ดาบ โซ่ แส้ กุญแจมือ: เปิดเครื่องมือเชือด Voice TV และเนื้อหา 3 รายการที่โดนลงโทษ

เปิดเนื้อหา 3 รายการหลักที่ถูก กสท.ลงดาบสั่งปิดทั้งสถานี 7 วันว่าพูดกันเรื่องอะไร แค่ไหน พร้อมวิเคราะห์กฎหมาย คำสั่ง คสช. ฉบับต่างๆ รวมถึง MOU ที่ผูกมัดบรรดาสถานีข่าวในทีวีดิจิตอล-ทีวีดาวเทียมไว้หลายชั้น จะได้เข้าใจตรงกันและไม่บ่นกันอีกต่อไปว่า “ทีวีเดี๋ยวนี้แทบไม่มีอะไรดู”

หลังเที่ยงคืนของเมื่อวานนี้ (27 มี.ค.) วอยซ์ทีวียุติการออกอากาศทั้งสถานี หลังจากถูก กสท.สั่งพักใบอนุญาตเป็นเวลา 7 วัน โดยอ้างว่าวอยซ์ทีวีมีการกระทำผิดซ้ำเดิม ให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสนยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยก

ย้อนกลับไปปีที่แล้ว กสทช.ลงดาบกับวอยซ์ทีวีหลายแบบ ทั้งสั่งปรับ สั่งระงับบางรายการเป็นการชั่วคราว 10 ครั้ง ไม่รวมการตักเตือน “อย่างไม่เป็นทางการ” อีกมากมายหลายครั้ง ส่วนปีนี้ลงโทษแล้ว 2 ครั้งแบบให้ผู้จัดบางคนยุติจัดรายการชั่วคราว

หากเหตุการณ์จอดำเกิดขึ้นช่วงหลังรัฐประหารทันทีก็คงเป็นเรื่องที่เราคุ้นชินเช่นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่หลังจากนั้นมาบรรยากาศดูเหมือนค่อยๆ คลี่คลายขึ้น เหตุใดจึงเกิดการปิดสถานีขึ้นในระยะนี้จากเหตุแห่งการแสดงความคิดเห็น และไม่ใช่โดย คสช. แต่เป็น กสทช. โดยผู้ตั้งต้นเรื่องในการร้องเรียนคือ หัวหน้าคณะทำงานติดตามสื่อส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อย สำนักงานเลขาธิการ คสช. 

ตามคำสั่ง กสทช. ระบุว่า รายการที่ “มีความผิด” ทำให้ กสทช.สั่งยุติออกอากาศทั้งสถานี คือ

1.รายการใบตองแห้งออนแอร์ ตอน จากธัมมี่ถึงทักกี้ประเทศนี้ยังปรองดองได้อยู่หรือ
2.รายการ In Her View ตอน ไล่เรียงเหตุการณ์จังหวะแห่งข่าวโกตี๋กับอาวุธพร้อมแถลงการณ์แผนลอบสังหาร
3.รายการ Overview ตอน ยันกองทัพป้องทหารยังยิงทิ้งเด็กลาหู่ถูกต้องทุกกรณี

รายการทั้งสามมีลักษณะตั้งคำถามแหลมคมกับประเด็นร้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระแส แน่นอนว่า ประเด็นธรรมกาย เด็กหนุ่มลาหู่ และโกตี๋ เป็นประเด็นหนามยอกอกของ คสช.อย่างยิ่ง

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 รายการที่ถูกนำไปพิจารณาโทษในครั้งล่าสุดนี้ด้วยแต่หลุดโผมาได้ คือ

1.รายการ Over View หัวข้อ มีอะไรไปเคลียร์ในกรม อภิสิทธิ์ชนแถว 3 ทำสังคมเดือด (ไม่ได้ออกอากาศทางทีวี จึงไม่อยู่ในอำนาจของ กสทช.)
2.รายการ Voice News ช่วง Voice News Report เวลา 20.13 น. หัวข้อ นายวีระ สมความคิด แสดงความคิดเห็นกรณี บ่อนตาพระยา (ถูกนำมาพิจารณา แต่ท้ายที่สุดหลังการชี้แจงไม่มีการหยิบยกรายการนี้มาในคำสั่งพักใบอนุญาต)

