สังคมไทยกับยาแรงที่ไม่เคยรักษาโรคให้หายขาด

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

สังคมไทยแม้จะเป็นเมืองพุทธและมีความพยายามทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เมื่อเกิดคดีความสะเทือนขวัญการขอให้ตัดสินคดีแบบตาต่อตาฟันต่อฟันมักถูกเรียกร้องอยู่เสมอ

ล่าสุดคือคดีฆ่าชิงทรัพย์บัณฑิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่มีการเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 สำเร็จโทษผู้ต้องหาคนดังกล่าว เนื่องจาก เชื่อกันว่าผู้ต้องหาจะไม่สำนึกตัวเพราะเคยติดคุกมาแล้ว 8 ครั้ง อีกทั้งยังมีภาพจากกล้องวงจรปิดและคำรับสารภาพของผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ถลกเสื้อโชว์รอยสักเป็นเครื่องยืนยันความผิด

ก่อนที่กระแสเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้ต้องหาจะกว้างออกไป นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาตัดบทว่า

“มาตรา 44 ไม่ได้ใช้สำหรับลงโทษประหารชีวิต หรือ ทำร้ายใคร แต่ใช้ในการจัดระเบียบสังคมในภาพรวมหรือเป็นหลักการเท่านั้น”ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

แม้ข้อเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้ต้องหาโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมจะถูกพับฐานไป แต่กรณีที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดสังคมไทยจึงนิยมใช้ยาแรงในการจัดการกับปัญหา

ประการแรก คือ สังคมไทยเป็นสังคมที่ปล่อยให้อารมณ์และความเชื่ออยู่เหนือเหตุผลสังเกตได้จากการเชื่อเรื่องการใบ้หวย ฉะนั้นเมื่อเกิดความเครียดแค้นจึงต้องการระบายออกมา โดยไม่สนใจข้อกฎหมายที่อยู่และไม่ตระหนักว่าการฆ่าคนตายในทางศาสนาพุทธคือบาปมหันต์

เราจึงพบเห็นการเรียกร้องให้ประหารชีวิตผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง เช่น มักมีการรณรงค์ให้ฆ่าข่มขืนเท่ากับประหารชีวิต ทั้งที่ความผิดฐานฆ่าคนตายก็มีโทษประหารชีวิตอยู่แล้ว

การปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลของสังคมไทยยังจะนำไปสู่การลดทอนความเป็นคนของผู้ที่สังคมชิงชังจนนำไปสู่การเข่นฆ่าคนดังกล่าวได้เพราะไม่เห็นว่าเค้าเป็นคนอีกต่อไป เช่น เหตุการณ์ 6 ตุลา 2516 พฤษภา 2535 กรือเซะ ตากใบ และ พฤษภา 2553 ฯลฯ

ประการต่อมา คือ สังคมไทยเป็นสังคมลำดับชั้นต่ำสูงจึงไม่มีการฝึกฝน อบรม และ เรียนรู้เรื่องสิทธิของผู้อื่น สังคมยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า “ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังไม่มีความผิดก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด และ จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสิทธิไม่ใช่เรื่องสำคัญของสังคมไทยเท่ากับเรื่องของอำนาจ ใครมีอำนาจจึงมักจะเป็นฝ่ายถูกแม้อำนาจนั้นจะไปละเมิดสิทธิผู้อื่นก็ตาม

ประการสุดท้าย คือ สังคมไทยมักมองโลกในมุมแคบและสายตาสั้นจึงคิดว่า การกระทำของคนใดเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคนๆ นั้น โดยไม่พิจารณาถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคมว่ามีส่วนกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละคนอย่างไร

กรณีการฆ่าชิงทรัพย์ของผู้ต้องหาที่ติดคุกตั้งแต่อายุ 13 ปีในคดียาเสพติด สังคมไทยไม่ตระหนักว่าสาเหตุที่ผู้ต้องหาต้องติดยาเสพติดตั้งแต่ยังเป็นเด็กมีส่วนมาจากสภาพสังคมขนาดไหน ส่วนการก่อคดีฆ่าชิงทรัพย์สังคมก็ไม่ได้ตระหนักว่าเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจไม่ดี หรือ เป็นเพราะสังคมไม่ยอมรับอดีตผู้ต้องขังหรือเปล่า จึงทำให้ผู้ต้องหาต้องมาก่อคดี

การที่สังคมไทยไม่ค่อยคิดในมุมกว้างและสายตาสั้น เชื่อว่า มาจากการปลูกฝังความคิดเชิงเดี่ยวให้กับนักเรียน เนื่องจากการเรียนการสอนของไทยมักจะมีตำราหลักให้นักเรียนศึกษาและเชื่อตาม และ มีการสอบแบบปรนัย คำตอบของนักเรียนไทยจึงมีแค่คำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียวโดยมักไม่คิดอะไรกว้างไกลไปนี้

จากสาเหตุสามประการที่ยกมา ได้แก่ การใช้อารมณ์เป็นใหญ่ การไม่ตระหนักเรื่องสิทธิของผู้อื่น และ การมองโลกในมุมแคบและสายตาสั้น ทำให้คนไทยกระแสหลักมักมองอะไรแค่มิติเดียวจึงทำให้เกิดการเรียกร้องให้ใช้ยาแรงอยู่เสมอ

