ศาลปกครองโอนคดีเรียกค่าสินไหมจากกองทัพเหตุทหารยิง 'มะกอเซ็ง' ตาย ไปยังศาล จ.ยะลา

ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลจังหวัดยะลา กรณี 'มารดามะกอเซ็ง' ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในสังกัด ใช้อาวุธปืนยิงบุตรชายของตนจนเสียชีวิต

29 พ.ย. 2559 รายงานข่าวจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสงขลาได้โอนคดีที่เคยรับฟ้องไว้ไปยังศาลจังหวัดยะลา ในคดีระหว่าง คอรีเยาะ มะมิง ผู้ฟ้องคดี  กองทัพบก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอาศัยแนวคำวินิจฉัยคดีอื่นในทำนองเดียวกันเป็นบรรทัดฐาน  

โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 59 ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งของศาลปกครองสงขลาในคดีดังกล่าว ว่าศาลได้มีคำสั่งให้โอนคดีและได้ส่งสำนวนไปยังศาลจังหวัดยะลาแล้วตั้งแต่ 22 พ.ย.59  เนื่องจากเพื่อให้การทำความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลสอดคล้องเป็นไปตามแนวคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่เคยมีอยู่แล้ว

เหตุที่ศาลปกครองสงขลามีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลจังหวัดยะลาดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2556 คอรีเยาะ มะมิง ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองสงขลา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่กระทำละเมิดต่อชีวิต มะกอเซ็ง ลาแซ บุตรของคอรีเยาะ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2555 ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารพรานของหน่วยเฉพาะกิจกรรมทหารพรานที่ 47 กระทำเกินกว่าเหตุ ใช้อาวุธปืนยิง มะกอเซ็ง ลาแซ จนถึงแก่ความตาย

ต่อมา ในระหว่างการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองสงขลา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ว่าข้อพิพาทคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โดยผู้ถูกฟ้องทั้งสองได้อ้างคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ 32/2558 ในคดีเรื่องทำนองเดียวกันไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว ศาลปกครองสงขลาจึงได้ส่งสำนวนคดีไปยังศาลจังหวัดยะลาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมในพี้นที่ที่มีเขตอำนาจเพื่อทำความเห็น ศาลจังหวัดยะลาได้ทำความเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมมาแล้วส่งความเห็นพร้อมสำนวนคดีกลับมายังศาลปกครองสงขลา 

ศาลปกครองสงขลาจึงได้พิจารณาอีกครั้งว่า เมื่อศาลปกครองสงขลาได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจัดทำความเห็นแล้วว่าคดีนี้มีลักษณะเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง อย่างไรก็ดี โดยที่คดีพิพาทในลักษณะเดียวกันนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้เคยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดฯ ที่ 32/2558 ลงวันที่ 17 ก.ค. 2558 ว่าคดีที่วินิจฉัยนั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้นเพื่อมิให้คดีของผู้ฟ้องคดีต้องเนิ่นช้า คดีนี้จึงควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม  ศาลปกครองสงขลาจึงได้มีคำสั่งโอนคดีและส่งสำนวนคดีนี้ไปยังศาลจังหวัดยะลาดังกล่าวแล้วข้างต้น   ซึ่งขั้นตอนต่อไปคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องต่อสู้คดีตามกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม ที่ศาลจังหวัดยะลาต่อไป

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์