รู้จัก กสทช. ดาบในมือนั้นท่านได้แต่ใดมา

ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและลงโทษสถานีโทรทัศน์คือ กสทช. มีคณะกรรมการทั้งหมด 11 คน แบ่งออกเป็น กทช. รับผิดชอบในส่วนกิจการโทรคมนาคม  และ กสท. รับผิดชอบส่วนกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

ปัจจุบัน กสท. มีคณะกรรมการเหลือเพียง 3 คน เนื่องจาก สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการเสียงข้างน้อยตลอดกาล ได้ขอยุติปฏิบัติหน้าที่หลังจากศาลฎีกาสั่งให้มีความผิดตามศาลชั้นต้น และรอการกำหนดโทษ 2 ปี ในคดี “ปีนสภาค้านกฎหมาย สนช.ในปี 2550” กรรมการอีกคนคือ ทวีศักดิ์ งามสง่า พ้นสภาพจากตำแหน่งเนื่องจากอายุครบ 70 ปี

ใน กสท.นี้เองที่มีคณะอนุกรรมการกำกับเนื้อหาและผังรายการ ซึ่งจะดูแลเนื้อหาของทีวีทุกช่อง โดยมีอำนาจลงโทษหลายแบบตั้งแต่

1.ตักเตือนเป็นหนังสือ
2.ปรับ 50,000-500,000 บาท
3.พักใช้ใบอนุญาต (ปิดสถานีชั่วคราว)
4.เพิกถอนใบอนุญาต (ปิดสถานีถาวร)

ทั้งหมดเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 37 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรานี้กำหนดกรอบความผิดไว้ว่า

ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามวรรคหนึ่ง หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการ ให้กรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจสั่งด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือให้ระงับการออกอากาศรายการนั้นได้ทันที และให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยพลัน

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากการละเลยของผู้รับใบอนุญาตจริง ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขตามที่สมควร หรืออาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตได้”

คลิ๊กดูภาพขนาดใหญ่

ดาบ โซ่ แส้ กุญแจมือ: ม.37 + ประกาศ คสช.คุมเนื้อหาสื่อ ยกเว้นโทษ กสทช.

ไม่เพียงมาตรา 37 ที่เป็นดาบคมกริบในการ “ควบคุมดูแล” เนื้อหาในทีวีดาวเทียม ทีวีดิจิตอลที่ กสทช.เองก็เคยใช้มันบ่อยครั้งแล้วเท่านั้น (เช่น การลงโทษปรับ 5 แสนบาทกับรายการ 3  รายการ เช่น ไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ ซีซั่น 2 นำเสนอภาพหญิงสาวเปลือยอกวาดภาพ ซีซั่น 3 เผยแพร่ภาพผู้เข้าแข่งขันเป็นออทิสติกแล้วถูกเหยียดหยามจากคณะกรรมการฯ รายการปากโป้ง ช่อง 8 เชิญมารดาและเด็กหญิงออทิสติกที่ถูกข่มขืนมาสัมภาษณ์)

เมื่อมีการรัฐประหารในปี 2557 คสช.ยังได้ออกประกาศหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสื่อฉบับหลักๆ คือ

ฉบับที่ 97/2557 ห้ามบุคคลและสื่อทุกประเภทสัมภาษณ์นักวิชาการ อดีตข้าราชการ และองค์กรอิสระ ในลักษณะที่อาจขยายความขัดแย้งหรือนำไปสู่ความรุนแรง และห้ามการวิพากษ์ วิจารณ์การปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากฝ่าฝืนให้ระงับการเผยแพร่ทันทีละให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดความผิดฐานนั้นดำเนินการตามกฎหมาย

ฉบับที่ 103/2557 หลังมีเสียงค้านอย่างหนักจากสมาคมวิชาชีพสื่อ จึงแก้ไขเพิ่มเติมประกาศฉบับที่ 97 ให้สื่อวิจารณ์การทำงานของ คสช. ได้บ้าง แต่ห้ามวิจารณ์โดยมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ หากฝ่าฝืนจะส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพสอบสวนทางจริยธรรม

ที่เป็นประเด็นสำหรับวอยซ์ทีวีโดยเฉพาะ คือ ประกาศ คสช. ฉบับที่ 27/2557 ซึ่งอนุญาตให้ทีวีดิจิตอลจำนวน 23 ช่อง ออกอากาศได้ตามปกติหลังหยุดไปนานช่วงทำรัฐประหาร แต่ยกเว้นช่องวอยซ์ทีวีเพียงช่องเดียวในบรรดาทีวีดิจิตอล อีกช่องหนึ่งที่ยกเว้นด้วยคือ ช่องทีนิวส์ในระบบทีวีดาวเทียม อาศัยตามคำสั่งตามกฎอัยการศึก นั่นทำให้สองช่องนี้ได้กลับมาออกอากาศช้ากว่าช่องอื่นๆ เกือบเดือน

