สับแหลกคำสั่ง 'โดนัลด์ ทรัมป์' รอบสอง-แบน 6 ชาติมุสลิมเข้าสหรัฐอเมริกา

ภาคประชาสังคมในสหรัฐอเมริกาวิจารณ์หนักหลัง 'โดนัลด์ ทรัมป์' ออกคำสั่งพิเศษที่ 13780 ห้ามพลเมือง 6 ชาติมุสลิมเข้าสหรัฐฯ โดยรอบนี้ยอมถอนอิรักออกจากลิสต์ โดยคำสั่งฉบับใหม่ใช้แทนคำสั่งฉบับเดิมที่เจอศาลสั่งระงับชั่วคราว ด้านฝ่ายวิจารณ์เห็นว่าคำสั่งพิเศษดังกล่าวแม้จะลดมาตรการกีดกันลงเล็กน้อย แต่ตัวคำสั่งยังคงอยู่บนฐานคิดเหมารวมตีตราชาวมุสลิมและขัดหลักรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

แฟ้มภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแถลงที่กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ เมื่อ 25 มกราคม 2017 (ที่มา: U.S. Department of Homeland Security (DHS)/Wikipedia)

กลับมาอีกครั้งกับคำสั่งพิเศษ หรือคำสั่งของฝ่ายบริหารที่ 13780 (Executive Order 13780) ลงนามโดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีผลสั่งห้ามการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ของพลเมือง 6 ประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ โดยสื่อมวลชนในสหรัฐฯ บางแขนงก็เรียกว่าเป็น "มุสลิมแบน 2.0" อย่างไรก็ตามคำสั่งล่าสุดดังกล่าว มีความแตกต่างกับคำสั่งพิเศษที่ 13769 ก่อนหน้านี้ ตรงที่ไม่รวมประเทศอิรักเข้าไปในลิสต์ห้ามการเดินทางเข้าประเทศด้วย

โดยคำสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศล่าสุดดังกล่าว ถูกภาคประชาสังคมสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตอกย้ำการกีดกันทางศาสนา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตั้งแต่เดือนมกราคม ทรัมป์เคยออกคำสั่งพิเศษห้ามการเดินทางคำสั่งแรก แต่คำสั่งพิเศษดังกล่าวก็ถูกศาลสหรัฐอเมริกาสั่งระงับคำสั่งชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวว่าคำสั่งพิเศษฉบับใหม่ มีลักษณะเช่นเดียวกับฉบับก่อนหน้านี้ทุกประการ นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่าศาลก็แค่พวกฝ่ายตรงข้าม

คำสั่งพิเศษฉบับใหม่ของทรัมป์จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 มีนาคมี้ ต่างจากฉบับเดิมที่เมื่อประกาศแล้วก็ใช้บังคับทันที โดยพลเมืองจาก 6 ประเทศที่ถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ ได้แก่ ซูดาน, ซีเรีย, อิหร่าน, ลิเบีย, โซมาเลีย และเยเมน โดยสาเหตุที่ตัดอิรักออกจากรายชื่อประเทศสั่งห้ามในครั้งนี้พวกเขาอ้างว่าเพราะอิรักให้ความร่วมมืออย่างดีในการ "ตรวจคัดกรองคนสัญชาติอิรัก" รวมถึงมี "กองกำลังสหรัฐฯ อยู่ในอิรักในจำนวนที่มีนัยสำคัญ"

คำสั่งพิเศษรอบที่สองนี้ส่งผลกับคนที่ไม่มีวีซ่าที่ใช้การได้ภายในวันที่ 27 มกราคม 2560 ต่างจากคำสั่งห้ามในรอบแรกที่ปิดกั้นแม้กระทั่งกับคนที่มีกรีนการ์ดและวีซ่ากลับเข้าประเทศอีกครั้ง นอกจากนี้คำสั่งพิเศษฉบับใหม่ยังปิดกั้นผู้ลี้ภัยทั้งหมดเข้าประเทศสหรัฐฯ เป็นเวลา 120 วัน ต่างจากคำสั่งเดิมตรงที่ผู้ลี้ภัยซีเรียจะถูกสกัดกั้นจากการห้ามเข้าชั่วคราว โดยไม่ได้ถูกห้ามเข้าโดยสิ้นเชิงแบบคำสั่งเก่า

เดวิด โคล ผู้อำนวยการด้านกฎหมายสหรัฐฯ ประจำสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน และศาตราจารย์ศูนย์กฎหมายมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์กล่าวว่าคำสั่งพิเศษใหม่ไม่ส่งผลกระทบเลวร้ายมากเท่าคำสั่งเก่าเพราะไม่ได้สั่งห้ามคนที่มีวีซ่าอยู่แล้วและจะไม่ส่งผลจนกว่าจะถึงกลางเดือนมีนาคม นี้ แต่โคลก็ยังคงวิจารณ์ว่าคำสั่งนี้มีลักษณะการเหมารวมกีดกันทางศาสนาและวางอยู่บนข้ออ้างด้านความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงยังคงเป็นคำสั่งที่ขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

