พล.ท.สรรเสริญ ถาม 'องค์กรสื่อ' จะจัดการคนเล่นข่าว 'เงินคงคลัง' อย่างไร

โฆษกประจำสำนักนายกฯ ขอบคุณสื่อส่วนใหญ่เข้าใจว่า 'เงินคงคลัง' คืออะไร ชี้มีบางสื่ออาจจะมีนัยการเมืองพาดหัวข่าวกระทบความเชื่อมั่น ถาม 'องค์กรสื่อ' จะจัดการอย่างไร 'กอบศักดิ์' รับเงินคงคลังลดลงเป็นเพียงวัฏจักรทางงบประมาณ ครม.ไฟเขียว แผนพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด (ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล)

7 ก.พ. 2560 จากกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เงินคงคลังของรัฐบาล เหลืออยู่ 74,907 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้ กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก รายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนหลังจากที่มีการชี้แจงข่าวเกี่ยวกับข้อมูลฐานะการคลังของรัฐบาลโดยเฉพาะกรณีตัวเลขเงินคงคลังที่มีอยู่ทั้งสิ้น 74,907 ล้านบาท ณ เดือนธ.ค. 2559  ซึ่งพบว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า “เงินคงคลัง” คืออะไร  มีวิธีการใช้จ่ายอย่างไร และมีที่มาจากไหน จึงไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่จะทำให้เกิดความเสียหาย แต่มีเพียงเฉพาะสื่อมวลชนบางส่วนซึ่งเป็นส่วนน้อยที่อาจจะมีนัยทางการเมืองได้มีการนำประเด็นดังกล่าวไปพาดหัวข่าวนำเสนอข้อมูลในทิศทางที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรณีเช่นนี้องค์กรด้านสื่อมวลชนจะมีวิธีการที่จะดูแลและบริหารจัดการสื่อมวลชนกันเองอย่างไร ทั้งนี้ หากองค์กรด้านสื่อมวลชนหรือสภาวิชาชีพของสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ สามารถดูแลกันได้ เชื่อมั่นว่าสังคมจะเกิดความรู้สึกยินดีที่ทุกฝ่ายมีส่วนช่วยในการที่จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้า โดยไม่มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกันว่าใครจะกำกับดูแลใคร

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวย้ำว่า ประเทศจะก้าวไปข้างหน้าได้คงไม่ใช่เป็นการดำเนินการเฉพาะรัฐบาล ข้าราชการ ภาคประชาชน  ภาคประชาสังคม หรือภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น แต่ภาคสื่อมวลชนคือภาคที่มีความสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งที่จะช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งคนในประเทศและคนต่างประเทศ จึงขอฝากสื่อมวลชนทุกคนได้ช่วยกันคิดในการที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองของเราสามารถขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้

รับเงินคงคลังลดลงเป็นเพียงวัฏจักรทางงบประมาณ

ขณะที่วันเดียวกัน กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบผลการเบิกจ่ายงบประมาณช่วง 4 เดือนแรก สิ้นเดือนมกราคมของปีงบประมาณปี 2560 วงเงิน 1.105 ล้านล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 40.46 ของงบประมาณโดยรวมและสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 3.69  ขณะที่งบประมาณโดยรวมปี 2557 เบิกจ่ายร้อยละ 37.56,  ปี 2558 เบิกจ่ายร้อยละ 37.63 ,  ปี 2559 เบิกจ่ายร้อยละ 38.55 การเบิกจ่ายงบประมาณแบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 995,000 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนร้อยละ 6.03 งบลงทุนวงเงิน 110,876 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.88
 
ทั้งนี้ เป็นการเบิกงบลงทุนสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากปี 2559 เบิกจ่ายงบลงทุนช่วงเดียวกันร้อยละ 19.2  และการเบิกจ่ายงบลงทุนออกไปยังโครงการต่าง ๆ มีการก่อหนี้ไปแล้วร้อยละ 55.33  การลงทุนคืบหน้าไปมาก  โครงการลงทุนโดยรวมเริ่มทำสัญญาเพื่อเดินหน้าลงทุนและจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง เม็ดเงินโครงการลงทุนจึงเริ่มออกสู่ระบบกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากปี 2560 เป็นปีแห่งการลงทุน ดัชนีของกลุ่มวัสดุก่อสร้างจึงสูงมากกว่าทุกปี  สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโครงการลงทุนขนาเล็กเริ่มก่อหนี้แล้วร้อยละ 99.55 โครงการลงทุนต่างจังหวัดไม่เกิน 2 ล้านบาท เริ่มก่อหนี้แล้วร้อยละ 70 สะท้อนถึงเม็ดเงินลงทุนเริ่มออกไปสู่ระบบจำนวนมาก จากที่เคยท่อตันหรือเงินค้างท่อ เมื่อได้ทะลายท่อจึงทำให้เงินเริ่มไหลออกสู่ระบบ
 
กอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ครม.รับทราบเงินคงคลังลดลงเหลือ 74,000 ล้านบาทในปัจจุบัน โดยกระทรวงการคลังชี้แจงว่าเป็นวัฎจักรของการบริหารจัดการการเบิกจ่ายงบประมาณ เพราะมีการปรับเพิ่มขึ้นลดลงในช่วงเวลา เพราะเงินคงคลัง คือ เงินสำรองการใช้จ่ายของรัฐบาลเหมือนกับเงินในกระเป๋าสำหรับเก็บเอาไว้ใช้ในการทำธุรกิจของเอกชน  ขณะที่ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ในบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5 ล้านล้านบาท เป็นเงินหนุนหลังเพื่อความมั่นคงเหมือนกับทรัพย์สินของประเทศเพื่อความเชื่อมั่น  โดยวงจรเงินงบประมาณแต่ละปีจะสูงมากในช่วงต้นเดือนตุลาคม 400,000-500,000 ล้านบาท แต่เมื่อเบิกไปใช้จ่ายผ่านโครงการต่าง ๆ จะเริ่มลดลงแต่ละปีจะมีเงินไหลเข้าคลัง 3 ช่วง คือ ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เงินได้ของบุคคลธรรมดา ต่อมาช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เงินได้ของนิติบุคคล จากนั้นช่วงเดือนสิงหาคม เงินได้นิติบุคคลครึ่งปีไหลเข้ามา ดังนั้น แม้ว่าเงินคงคลังจะลดลงไปบางช่วง แต่รัฐบาลสามารถกู้จากตลาดมาใช้จ่ายตามแผนการใช้งบประมาณประจำปีได้ภายใน 2 วัน ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงรายงาน ครม.ว่าเงินคงคลังควรมีเท่าที่จำเป็นรองรับการใช้จ่ายโครงการลงทุน ไม่จำเป็นต้องกู้มากองไว้ เพื่อให้เป็นภาระดอกเบี้ย  ครม.จึงสั่งการให้บริหารจัดการเงินคงคลังให้มีกระแสเงินสดตามความจำเป็น

ครม.ไฟเขียว แผนพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน

กอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม ครม. รับทราบแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม  หวังให้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการพัฒนาธุรกิจกลุ่ม S-Curve ของรัฐบาล เนื่องจากประเมินว่าแนวโน้มการส่งมอบเครื่องบินอากาศยานในช่วง 20 ปีข้างหน้า (2556-2578) เปลี่ยนทิศทางไปจากเดิมอย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมอากาศยานในเอเชียแปซิฟิกขยายตัวมากขึ้นตามการเติบโตของสายการบินโลว์คอส โดยเฉพาะจีนสั่งผลิตเครื่องบินแอร์บัส โบอิ้ง จำนวนมาก  จึงมีการส่งมอบอากาศยานใหม่สูงถึง 35,000 ลำ ในแถบเอเชียมีส่วนแบ่งทางการตลาดจากร้อยละ 26 ในปี 2556 เพิ่มเป็นร้อยละ 36 ในปี 2575 มีสัดส่วน 1 ใน 3 ของโลก
 
ดังนั้น กระทรวงคมนาคมเสนอแผนพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงและอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน พ.ศ. 2560-2575 เพื่อมุ่งสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคอาเซียน โดยจะสนับสนุนการดำเนินงาน 3 กิจกรรม คือ การซ่อมบำรุง โดยจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศให้เพียงพอ เตรียมดำเนินการได้ภายใน 15 ปี   การผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน พัฒนาชิ้นส่วนเป็นของไทย รองรับการเป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาค  และการพัฒนาบุคคลากรด้านการบิน  เพิ่มบุคคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งนี้ ตามแผนดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศกว่า 10,000 ล้านบาท และลดค่าใช้จ่ายนำเครื่องบินไปซ่อมต่างประเทศปีละ 6,500 ล้านบาท รวมถึงเกิดการจ้างงานในประเทศเพิ่มอีก 7,000  ตำแหน่ง เพื่อให้สนามบินอู่ตะเภารองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาค เมื่อนักลงทุนมองเห็นว่ารัฐบาลเดินหน้าจริงจังจึงสายการบินขนาดใหญ่พร้อมเข้ามาร่วมลงทุนจำนวนมาก
 
ที่มา เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล และสำนักข่าวไทย 1, 2
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์