“ช่องนี้พิเศษเพราะมี MoU กับ คสช. เขาต้องระวังเป็นพิเศษ แต่นี่เขาระวังแค่ปกติและผิดบ่อยมาก”  พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสท. ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับผังรายการและเนื้อหารายการกล่าว

ที่พล.ท.พีระพงษ์ กล่าวเช่นนั้น เพราะวอยซ์ทีวีเป็นทีวีดิจิตอลหนึ่งเดียว ร่วมกับทีวีดาวเทียมอีก 13 ช่อง  (ตามประกาศคสช.ที่ 15/2557) ที่ถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงร่วม หรือ MoU เฉพาะกับ คสช.   

ไม่มีใครเคยเห็น MoU ที่ว่านั้นจะๆ แต่ไอลอว์อ่านมันโดยอ้อมผ่านงานวิจัย ระบุว่า “สาระของ MoU ตามที่เปิดเผยในร่างรายงานวิจัย หัวข้อ “การกำกับดูแลเนื้อหา: สื่อวิทยุและโทรทัศน์” ของโครงการการปฏิรูปสื่อ: การกำกับดูแลด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มีอยู่ว่า ทางสถานียินยอมงดเว้นการนำเสนอเนื้อหาที่ขัดต่อประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 และมีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตามที่ได้รับแจ้งจาก คสช. หากฝ่าฝืนอาจถูกพิจารณาถอนใบอนุญาตทันที”

ล่าสุดในปี 2559 มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 41/2559 หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการใช้ ม.44 ในการออกคำสั่ง เรื่องการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ที่ให้อำนาจ กสทช. ตัดสินและกำหนดกับสื่อมวลชนโดยเว้นโทษความผิดแพ่งและอาญาต่อคณะทำงาน นั้นหมายความว่า กสทช. สามารถออกคำสั่งควบคุมสื่อได้โดยไม่ต้องรับผิด

ทั้งหมดนี้คือ กรอบกำหนดในการควบคุมเนื้อหาของสื่อทีวีดิจิตอล ทีวีดาวเทียมอย่างเข้มข้น....และไม่อาจขัดขืน 

รายการใบตองแห้งออนแอร์: “จากธัมมี่ถึงทักกี้ ประเทศนี้ยังปรองดองได้อยู่หรือ

ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มี.ค. เวลา 19.10 น.

วิจารณ์เรื่องปฏิบัติการของรัฐต่อวัดพระธรรมกาย ใบตองแห้งตั้งคำถามว่า ปรากฏการณ์ที่สะท้อนในคดีธรรมกายกับเรื่องการเก็บภาษีทักษิณ ยังเป็นประเด็นสังคมที่จะปรองดองกันได้หรือเปล่า

ใบตองแห้งวิจารณ์ว่า สื่อกระแสหลักยังเป็นเหมือนเดิม ปลุกความเกลียดชังเข้าใส่ธรรมกาย โดยไม่ต่างอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 53 คล้ายสังคมไทยไม่ไปไหน เป็นความไม่มีเหตุผล ใครไม่เห็นด้วยกับมาตรา 44 กลายเป็นเลวร้าย เป็นพวกเดียวกับธรรมกาย ไม่มีการสรุปบทเรียน แม้สื่อจะมีจุดร่วมต่อต้านพ.ร.บ.สื่อของสปท.ก็ตาม

กรณีเก็บภาษีทักษิณไม่ได้ตั้งต้นมาจากรัฐบาลเลย แน่นอน มันตั้งต้นมาจากองค์กรรัฐคือ สตง. แต่ขณะเดียวกันก็มีการปลุกกระแสทำนองว่าถ้าคุณไม่เก็บภาษีทักษิณแสดงว่าคุณเกี้ยเซียะกับทักษิณ

“ปรองดองไม่ได้อยู่ที่การที่คุณเกี๊ยเซียะ ปรองดองมันคือการที่สังคมมีเหตุผล มีสติ และรู้จักแยกแยะเรื่องต่างๆ จะเก็บภาษีทักษิณผมไม่ว่า แต่พูดให้มีเหตุผล”

