ศาลปราจีนบุรีรับฟ้องชี้มูลความผิดตำรวจ 4 นาย คดีซ้อมทรมานแล้ว

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีรับฟ้อง ชี้มูลความผิดตำรวจ 4 นาย ทำการซ้อมทรมานคดี ‘ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร’ ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจปราจีนบุรีหลังจากเรียกร้องความเป็นธรรมมาตลอดเกือบ 7 ปี

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมแจ้งข่าวว่าเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2559 เวลา 09.30 นาฬิกา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิจารณา นัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.925/2558 คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 คน ได้แก่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี 2 คน และตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 5 คน ในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งนายฤทธิรงค์กล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม สอบสวนโดยมิชอบ และนำตนไปทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ

ศาลได้มีคำสั่งว่าคดีมีมูลและประทับฟ้อง/รับฟ้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 คน จากทั้งหมด 7 คน โดยศาลเห็นว่าจำเลยทั้ง 4 คน มีพฤติการณ์กระทำผิดกฎหมายตามคำฟ้องโจทก์ สรุปได้ความว่า ศาลพิจารณาพยานหลักฐานที่ได้นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ทั้งรายงานความเห็นแพทย์ที่ตรวจสภาพร่างกายและผลกระทบทางจิตใจโจทก์ ภาพถ่ายบาดแผลตามร่างกาย ประกอบกับคำยืนยันหนักแน่นของนายฤทธิรงค์ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 คนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ได้สมรู้และร่วมกันนำตัวนายฤทธิรงค์เข้าไปในห้องภายในอาคารกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรปราจีนบุรี

แล้วร่วมกันทำร้ายโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายภายในห้องดังกล่าวเพื่อให้ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยนายฤทธิรงค์ ได้ปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิดดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้ง 4 คน ดังกล่าวจึงมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 200, 295, 296, 309, 310 ประกอบมาตรา 83 แล้วศาลได้กำหนดให้วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นวันนัดพร้อม เพื่อสอบคำให้การจำเลยทั้ง 4 คนและกำหนดนัดสืบพยานต่อไป

ส่วนตำรวจอีก 3 นาย ที่ศาลมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูลและยกฟ้อง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 2 คน เป็นผู้ควบคุมนายฤทธิรงค์ไป สภ.เมืองปราจีนบุรีและส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแล้วพนักงานสวนสวนคนดังกล่าวได้ให้ผู้เสียหายมาชี้ตัวนายฤทธิรงค์ว่าเป็นผู้วิ่งราวทรัพย์โดยการชี้ตัวไม่ถูกต้องตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ฯทั้ง 2 คน ไม่ถึงขั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและอีกคนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรีศาลเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะตอนที่นายฤทธิรงค์ถูกนำตัวออกจากห้องสืบสวนแล้ว เพื่อไปค้นหาสร้อยทองที่บ้านบุคคลอื่นตามที่นายฤทธิรงค์ออกอุบายเพื่อให้รอดชีวิตจากการถูกทรมาน การที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้ตบบริเวณศรีษะของนายฤทธิรงค์ เป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ความผิดฐานดังกล่าวมีอายุความเพียงหนึ่งปี เมื่อนายฤทธิรงค์นำคดีมาฟ้องภายหลังจากหมดอายุความจึงเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ศาลจึงมีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากคดีหมดอายุความ

คดีนี้ถือเป็นคดีที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ถูกทำร้ายโดยทรมานและกระทำทารุณโหดร้ายเข้าข่ายความผิดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ด้วย อันมีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องดำเนินการเพื่อป้องกันและต่อต้านการทรมาน แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องและรองรับกับอนุสัญญาดังกล่าวในความผิดอาญาว่าด้วยการกระทำทรมานโดยเฉพาะคดีนี้จึงฟ้องโดยอาศัยข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา

หลังทราบคำสั่งศาลดังกล่าวแล้ว นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่พาลูกร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานภาครัฐหลายสิบหน่วยงานแต่ไม่เป็นผล อีกทั้ง ป.ป.ท. ก็มีมติว่าคดีไม่มีมูลนั้น ตนกับลูกชายแทบสิ้นหวังในกระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและมูลนิธิฯได้มีการมอบหมายให้ทีมทนายความช่วยเหลือโดยลูกชายนำคดีมาฟ้องเอง แล้วศาลได้มีคำสั่งชี้มูลรับฟ้องดำเนินคดีกับตำรวจ 4 คนดังกล่าวตนกับลูกชายรู้สึกมีความหวังในกระบวนการยุติธรรมบ้างแล้ว แม้จะเป็นก้าวแรกคือศาลรับฟ้องก็ตามซึ่งตนกับลูกชายก็จะต่อสู้คดีนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้คนผิดโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งรู้และใช้กฎหมายเองเป็นผู้กระทำผิดต้องลอยนวล ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 3 คน ตนกับลูกชายจะยังคาใจในการปฏิบัติหน้าที่ว่าได้กระทำผิดกฎหมาย แม้ว่าจะไม่ร้ายแรงเท่ากับอีก 4 คนที่ซ้อมทรมานลูกก็ตาม แต่ก็ไม่อยากให้เป็นบรรทัดฐานในการกระทำที่ขัดต่อหลักความเป็นธรรมกับประชาชนเช่นกรณีลูกชาย จึงจะได้พิจารณาและตัดสินใจอีกทีว่าจะอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ยกฟ้องหรือไม่

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์