กรุงเทพโพลล์ระบุคนเห็นด้วย-ค้าน 'ลดหย่อนโทษแทนการนิรโทษกรรม' สูสีกัน

ประชาชนส่วนใหญ่มองสถานการณ์ความปรองดองมีความคืบหน้า แต่ไม่เชื่อจะปรองดองสำเร็จ เหตุความเห็นต่างในขณะที่มีสัดส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยและผู้ที่เห็นด้วยกับแนวคิดการลดหย่อนโทษแทนการนิรโทษกรรมมีใกล้เคียงกัน 49.8% ไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการกลางที่มาจากคู่กรณีขัดแย้งเป็นผู้เลือกวอนรัฐรีบปฏิรูปการป้องกันคอร์รัปชั่น และกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การมีสองมาตรฐาน เพื่อปรองดองจะสำเร็จเร็วขึ้น 
 
 
 
18 มี.ค. 2560 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “จุดใด? บนเส้นทางความปรองดองของรัฐบาล” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,288  คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 37.2 เห็นว่าสถานการณ์แนวทางการสร้างความปรองดองของรัฐบาลมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี  ขณะที่ร้อยละ 33.9 เห็นว่า ยังไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรม ส่วนร้อยละ 24.7 เห็นว่ามีความล่าช้า เพราะมีอุปสรรค มีความเห็นต่างกัน ที่เหลือร้อยละ 4.2 ไม่แน่ใจ
 
เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับแนวคิดการสร้างความปรองดอง โดยการลดหย่อนโทษทางการเมืองสำหรับผู้มาชุมนุม  เช่น  การรอลงอาญา  แทนที่การนิรโทษกรรม ส่วนใหญ่ร้อยละ 47.3 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะ ถ้ายอมได้ในอนาคตก็จะมีคนทำแบบนี้อีก ซึ่งมีสัดส่วนใกล้เคียงกับผู้ที่ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ ได้รับการลงโทษแล้ว ประเทศจะได้สงบสุขไม่มีความแตกแยก คิดเป็นร้อยละ 47.0 ส่วนที่เหลือร้อยละ 5.7 ไม่แน่ใจ
 
ส่วนความเห็นต่อการตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อสร้างความปรองดอง ที่มาจากคู่กรณีขัดแย้งทางการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 49.8 ไม่เห็นด้วย เพราะ กรรมการแต่ละฝ่ายจะเข้าข้างฝ่ายของตัวเองคิดว่ารัฐบาลควรหาคนกลางมาให้คู่ขัดแย้งเลือกเป็นคณะกรรมการ ขณะที่ร้อยละ 44.3 เห็นด้วย เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ปัญหาจะได้ช่วยกันการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความปรองดองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ที่เหลือร้อยละ 5.9 ไม่แน่ใจ
 
สำหรับเรื่องที่คิดว่ารัฐบาลควรเน้นปฏิรูปมากที่สุด เพื่อให้เกิดแนวทางความปรองดองอย่างรวดเร็วคือ กระบวนการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่น (ร้อยละ 60.5) รองลงมาคือ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การมีสองมาตรฐาน (ร้อยละ 54.6) และพรรคการเมือง นักการเมือง (ร้อยละ 45.7)
 
สุดท้ายเมื่อถามว่าคิดว่าสุดท้ายแล้วเส้นทางความปรองดองของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ร้อยละ 49.9 คิดว่าจะไม่สามารถปรองดองได้ เพราะความเห็นของแต่ละฝ่ายขัดแย้งกันเหมือนเดิม ขณะที่ร้อยละ 43.7 คิดว่าเส้นทางความปรองดองจะประสบความสำเร็จ ทุกฝ่ายยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงร่วมกัน ที่เหลือร้อยละ 6.4 ไม่แน่ใจ