นอกจากการเรียกร้องให้ใช้ยาแรงในระดับสังคมทั่วไปแล้ว ในระดับประเทศก็มีการใช้ยาแรงเช่นกัน เช่น การเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งโดย กปปส. ซึ่งก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2550 ทางอ้อม จนนำมาสู่การยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ซึ่งคือการใช้ยาแรงเข้ามาจัดการความขัดแย้งทางการเมือง

การที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอว่า หากเกิดความเสียหายจากการทุจริตคอรัปชั่น จำนวนเกินกว่า 1 พันล้านบาทขึ้นไปต้องระวางโทษประหารชีวิต

การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญร่างกฎหมายพรรคการเมือง โดยกำหนดบทลงโทษนักการเมืองที่ซื้อขายตำแหน่งสูงสุดถึงประหารชีวิตก็คือยาแรงเช่นกัน

ทั้งสามกรณีที่กล่าวมาล้วนเป็นยาแรงทั้งสิ้น นี่ยังไม่รวมถึงมาตรการลดอุบัติเหตุการเดินทางบนท้องถนนในช่วงเทศกาล ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่สามารถยึดรถและควบคุมตัวผู้ขับรถได้ ในกรณีเมาแล้วขับหรือขับขี่อันตราย

แต่เมื่อปรากฏว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ปี 2560 เพิ่มขึ้น 98 คน แทนที่รัฐบาลจะทบทวนว่ายาแรงใช้ได้ผลหรือไม่ กลับจะใช้ยาแรงมากกว่าเดิมเพื่อลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยพุ่งเป้าไปที่การจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ แต่ไม่ได้คำนึงว่าแม้จะยกเลิกรถตู้แล้วหันมาใช้รถมินิบัสแทน การเกิดอุบัติเหตุก็อาจจะไม่ลดลงถ้าผู้ขับขี่รถยังมีพฤติกรรมเช่นเดิม

การเรียกร้องให้ใช้ยาแรงในกรณีคดีฆ่าชิงทรัพย์ก็ดี การรัฐประหารก็ดี หรือ การลดอุบัติเหตุทางถนนก็ดี ล้วนพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป เช่น

แม้จะสั่งยิงเป้าผู้ต้องหาทันที แต่ก็จะทำให้คนส่วนหนึ่งสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้คือความยุติธรรมแล้วหรือ จะมั่นได้อย่างไรว่าประหารชีวิตไม่ผิดคน การแก้ปัญหาการชิงทรัพย์มิติอื่นๆ เช่น การสร้างสวัสดิการและสภาพแวดล้อมสังคมที่ดีเพื่อที่จะได้ลดคดีชิงทรัพย์ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะถือว่าแก้ปัญหาด้วยการประหารชีวิตไปแล้ว สุดท้ายเป้าหมายหลักของกฎหมายคือการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองก็จะไม่บรรลุผล

การยึดอำนาจก็เช่นกันแม้จะทำให้เกิดความสงบเพราะม็อบ กปปส. และ ม็อบเสื้อแดงสลายตัว แต่ก็เป็นความสงบบนความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงอยู่ ประชาชนยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหมือนเดิม

สังเกตได้จากปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ของปีนี้ ที่ประชาชนภาคอื่นๆ ไม่ได้ระดมความช่วยเหลือชาวใต้คึกคักเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา อีกทั้งคนในภาคใต้บางส่วนก็ประกาศไม่รับความช่วยเหลือจากคนภายนอกอีกด้วย

จากข้อมูลที่กล่าวมาจึงพอบอกได้ว่าการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ยาแรงแม้บางครั้งจะรักษาโรคได้บ้างแต่ก็ทำให้ร่างกายต้องอ่อนแอลงไปด้วย ประดุจการรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสีที่แม้จะทำให้เซลมะเร็งตายแต่ก็ทำให้เซลที่ดีตายตามไปด้วย ซึ่งหลายกรณีเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย 

จึงกล่าวได้ว่ายาแรงไม่เคยรักษาโรคให้หายขาดโดยไม่มีอาการข้างเคียง ยาแรงไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป ยาแรงเป็นแค่การรักษาโรควิธีหนึ่งที่ไม่เหมาะสมกับทุกอาการ ยาแรงทำให้เกิดความมึนเมาและคิดว่าโรคหมดไป ทั้งที่โรคเดิมยังคงอยู่และอาจมีโรคใหม่แทรกซ้อนเข้ามา

กรณีของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงก็เช่นกัน การใช้ยาแรงกับไผ่ด้วยการถอนประกันตัวด้วยเหตุผลที่ว่า “ไผ่เย้ยหยันอำนาจรัฐ” อาจจะทำให้ไผ่ต้องยุติการใช้เสรีภาพเนื่องจากถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดขอนแก่น แต่คงไม่สามารถหยุดการเรียกร้องเสรีภาพของผู้คนในสังคมที่เห็นว่าไผ่ไม่ได้รับความยุติธรรม

ถ้าประชาชนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกว่าบ้านเมืองนี้ไม่ยุติธรรมการสร้างความปรองดองตามนโยบายหลักของคสช.ซึ่งคือเรื่องสำคัญกว่าการจำกัดเสรีภาพไผ่ ก็คงยากที่จะเกิดขึ้นทุกอย่างที่ผ่านมาก็คงสูญเปล่า

เข้าทำนองเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย

#ปล่อยไผ่ดาวดิน

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์