ทางด้าน เดวิด มิลลิแบนด์ ประธานและกรรมการบริหารกลุ่มคณะกรรมการกู้ภัยนานาชาติวิจารณ์ในเรื่องนี้ว่าคำสั่งแบนฉบับใหม่ของทรัมป์เน้นตั้งเป้าคนที่ถูกกักตรวจและด้อยโอกาสที่สุดในการเข้าสู่สหรัฐฯ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นภัยเสี่ยงต่อความมั่นคง แต่เป็นกลุ่มคนที่สามารถเรียกร้องให้ตัวเองได้น้อยที่สุด มิลลิแบนด์จึงมองว่าแทนที่คำสั่งห้ามเดินทางจะทำให้คนอเมริกันปลอดภัยขึ้นแต่มันจะกลายเป็นของขวัญให้กับกลุ่มหัวรุนแรงที่ต้องการบ่อนทำลายสหรัฐฯ

องค์กรสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม (CAIR) ก็ออกแถลงการณ์ประณามสิ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น "มุสลิมแบน 2.0" ของทรัมป์ว่าเป็นการดัดแปลงคำสั่งเดิมที่พยายามให้ได้ผลลัพธ์ในแบบที่ขัดกับหลักรัฐธรรมนูญและเคยออกเป็นคำสั่งที่มีข้อบกพร่องอย่างมาก แถลงการณ์ของพวกเขาระบุอีกว่าคำสั่งใหม่ของทรัมป์ยังคงเป็นคำสั่งที่มีการตีตราศรัทธาของอิสลามและชาวมุสลิมอยู่ดี

นอกจากภาคประชาสังคมแล้วนักการเมืองบางส่วนของสหรัฐฯ ก็ประณามคำสั่งใหม่เหมือนกัน เช่น บาร์บารา ลี ส.ส. จากแคลิฟอร์เนียประณามคำสั่งห้ามพลเมือง 6 ชาติเข้าสหรัฐฯ ว่า "ไร้หัวใจ" และ "เกลียดกลัวคนนอกอย่างไม่มีเหตุผล" เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกรรัฐเวอร์มอนต์ก็ร่วมวิจารณ์คำสั่งพิเศษชุดใหม่โดยบอกว่าเป็นความพยายามแบ่งแยกผู้คน แถมไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ ปลอดภัยขึ้น

ฝ่ายภาคประชาสังคมเคยจัดประท้วงทั่วประเทศต่อต้านคำสั่งห้ามการเดินทางฉบับเดิมมากแล้วรวมถึงมีการฟ้องร้องหลายคดี และหลังการประกาศคำสั่งห้ามการเดินทางฉบับใหม่ดังกล่าว ผู้อพยพและภาคประชาสังคมก็ประกาศว่าจะต่อสู้คัดง้างกับคำสั่งใหม่นี้อีก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ยังเคยมีเอกสารรั่วไหลของทางการสหรัฐฯ ที่ระบุถึงข้ออ้างให้ความชอบธรรมในการประกาศคำสั่งพิเศษห้ามเดินทางฉบับแรกของทรัมป์ โดยเอกสารรั่วไหลฉบับดังกล่าวมาจากหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่สรุปว่ากลุ่มหัวรุนแรงที่ก่อเหตุจำนวนมากถูกทำให้กลายเป็นพวกหัวรุนแรงหลังจากเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายปี ข้ออ้างนี้ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสหรัฐฯ หลายแห่ง อาทิเช่น ราเชล แมดโดว์ จากสื่อเอ็มเอสเอ็นบีซีวิจารณ์ข้ออ้างนี้ว่าข้ออ้างดังกล่าวที่ถูกโยงเกี่ยวกับความมั่นคงเป็นเรื่อง "งี่เง่าไร้สาระ" เพราะแค่การตรวจสกัดคนจากพรมแดนของประเทศไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะกลายเป็นคนที่สุดโต่งหรือหัวรุนแรงในอนาคตได้หรือไม่

 

เรียบเรียงจาก

"Still Unconstitutional": Critics Lambast Trump's Muslim Ban 2.0, Common Dreams, 06-03-2017

Leaked Doc Puts "Stake in the Heart" of Trump's Travel Ban Rationale, Common Dreams, 03-03-2017

Executive Order Protecting The Nation From Foreign Terrorist Entry Into The United States, The White House, 6 March 2017

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์