ศาลอุทธรณ์ไม่รับคำร้องรัฐบาลสหรัฐ-ขอรื้อฟื้นคำสั่งแบน 7 ชาติเข้าเมือง

หลังผู้พิพากษาศาลรัฐวอชิงตัน "เจมส์ โรบาร์ต" ระงับคำสั่งโดนัลด์ ทรัมป์ห้ามพลเมือง 7 ชาติมุสลิมเข้าสหรัฐ และให้มีผลทั่วสหรัฐ ล่าสุดกระทรวงยุติธรรมขอยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลไม่รับคำร้องและให้ยื่นข้อโต้แย้งเพิ่มภายในจันทร์นี้ ขณะที่ในช่วงที่รอคำตัดสินศาลอุทธรณ์ หน่วยงานด้านคนเข้าเมืองไฟเขียวให้ผู้ลี้ภัยและผู้เดินทาง 7 ชาติที่มีวีซ่าหรือเอกสารถูกต้องสามารถเข้าสหรัฐได้

(ซ้าย) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2017 ซึ่งมีผลห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศ และผู้อพยพเข้าสหรัฐอเมริกา (ขวา) เจมส์ โรบาร์ต ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางที่เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ทั้งนี้เขามีคำตัดสินเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ระงับคำสั่งของทรัมป์และให้มีผลทั่วสหรัฐอเมริกา (ที่มา: The White House/USCourt)

 

6 ก.พ. 2560 ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา ปฏิเสธคำร้องจากกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการให้รื้อฟื้นคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา

ในรายงานของเดอะการ์เดียน ระบุว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องในช่วงเช้าวันที่ 5 ก.พ. ตามเวลาสหรัฐอเมริกา โดยให้กระทรวงยุติธรรมยื่นข้อโต้แย้งภายในวันจันทร์ (6 ก.พ.) ช่วงบ่าย

โดยกระทรวงยุติธรรมได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้ยกเลิกคำตัดสินของผู้พิพากษา เจมส์ โรบาร์ต (James Robart) ที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน ที่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ให้ระงับคำสั่งของทรัมป์ โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับคำสั่งว่าการห้ามพลเมือง 7 ชาติมุสลิมเข้าประเทศขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และให้คำตัดสินของศาลมีผลครอบคลุมทั่วสหรัฐอเมริกา

คำอุทธรณ์ของกระทรวงยุติธรรม ยังวิจารณ์คำตัดสินของผู้พิพากษาโรบาร์ตว่าละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ และแทรกแซงอำนาจของประธานาธิบดีที่เป็นประมุขฝ่ายบริหาร นอกจากนี้กระทรวงยุติธรรมยังระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มที่ในการระงับการเข้าเมืองของบุคคลใดๆ ก็ตาม

โดยหลังจากผู้พิพากษาโรบาร์ตมีคำตัดสิน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวิตเตอร์ตอบโต้ผู้พิพากษาโรบาร์ตว่า "ความเห็นของคนที่เขาเรียกว่า 'ผู้พิพากษา' ซึ่งพรากการบังคับใช้กฎหมายไปจากประเทศของเรานั้น น่าขันสิ้นดี และจะต้องถูกคว่ำไป"

ในทวิตเตอร์ของทรัมป์ เขายังกล่าวโจมตีผู้พิพากษาดว้ยว่า ได้เปิดประเทศให้กับผู้ก่อการร้ายที่มีศักยภาพและกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้มีสิ่งที่ดีที่สุดในหัวใจสำหรับพวกเรา "คนเลวกำลังมีความสุขมากๆ!"

ทั้งนี้หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกายื่นอุทธรณ์เมื่อวันเสาร์ (4 ก.พ.) ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รีสอร์ทส่วนตัวที่ปาล์มบีช รัฐฟลอริดาว่า "เราจะต้องชนะ เพื่อความปลอดภัยของประเทศ เราต้องชนะ"

โดยในช่วงที่คำสั่งคุ้มครองยังมีผลระหว่างรอการตัดสินของศาลอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยและผู้เดินทางจาก 7 ประเทศที่มีเอกสารถูกต้องสามารถเข้าสหรัฐอเมริกาได้

สำนักข่าวรอยเตอร์ซึ่งอ้างจากอีเมล์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศเองก็กำลังดำเนินการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยซึ่งรวมทั้งจากซีเรียสามารถเข้าเมืองได้ โดยจะเริ่มในวันจันทร์นี้ (6 ก.พ.)

โดยข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริการะบุก่อนหน้านี้ว่าผู้ถือวีซ่า 60,000 รายถูกยกเลิกวีซ่าตามคำสั่งของประธานาธิบดี

ขณะที่สายการบินหลายแห่งก็เริ่มให้ผู้เดินทางจาก 7 ประเทศนี้สามารถเดินทางได้ โดยผู้ลี้ภัยและผู้เดินทางหลายพันคนจากอิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน ที่ถูกห้ามเดินทางเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ต่างหาทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

โดยกลุ่มรณรงค์สิทธิคนเข้าเมือง ซึ่งรวมถึงทนายความจากสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU และโครงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยนานาชาติ ยังออกแถลงการณ์ร่วมกันโดยมีข้อเสนอต่อพลเมือทั้ง 7 ชาติ ที่มีวีซ่าแล้ว "ให้พิจารณาจองตั๋วสำหรับเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาทันที" เนื่องจากคำพิพากษาของศาลอาจถูกเพิกถอนหรือถูกระงับอีกก็ได้

ในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าว ABC ของรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ (Mike Pence) เมื่อวันอาทิตย์ (5 ก.พ.) เขาไม่คิดว่าคำวิจารณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ต่อผู้พิพากษา จะไม่เป็นการบ่อนเซาะหลักการแบ่งแยกอำนาจ "ผมคิดว่าชาวอเมริกันคุ้นเคยกับการที่ประธานาธิบดีพูดออกมาจากใจ และพูดไปยังพวกเขาเหล่านั้น"

คำพิพากษาของศาลนับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกๆ ของอีกหลายๆ เดือนต่อจากนี้ ที่มีการท้าทายในเชิงกฎหมายต่อนโยบายด้านคนเข้าเมืองของทรัมป์

การที่ศาลระงับคำสั่งห้ามเข้าเมืองของประธานาธิบดี มีผลทำให้ผู้อพยพเดินทางไปที่สนามบินอีกครั้ง ด้วยความไม่แน่ใจว่าจะกินเวลาอีกนานเท่าไหร่ที่หน้าต่างสำหรับเข้าสหรัฐอเมริกาจะยังคงเปิดอยู่

ฟูอัด ชาเรฟ (Fuad Sharef) และครอบครัวของเขาจากเมืองเออร์บิล ประเทศอิรัก เตรียมที่จะบินไปนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในวันเสาร์ (4 ก.พ.) จากอิสตันบูลในตุรกี เพื่อเตรียมใช้ชีวิตใหม่ในเมืองแนชวิลล์ มลรัฐเทนเนสซี่

"ผมดีใจมาก ที่พวกเรากำลังจะเดินทางในวันนี้ ท้ายที่สุดเราก็สามารถทำได้" ชาเรฟกล่าว ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาไม่สามารถเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาได้

 

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก

US appeals court rejects White House request to reinstate travel ban, Martin Farrer, The Guardian, 5 February 2017 14.56 GMT

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์