กกต.แถลงผลงานครบรอบ 3 ปี ชี้แม้ไม่ได้จัดเลือกตั้ง แต่มีประชามติที่ทุกภาคส่วนต่างยอมรับ

คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดแถลงผลงานหลังรับตำแหน่งได้ 3 ปี แม้ไม่ได้จัดการเลือกตั้ง แต่วางรากฐานตามระบอบประชาธิปไตย และมีการจัดออกเสียงประชามติที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ยันพร้อมจะเลือกตั้งปี 2560 พร่อมขอบคุณ กรธ. เขียนกฎหมายให้ กกต. มีงบลับสำหรับการสืบสวนสอบสวน

20 ธ.ค. 2559 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย บุญส่ง น้อยโสภณ ประวิช รัตนเพียร และสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกันแถลงผลงานครบรอบ 3 ปี โดย ศุภชัย กล่าวว่า ในโอกาสที่ กกต.ก้าวสู่ปีที่ 19 และการทำงานครบรอบ 3 ปีของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดีในการสนับสนุนการทำงานของ กกต. ในช่วงที่ กกต. เข้ามารับตำแหน่งและทำงานในหน้าที่เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2556 ซึ่งในปีแรกของการทำงานเกิดวิกฤติการเมืองจนนำไปสู่การยุบสภาฯ ทำให้ กกต. ต้องดำเนินการเลือกตั้งท่ามกลางความขัดแย้งในบ้านเมือง ทำให้ กกต.ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้ แต่จากการทำงานที่มุ่งมั่นเป็นกลางทางการเมือง จึงนำไปสู่คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รองรับการทำหน้าที่ของ กตต. ให้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ศุภชัย กล่าวอีกว่า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กกต. ได้พิจารณาสำนวนการร้องเรียนร้องคัดค้านการเลือกตั้งในการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการวินิจฉัยชี้ขาดเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดทุกสำนวน แม้ว่าในปีที่ 2 กกต. จะไม่ได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง แต่ได้วางรากฐานสร้างความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนมีความตื่นตัวเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น  ขณะเดียวกันได้เร่งรัดสร้างทหารเสือ กกต. เผยแพร่ความรู้ให้ประชาชน และนำเทคโนโลยีมารองรับการเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ส่วนปีที่ 3 กกต. ได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน และดำเนินการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง ,พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. , พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง รวมทั้งพัฒนาศักยภาพพนักงานสืบสวนสอบสวนและดำเนินการปรับโครงสร้าง กกต. ให้สอดคล้องกับกฎหมาย

ศุภชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับปีที่ 4 กกต. เตรียมพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง โดยกำหนดยุทธศาสตร์ 5 เรื่อง คือ 1.การสร้างเครือข่ายป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง 2.พัฒนาศักยภาพนักจัดการเลือกตั้งมืออาชีพ 3.จัดตั้งหมู่บ้านปลอดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกประชาชน และ 5.การเพิ่มประสิทธิภาพสืบสวนสอบสวนการวินิจฉัยและการดำเนินคดีในศาล

“ในปี 2560 กกต.จะเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้งตามแผนการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งได้ยกร่างระเบียบคู่มือการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ควบคู่กันไป และจัดโครงสร้างการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว .ทั้งในระดับหน่วยเลือกตั้งระดับอำเภอและระดับเขตเลือกตั้งให้รองรับการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.ตามพ.ร.ป. รวมทั้งจะเตรียมความพร้อมพัฒนาบุคลากรกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้มีความเป็นมืออาชีพ และนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน” ศุภชัย กล่าว

ด้านบุญส่ง กล่าวว่า 3 ปีที่ผ่านมาได้ปฏิบัติภารกิจในรูปของคณะกรรมการในเรื่องการควบคุมการดูแลการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมนั้น ในระยะแรกที่ทำงานด้านการวินิจฉัยชี้ขาดมีปัญหาเรื่องการแสวงหาพยานหลักฐาน เพราะกฎหมายไม่ให้อำนาจ กกต. ต้องใช้ตำรวจทำงาน ระบบการข่าวขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง ทำให้คดีเกิดจากการมีผู้ร้องทั้งสิ้น ไม่มีคดีที่เกิดจากการข่าวของ กกต.เลย มีเพียงร้อยละ 10-20 ที่มาถึง กกต. ชุดใหญ่ นอกนั้นถูกจำหน่ายคดี และเมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็ถูกยกคำร้อง ร้อยละ 40-50 จึงมีการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการระหว่างบุคลากรของ กกต. และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้ง 9 ภาค เพื่อปรับปรุงกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือมากขึ้น และมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่พนักงานสืบสวนสอบสวนของ กกต. โดยให้ใช้สำนวนการไต่สวนของ กกต. เป็นหลักในการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว

“กกต. ต้องขอบคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นอกจากจะพิจารณาอำนาจ กกต. ตามร่างกฎหมายที่ กกต. เสนอไปแล้ว ยังมีการแถมเรื่องให้ กกต. รับเงินบริจาคได้ ทำให้มีงบประมาณในการทำงานด้านการสืบสวนสอบสวน โดยให้มีงบลับในการลงพื้นที่หาข่าว ซึ่งช่วยได้อย่างมาก เนื่องจากหากใช้งบประมาณปกติ ต้องมีการชี้แจงทำให้ข่าวรั่ว สำหรับการทำงานของ กกต.ในปีที่ 4 นั้น กกต. จะจัดเชื่อมโยงข้อมูลด้านการข่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคง กรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะต้องสำเร็จก่อนการจัดการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น เมื่อสิ่งเหล่านี้ครบถ้วน ก็จะทำให้การปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ได้นักการเมืองที่มีคุณภาพมาพัฒนาประเทศชาติตามรัฐธรรมนูญ” บุญส่ง กล่าว

ประวิช กล่าวว่า การทำงานของ กกต.ที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งในช่วงที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ ประเทศไม่มีทิศทางที่แน่นอน กกต.ได้ตกลงว่าจะสร้างเครือข่ายให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น จากศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วประเทศ ซึ่งมีสมาชิกกว่า 70,000 คน เพราะเห็นว่าประชาชนคือหัวใจของประชาธิปไตย ก้าวต่อไปคือเรื่องของคณะกรรมการประจำหน่วยที่ยังมีช่องว่างอยู่ จึงต้องมีการอบรมและมีคู่มือในการปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ซึ่งจะมีผู้จัดการประจำหน่วยเสมือนเครือข่าย กกต.ที่จะนำมาซึ่งความสุจริตเที่ยงธรรมในหน่วยเลือกตั้ง โดยต้องอบรมคนประมาณ 1 แสนคน

ด้านสมชัย กล่าวว่า 3 ปีที่ผ่านมา กกต.มีความเห็นเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยมีเรื่องที่ต้องลงมติเพียงสองหรือสามครั้ง ดังนั้นใครที่บอกว่า กกต. ต่างคนต่างทำนั้น เป็นการเข้าใจผิด เพราะเราทำงานเป็นทีม โดยสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมี 4 จุดสำคัญ คือ 1.ความเป็นองค์กรอิสระที่แท้จริง ทำงานภายใต้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกรอบกฎหมายโดยไม่เอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เช่น การกู้เงินไปช่วยชาวนา ซึ่ง กกต. ให้ความเห็นว่าทำไม่ได้ เพราะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ช่วงการเลือกตั้ง ในขณะที่ข้าราชการทำตามรัฐบาล ทำให้หลายคนต้องถูกดำเนินคดี แต่ กกต.กล้าพูดค้านกับรัฐบาล

สมชัย กล่าวอีกว่า 2.ทำหน้าที่เป็นองค์กรรักษากฎหมายอย่างตรงไปตรงมา มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรมในการทำงาน ทำให้การทำประชามติเป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่มีปัญหาหลังการทำประชามติ 3.การให้บุคลากรของ กกต.มีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและการทำงาน คิดนอกกรอบจากเดิม ยอมรับวิธีการใหม่ และ 4.นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน กกต.ชุดก่อน โดยมีเป้าหมายว่าในการเลือกตั้งปี 60 ต้องให้ประชาชนเข้าถึง มีความสะดวกรวดเร็ว ให้มีการใช้สิทธิออกเสียงมากที่สุดเพื่อให้คะแนนสุจริตชนะการทุจริตเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม ทำให้การซื้อสิทธิ์ขายเสียงลดลงให้เหลือน้อยที่สุด สร้างประชาธิปไตยคุณภาพ

สมชัย กล่าวด้วยว่า ในระยะยาวนั้น กกต.ตั้งเป้าให้สำนักงาน กกต. เป็นองค์กรต้นแบบใน 4 เรื่อง คือ 1.เป็นองค์กรต้นแบบด้านประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้เกิดความสำเร็จ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย สร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน วัดความสำเร็จได้ 2.เป็นองค์กรต้นแบบด้านความโปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยจะเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรกที่จะเข้าสู่โครงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ 3.ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายประชาชน ภาคราชการ เอกชน เพื่อให้งานเกิดความสำเร็จ และ 4.จะทำหน้าที่เป็นองค์กรต้นแบบในการยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ทำงานโดยปราศจากอคติ นำไปสู่การเลือกตั้งที่ซื่อสัตย์ มีคุณภาพ ได้บุคลากรทางการเมืองที่ดีมาพัฒนาชาติ

ภายหลังการแถลงผลงาน กกต.ได้ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาระบบบริการข้อมูลเปิดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์กับสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่เลขาธิการ กกต. รองเลขาธิการ กกต. และผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งได้ลงนามบันทึกคำรับรองตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายการประเมินผลการปฏิบัติงานด้วย

ที่มาจาก: สำนักข่าวไทย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์