ใบตองแห้งกล่าวว่า ทักษิณเป็นอำนาจนิยม แต่คนที่ไล่ทักษิณก็สนับสนุนอำนาจนิยมยิ่งกว่า การปรองดอง ของฝ่ายรัฐ รัฐต้องการคงอำนาจของรัฐราชการ ความเป็นรัฐที่มั่นคง ให้อยู่ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม แต่ไม่อาจนำไปสู่การปรองดองได้ตราบที่สังคมค่อนข้างไร้สติ

เขายังได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ระหว่างธรรมกายกับเรื่องการเก็บภาษีของทักษิณว่า ธรรมกายคืออะไรที่แปลกแยก ประหลาด โอเว่อร์ อลังการ ทำให้รู้สึกต้องทำลายธรรมกายเพื่อไม่ให้พุทธเพี้ยน แต่พุทธที่เรานับถือคืออะไร เราก็มีหนังสือท่านพุทธทาส ท่านป.อ.ปยุตโตอยู่ด้านหนึ่ง แต่ก็มีการพ่นน้ำมนต์ปลุกเสก มันก็อยู่กันมาปกติ ทั้งพุทธทั้งผี ทำลายมันก็ไม่ใช่จะกลับมาสู่พุทธแท้อะไร ไม่ใช่คนจะกลับมาอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสหรือท่านปยุตฺโต

ทักษิณเป็นผู้แปลกแยกเหมือนกัน ทักษิณมีอำนาจมาก ทำลายระบบดั้งเดิมของเรา ซึ่งดั้งเดิมก็คือระบบเกี้ยเซียะอุปถัมภ์ โกงแบบผู้ดีหน่อย พอประมาณ นี่คือสิ่งที่เรารับได้อยู่ แต่ทักษิณแปลกแยกใหญ่โต เพราะงั้นทำลายมัน แต่ก็หวนกลับไปสู่สิ่งเดิมซึ่งเสื่อมไปเรื่อยๆ ก็ไปไม่ได้ ถึงที่สุดเราไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ ถึงต้องอยู่กับ คสช.อยู่อย่างนี้ อาจจะต้องไปสู่ภาวะที่คุณต้องถดถอยหนักๆ คุณถึงจะคิดกันรึเปล่าก็ไม่รู้

หมายเหตุ – ร้องเรียนโดย หัวหน้าคณะทำงานติดตามสื่อส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อยสำนักงานเลขาธิการ คสช. เหตุผลในการร้องเรียนคือ รายการของใบตองแห้งมีการนำเสนอที่ไม่ได้ติชมโดยสุจริต วิพากษ์วิจารณ์ที่ขาดเหตุผล ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

ช่วงหนึ่งของรายการ In Her View: "เปิดยุทธการจับอาวุธโกตี๋ สังคมกังขาจัดฉากหรือไม่?"

ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 18.30 น.

ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา อ้างบทวิเคราะห์ของมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งนำเสนอว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่โกตี๋เคยเคลื่อนไหวอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี หลักๆ จึงเป็นการตรวจค้นที่จังหวัดปทุมธานี ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ของวัดพระธรรมกายอยู่จังหวัดใด ยิ่งไปกว่านั้นโกตี๋มีภาพลักษณ์เป็นเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ บทวิเคราะห์จึงตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกันหรือไม่ นอกจากนี้ความจริงการตรวจค้นรังโกตี๋ไม่ใช่ครั้งแรก และสังคมก็รู้ว่าโกตี๋ไม่ได้อยู่เมืองไทย บทบาทของเขาอยู่ต่างแดน รัฐมีความพยายามหลายหนที่จะจัดการ มีการขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่เป็นผล เรื่องนี้ต่างหากที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริง และข้อกังขาของสังคมว่าเป็นการจัดฉากรึเปล่า

ลักขณาได้กล่าวว่า ทางฝั่งรัฐบาลบอกว่าไม่จัดฉาก ในวันที่ไปค้นมีสื่อมวลชนอยู่เป็นพยาน ทั้งหมดนี้เป็นอาวุธที่มีอยู่ตรงนั้นจริงๆ

หมายเหตุ – ร้องเรียนโดย หัวหน้าคณะทำงานติดตามสื่อส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อยสำนักงานเลขาธิการ คสช. เหตุผลในการร้องเรียนคือ รายการ In Her View ขาดการนำเสนอข้อมูลที่รอบด้าน นำบทวิเคราะห์มาจากมติชนฉบับเดียว โดยไม่ได้นำของค่ายอื่นมาด้วย

รายการ Overview: "ยิงชัยภูมิ รัฐอย่าป้องทหารกว่าประชาชน"

ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 มี.ค. เวลา 18.55 น.

