะห์เหล่านี้ต่างก็หงายหลังตึง ไม่รู้จะหาเหตุผลอย่างไรมาแจกแจงว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองอเมริกัน

คงต้องบอกว่า สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ทั้งในและนอกอเมริกา คนเหล่านี้ทั้งหลายคือผู้นั่งมองแบบคนนอกเท่านั้น ผู้ที่จะเข้าใจถึงหัวอกหัวใจของคนอเมริกันจริงๆ น่าจะมีน้อย โดยเฉพาะนักวิเคราะห์นอกอเมริกา ยิ่งแทบไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสถานการณ์ชีวิตประจำวันของคนอเมริกัน ยิ่งสื่อมวลชนไทยด้วยแล้วยิ่งมีการเสริมสร้าง “จินตนาการวิถีอเมริกัน” ในแบบที่ตนเองนั่งหอคอยเข้าใจเอาเองมากขึ้น

เป็นจินตนาการ ของแต่ละคน (ผู้วิเคราะห์) จากประสบการณ์เมื่อหลายปีมาแล้ว เช่น เมื่อสมัยที่ตนเองเคยเรียนอยู่ที่อเมริกา 10 หรือ 20 ปีที่แล้ว หรือใช้จินตนาการในคราวการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา เป็นบรรทัดฐานของการวิเคราะห์สถานการณ์การเลือกตั้ง โดยที่สื่อส่วนใหญ่เองจำกัดการลงพื้นที่ นำเสนอข่าวสารและความคิดเห็น อยู่เพียงบางพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่เท่านั้น 

ไม่นับรวมสื่อไทย ที่อุตส่าห์ลงพื้นที่กับเขาเช่นกัน แต่ก็ยิ่งกว่าสื่ออเมริกันเสียอีก ขายผ้าเอาหน้ารอดด้วยการเลือกเมืองใหญ่เป็นพื้นที่สะท้อนความคิดเห็นของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอเมริกัน (เช่น นิวยอร์ค แอล.เอ. เป็นต้น) ซึ่งก็สะท้อนได้จริงบ้าง เท็จบ้าง โดยข้อมูลที่ได้มาส่วนใหญ่ นอกจากไม่สะท้อน “ข้อเท็จจริง”ของความคิดเห็นของอเมริกันและนำมาซึ่งความผิดพลาดในการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความมักง่าย สุกเอาเผากิน (ไม่ทำการบ้าน) ของฝ่ายสื่ออีกด้วยอย่างหนึ่ง แล้วโยนความเลวร้ายไปยังทรัมป์ หาว่าเขาเป็นพวกขวาจัด หัวรุนแรง หยาบคาย มีพฤติกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เช่น เรื่องเพศ เรื่องผิว เป็นต้น

ซึ่งหากดูจากการแสดงท่าทีของทรัมป์ในช่วงหาเสียง ก็อาจวิเคราะห์เอาง่ายๆ ตื้นๆ ได้ว่า ทรัมป์ เป็นคนอย่างว่า แต่หลังจากทราบผลการเลือกตั้งว่า ทรัมป์ได้คะแนนนำอิเลคโตรอนโหวต หากใช้ตรรกะหรือแนวคิดเดิมก็ต้องสรุปได้ว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่โง่และทรามไปด้วยถึงพากันเลือกทรัมป์ เพราะทรัมป์เป็นบุคคลที่นิสัยต่ำทราม เรื่องนี้บรรดานักวิเคราะห์การเมืองก็เลย ไม่รู้จะหาทางลงอย่างไรให้ตรงกับใจของคนโหวตทรัมป์ส่วนใหญ่

ยิ่งในตอนหลังมีการประท้วงทรัมป์ ในเมืองต่างๆ หลายๆ เมืองในอเมริกา ไม่ยอมรับทรัมป์เป็นผู้นำประเทศ เพราะผู้ประท้วงไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ก็เลยเหมาสรุปในบริบทแบบไทยๆ เลยว่า นี่ไง ประชาธิปไตยของเมริกามีปัญหาแล้ว !!! ไม่ต่างจากประชาธิปไตยในเมืองไทย เพราะฉะนั้น ปรากฏการณ์ความรุนแรงในเมืองไทยที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องปกติและเป็นประชาธิปไตย (แบบไทยๆ) .

