จาก 'ครู' กลายเป็น 'แพะ' ติดคุกฟรี 3 ปี ศาลนัดสืบพยานใหม่ 16 ม.ค.นี้

9 ม.ค. 2560 เดลินิวส์และคมชัดลึกออนไลน์รายงานตรงกันว่า พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นิธิต ภูริคุปต์ เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนกรณีของ จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.สกลนคร ภายหลังถูกศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือนในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดเมื่อปี 2548 และถูกจำคุกตั้งแต่ปี 2556 ก่อนได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 โดยกรณีดังกล่าวล่าสุดศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯได้เข้าไปช่วยเหลือจนสามารถนำพยานหลักฐานใหม่มายื่นต่อศาลและศาลสั่งให้รื้อฟื้นคดีใหม่ เนื่องจาก จอมทรัพย์ ยืนยันขณะเกิดเหตุตนอยู่กับครอบครัวที่บ้านซึ่งอยู่ที่จ.สกลนคร แต่อุบัติเหตุรถชนดังกล่าวเกิดขึ้นที่จ.นครพนม 
 
ภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนหาพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็น จอมทรัพย์ ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด โดยรถยนต์ที่ใช้เป็นหลักฐานในคดีมีหมายเลขทะเบียนตรงกันแต่จดทะเบียนต่างจังหวัด กระทั่งสามารถติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุตัวจริง ซึ่งให้การยอมรับสารภาพต่อศาลว่า เป็นคนกระทำผิดจริงและนำชี้จุดนำรถยนต์ไปซ่อน รวมถึงอู่ที่นำรถยนต์เข้าซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยผู้ก่อเหตุตัวจริงเป็นบุคคลที่มีฐานะ ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าไม่ได้เป็นการรับจ้างมารับผิดแทน
 
นิธิต กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวผู้กระทำผิดตัวจริงเป็นผู้ไปให้การรับสารภาพต่อหน้าศาลด้วยตัวเอง ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญและมีน้ำหนักให้ศาลพิจารณา หลังจากนี้ศาลได้นัดสืบพยานใหม่ในวันที่ 16 ม.ค.นี้ เวลา 13.00 น. สำหรับการช่วยเหลือในฐานะเป็นจำเลยในคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญานั้น เบื้องต้นต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดจริงก่อน จากนั้นจึงสามารถยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาได้ โดยคดีดังกล่าวต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการรื้อฟื้นคดีหากคดีสิ้นสุดแล้ว จึงจะสามารถสอบสวนเพื่อหาคนผิดในคดีขับรถชนคนตายได้ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ประชาชนที่เดือดร้อนและต้องการรับความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีควรขอรับความช่วยเหลือในระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด เพราะหากการรอจนคดีสิ้นสุดแล้วการจะรื้อฟื้นคดีใหม่ตามเงื่อนไขของศาลเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะคดีที่ผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ที่กระทำผิดควรต่อสู้คดีอย่างมั่นใจว่าตัวเองไม่ผิดแล้วไม่ทำอะไร เนื่องจากหลักการพิจารณาของศาลจะอาศัยตามพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนส่งฟ้อง
 
ด้าน จอมทรัพย์ กล่าวว่า ตนเคยรับราชการเป็นครูอยู่ 31 ปี หลังออกจากเรือนจำยังไม่สามารถกลับเข้ารับราชการได้ แม้จะได้ยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการไว้กับสำนักงานเขตการศึกษาฯในพื้นที่ เนื่องจากต้องรอคำพิพากษาของศาลว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับชีวิตครอบครัวและบุคคลรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัวเพราะตนถือเป็นเสาหลัก ทำให้ลูกชายไม่ได้เรียนหนังสือไปหนึ่งคน ขณะที่คนรอบข้างที่เคยนับถือในฐานะครูก็น้อยลง แต่ตนยืนยันจะเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งหมด เพื่อให้เป็นตัวอย่างกับสังคมทั้งในฐานะครูและผู้ที่ถูกจำคุกโดยไม่ได้กระทำผิดต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้อง