ศิโรตม์ นำเสนอเหตุการณ์ว่า ชัยภูมิเป็นนักกิจกรรมที่ใช้ศาสนาและวัฒนธรรมเพื่อดึงคนรุ่นเดียวกันให้ออกจากวังวนยาเสพติด และต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ คนที่รู้จักชัยภูมิหลายต่อหลายคนออกมาไว้อาลัย ทั้งยังกล่าวถึงความดีที่ผู้ตายได้ทำ โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงานศพชัยภูมิที่มีคนมาไว้อาลัยมากมาย ผิดกับภาพที่อาชญากร ค้ายา ปาระเบิดควรจะเป็น

สังคมมีคำถามถึงพฤติการณ์ดังกล่าวมากมาย แต่โฆษกกองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี กลับแถลงข่าวเข้าข้างเจ้าหน้าที่ ประหนึ่งว่าเหตุการณ์วิสามัญฯ ในไทยนั้นไม่เคยเกิดจากความเข้าใจผิด หรืออคติของเจ้าหน้าที่เลย ในชุมชนพื้นที่ที่เกิดเหตุ มีความเกี่ยวพันกับยาเสพติดจริง แต่ไม่ใช่ว่าชนพื้นเมืองทุกคนจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด กองทัพควรจะรับฟังคนในพื้นที่บ้าง เพราะในพื้นที่มีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่มานาน เคยมีเหตุการณ์ประทุษร้ายประชาชนเกิดขึ้น

ศิโรตม์ กล่าวว่า อย่าคิดว่าเจ้าหน้าที่วิสามัญฯ ไม่ได้ ทำผิดไม่ได้ ทำไมไม่ฟังประชาชนก่อน อย่าลืมว่า 25 มีนาคม 2559 ที่ทุ่งยางแดง มีเหตุทหารวิสามัญฯ เด็กและเยาวชน ตอนนั้นมีข่าวว่าผู้ที่ถูกวิสามัญฯ เป็นโจรใต้ เป็นคนชั่ว เจ้าหน้าที่ทหารเองก็รายงานสอดคล้องกัน พร้อมอาวุธของกลาง เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องลุกลามใหญ่โต ผู้ว่าราชการจังหวัด กองทัพ กลไกฝ่ายปกครองสอบสวน ได้ข้อสรุปว่า ประชาชนที่เสียชีวิต 4 คนไม่มีใครผิดเลย คนหนึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 24 ปีด้วยซ้ำไป มีการจับคนไป 22 ราย เรื่องนี้ถูกดำเนินคดีไปเรียบร้อยแต่ใช้เวลานานมาก เพิ่งมีการสอบสวนของศาลนัดสุดท้ายไป

“นี่คือตัวอย่างให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจในกองทัพไม่ลืมว่า ประเทศเราไม่ใช่ประเทศที่เมื่อมีการวิสามัญฆาตกรรมแล้ว เจ้าหน้าที่ถูกไปหมดทุกครั้ง ประเทศเราเป็นประเทศซึ่งหลายครั้งมีการวิสามัญฯ โดยมาจากอคติของเจ้าหน้าที่ ในพื้นที่ทุ่งยางแดงอาจจะมีความเชื่อที่ผิดว่าคนมุสลิมจะเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นโจรใต้ไปหมด ในที่สุดมีการสังหารประชาชนเกิดขึ้น ภาษากฎหมายเรียกว่าวิสามัญฆาตกรรม ภาษาชาวบ้านเรียกว่ายิงทิ้ง กลไกกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า วิสามัญฆาตกรรมไม่ใช่ใบสั่งให้เจ้าหน้าที่ยิงประชาชนทิ้งได้ตามอำเภอใจ” พิธีกรจากวอยซ์ทีวีกล่าว