ลืมไปว่าปรากฏการณ์ทางการเมืองอเมริกัน ที่มีรากฐานประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมายาวนาน แม้จะมีภาพของความไม่พอใจผลการเลือกตั้งในคราวนี้ แต่การแสดงออกซึ่งความไม่พอใจและเกิดความรุนแรงขึ้นในบางจุดดังกล่าว ได้จางหายไปอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา จากระบบการเมืองที่เย็นตัว (settle down) ได้ที่แล้ว ไม่มีการละเมิดต่อชีวิตและทรัพย์สินขั้นรุนแรงเหมือนในรประเทศเผด็จการบางประเทศ

แล้วทุกอย่างก็ cool down กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ยอมรับกติกาเดิม ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่เห็นปัญหาร่วมกัน แต่การมีปัญหาบางเรื่อง บางจุด ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องลงมือฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมทิ้ง

ย้อนกลับมาเรื่องเดิมคือเรื่องผลการเลือกตั้ง มีผู้ถามผมด้วยความแปลกใจจำนวนมากว่า ทำไมคนอเมริกันเลือกคนบ้าๆบอๆ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำ?

ถามกลับไปว่า รู้ได้อย่างไรว่าทรัมป์บ้าๆ บอๆ เขาบอกว่า ดูจากพฤติกรรมของทรัมป์ ทั้งการพูดและการกระทำของทรัมป์ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วพฤติกรรมของทรัมป์ดังกล่าวทำให้เขาประหยัดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงชนิดที่แทบไม่ต้องออกแรงและสะตุ้งสตางค์มากเท่านางคลินตันที่ใช้เงินหาเสียงมหาศาลหลายสิบเท่าหากเทียบกับเงินที่แคมเปญของฝ่ายทรัมป์ต้องจ่ายหรือลงทุนกับการหาเสียง หรือเพราะทรัมป์รู้จุดอ่อนจุดแข็งของสื่ออเมริกันสื่อโลกทั่วไปเป็นอย่างดี

มากไปกว่านั้นทรัมป์รู้จุดอ่อน จุดแข็งของสังคมอเมริกันที่กำลังเป็นโรคเสื่อมศรัทธาต่อการหาเสียงอย่างเป็นทางการ (ตามระบบพ่นน้ำลาย) ของนักการเมือง ทุกครั้งของการดีเบตกับนางคลินตัน ทรัมป์ไม่เคยแสดงอาการเครียดหรือจริงจังอะไรมากนัก เขาพูดแสดงความเห็นตอบโต้นางคลินตันเหมือนชาวบ้านอเมริกันคนหนึ่งพูดเท่านั้นเอง พูดในรูปแบบธรรมดาที่แสนจะฟังเข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าคนฟังจะมีความรู้หรือไม่มีความรู้ก็ตาม ซึ่งหากพูดในบริบทไทยๆ ก็ต้องบอกว่า ทรัมป์ไม่ใช้ชั้นเชิงคำพูดหรือการสื่อสารแบบวิชาการ เช่น มีการใช้ศัพท์สูง เลย

เขาพูดเหมือนที่ชาวบ้านชาวเมืองพูดกันโดยทั่วไป คือ “พูดตรง ฟังง่าย เข้าใจง่าย” ตรงนี้น่าจะเกิดจากประสบการณ์ในการเป็นสื่อมวลชนของเขาก็เป็นได้ ต่างจากนางคลินตันที่เวลาพูดแล้วต้องแปลหรือตีความความหมาย เหมือนคำพูดของนักวิชาการไทยจำนวนมาก

ทรัมป์จึงไม่น่าจะโง่อย่างที่นักวิเคราะห์ไทยหรือสื่อทั้งหลายพากันดูถูก หากแต่มันคือกลยุทธ์ในหาเสียง เป็นความฉลาดของเขา ปฏิกิริยาและการเคลื่อนไหวของทรัมป์สามารถทะลุทะลวงดวงใจของอเมริกันชนได้เป็นจำนวนมากในยามที่สภาพปัญหาความเน่าเฟะทางเศรษฐกิจ อาชญากรรม ความหวาดกลัวสงคราม การก่อการร้ายและต่างด้าว รวมถึงความน่าเชื่อถือ (ความหลอกลวง) ของนักการเมืองเดโมแครตรุมเร้า

แล้วก็แน่ใจได้ว่า หลังจากได้ตำแหน่งผู้นำอเมริกันมาครองแล้ว ทรัมป์ จะไม่ใช่ทรัมป์คนเดิมเหมือนเมื่อตอนหาเสียง

ประธานาธิบดีผู้มีอำนาจเต็ม ไม่จำเป็นต้องพูดคำหยาบคาย ดูถูกสตรีหรือมีท่วงทำนองละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือแม้แต่แกล้งโง่ต่อหน้าสื่อ เขาจะกลัวอะไร ในเมื่อได้รถขับคันเดิมที่มีสมรรถนะเยี่ยม (ที่หมายถึงระบบอเมริกัน) แค่เปลี่ยนคนขับหรือโชเฟอร์ (ผู้นำ/ประธานาธิบดี) เท่านั้น การประท้วงของผู้ไม่พอใจจึงเป็นแค่น้ำจิ้มประชาธิปไตยเท่านั้น

...แค่นี้ก็น่าจะคาดการณ์ได้

0000

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์