ศิโรตม์ กล่าวว่า ในกรณีของชัยภูมิ เจ้าหน้าที่ต้องทำแบบคดีอื่นๆ ที่มีความคลุมเครือ คือ มีการนำพนักงานปกครอง อัยการ เจ้าหน้าที่สอบสวนเข้ามา และทำการชันสูตรศพ เขายังกล่าวถึงข้อสงสัยในสังคมเกี่ยวกับพฤติการณ์การตายว่ามีระเบิดจริงหรือเปล่า กระสุนยิงเข้าข้างหน้าหรือข้างหลัง เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ปกป้องตนเอง แต่ประชาชนต้องระวัง และมีสิทธิ์จะซักถามได้ว่า เจ้าหน้าที่วิสามัญฯ โดยชอบ หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ เพราะเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย

หมายเหตุ – ร้องเรียนโดย หัวหน้าคณะทำงานติดตามสื่อส่วนงานรักษาความสงบเรียบร้อยสำนักงานเลขาธิการ คสช. เหตุผลในการร้องเรียนคือ รายการ Overview คือ ศิโรตม์แสดงความเชื่อมั่นว่า ชัยภูมิไม่ได้ค้ายาเสพติด โดยบอกว่า ถ้าชัยภูมิมีประวัติค้ายาเสพติด ก็คงไม่มีคนมาร่วมงานศพมากมายและแสดงความเสียใจขนาดนั้น คือมีเนื้อหาที่ยังไม่ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน แต่นำเสนอสู่สาธารณะและไม่ได้ติชมหรือเสนอแนะความคิดโดยชอบธรรม

ส่วนในปี 2559 กสท. เว็บไซต์ผู้จัดการ ระบุว่า มีทั้งหมด 10 เรื่องที่กสท.สั่งลงโทษไม่ว่าจะเป็นการปรับหรือการระงับบางรายการเป็นการชั่วคราว แต่ที่ปรากฏเป็นข่าวและสืบค้นได้จากข่าววาระการประชุม กสท.นั้น อาทิ

-          วันที่ 21 เม.ย. 2559 รายการ Wake Up News เสนอข่าวกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นัดชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัว นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยไม่มีเงื่อนไข

-          วันที่ 25 พ.ค. 2559 รายการ Tonight Thailand เสนอมีลักษณะเนื้อหาต้องห้ามตามประกาศ คสช. (ไม่ได้ระบุหัวข้อ)

-          วันที่ 4 ก.ค. 2559 รายการ Wake Up News นำเสนอเนื้อหาในช่วง “ห้องเรียนรัฐธรรมนูญ” มีเนื้อหาลักษณะส่อเสียด โดยการนำรัฐธรรมนูญฉบับเก่ามาเปรียบเทียบกับรัฐบาลปัจจุบัน

-          วันที่ 21 ก.ค. 2559 รายการ Wake Up News นำเสนอเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ และพูดแนะนำให้ประชาชนลงชื่อในเว็บไซต์ต่อต่านร่างรัฐธรรมนูญ

-          วันที่ 22 ก.ค. 2559 รายการ Wake Up News นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหารถไฟฟ้าสีน้ำเงิน

-          วันที่ 29 ก.ค. 2559 รายการ Wake Up News ในช่วงห้องเรียนรัฐธรรมนูญ มีการสัมภาษณ์ รศ.สุขุม นวลสกุล เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ

-          วันที่ 8 ส.ค. 2559 รายการ Wake Up News เสนอมีลักษณะเนื้อหาต้องห้ามตามประกาศ คสช. (ไม่ได้ระบุหัวข้อ     

-          วันที่ 15 ส.ค. 2559 รายการ Wake Up News สัมภาษณ์ ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ “วิเคราะห์เหตุระเบิด 7 จังหวัดใต้” และวันที่ 16 ส.ค. 2559 วิเคราะห์เหตุการณ์ระเบิดในภาคใต้ ต่อด้วยนำเสนอในหัวข้อ “ไผ่ ดาวดิน อดอาหารวันที่ 9 อาการทรุดหนัก” และ “มีชัย ชี้ ส.ว. เลือกนายกฯ ได้ 5 ปี แต่เสนอได้ชื่อเดียว” มีลักษณะเป็นการต้องห้ามมิให้ออกอากาศ ตามประกาศ คสช.

-          วันที่ 6 ธ.ค. 2559 รายการ Wake Up News วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็น “กรธ.เล็งเปิดร่าง พ.ร.บ. พรรคการเมือง” และ “เพื่อไทยชี้ยุทธศาสตร์ฯ 20 ปี กับดักประเทศ” เข้าข่ายขัดต่อประกาศ คสช.

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์