250 ปีปัจฉิมกาลอยุธยา: สมฤทธิ์ ลือชัยเสนอถอดรื้อบทเรียนอยู่กับความรู้มากกว่าความแค้น

สมฤทธิ์ ลือชัย เสวนา 250 ปีเสียกรุงศรีอยุธยา แนะรื้อกรอบคิดแบบประวัติศาสตร์ชาตินิยม ทำความเข้าใจรัฐยุคจารีต เพื่อทำเข้าใจทั้งผู้อื่นและตัวเราเอง เมื่อเข้าใจแล้วจะเข้าถึงความรู้ความรักมากกว่าความแค้น ส่วนพม่าล้อมกรุงศรีไม่มีแล้ว ปัจจุบันคือยืนรอเพื่อกดตู้เอทีเอ็มกรุงศรี แรงงานพม่ามีคุณูปการต่อ SMEs ไทย เป็นการอยู่เพื่อความเจริญมั่งคั่งร่วมกัน

ในงานเสวนา “250 ปี ปัจฉิมกาลกรุงศรีอยุธยา: ปริวรรตบทเรียน เพื่อสร้างสรรค์อนาคต” จัดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยานั้น ในช่วงเช้ามีการเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “250 ปี ปัจฉิมกาลกรุงศรีอยุธยา reset to mindset” วิทยากรโดยมิกกี้ ฮาร์ท นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ชาวพม่า สมฤทธิ์ ลือชัย พิธีกรรายการโทรทัศน์และผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมอุษาคเนย์ และ ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยประชาไทนำเสนอส่วนของอาจารย์มิกกี้ ฮาร์ท [1] และดุลยภาค ปรีชารัชชนั้น [2]

ต่อมาในการนำเสนอของสมฤทธิ์ ลือชัย พิธีกรรายการโทรทัศน์และผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมอุษาคเนย์ นำเสนอว่าสังคมไทยมีชุดความรู้เกี่ยวกับเรื่องกรุงศรีอยุธยาแตกหลายเรื่อง แต่เราไม่ได้ตั้งคำถาม และสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องถอดรื้อบทเรียน เช่น อาจารย์สอนหนังสือว่า พม่าเจาะเอ็นร้อยหวายเชลย แต่เราไม่ได้คิดว่าคนจะเดินไปถึงพม่าได้อย่างไร เรื่องทองที่ฉาบเจดีย์ชเวดากองมาจากอยุธยา ทั้งที่พม่าก็มีหลักฐานประเภทคำจารึกบูรณะพระเจดีย์ชเวดากอง หรือเชื่อเรื่องแรงงานพม่ามาทำงานเมืองไทยเพราะมาใช้กรรม ทั้งที่คนไทยก็ไปทำงานซาอุดิอาระเบีย หรือเกาหลีใต้

หรือในตำราเรียนก็ทำเหมือนกับไทยไม่เคยไปทำกับคนอื่น ทั้งที่นครวัด-นครธมล่ม จนต้องหนีไปละแวก หนีไปโพธิสัตว์ หรือไปถึงพนมเปญเพราะใคร เวียงจันทน์ถูกเผา หรือทั้งอุดรธานี ปัตตานี ก็ถูกตีเพราะใคร ปืนใหญ่พญาตานีก็อยู่หน้ากระทรวงกลาโหม เรื่องนี้เราก็ไม่ได้เรียน ทั้งที่จำเป็นต้องถอดบทเรียนเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 งานศึกษาของอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ เสนอจากเอกสารของฝ่ายพม่าที่ว่าอยุธยาตั้งรับแข็งแกร่ง รับศึกประชิดกรุงได้ถึง 2 ปี ในขณะที่พงศาวดารฝ่ายไทยระบุว่าเพราะมีพระยาพลเทพขายชาติ แต่อีกหลักฐานหนึ่งเสนอว่ากรุงศรีอยุธยาแตก เพราะกำแพงเมืองถูกขุดหลายจุด ถูกเอาท่อนซุงเข้าสุมจุดไฟ พม่าเข้าเมืองได้เพราะกำแพงทรุด ไม่ได้เข้าทางประตูเพราะพระยาพลเทพเปิดประตูเมือง

นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายเรื่องการทับซ้อนของมลฑลของกษัตริย์ในอุษาคเนย์ ที่จะต้องแผ่คลุมไป ทำให้มณฑลของพม่ากับสยามทับซ้อนกันจึงต้องปะทะกันตลอด ราชวงศ์ตองอูเมื่อปกครองพม่า ถูกมอญที่ฟื้นฟูอาณาจักรแผ่อำนาจปกครองพม่าขึ้นไป แต่พม่าก็ฟื้นฟูได้เร็วมีผู้นำที่สามารถปราบมอญได้ แล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์ชื่อพระเจ้าอลองพญา และเมื่อรวบรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นแล้ว พระเจ้าอลองพญายกทัพมาล้อมอยุธยาต่อ เพราะเห็นว่าอยุธยาสนับสนุนมอญ

ทั้งนี้พม่าเรียนรู้การรับศึกของอยุธยา เมื่อพระเจ้าอลองพญาบุกครั้งแรกไม่สำเร็จ แม่ทัพในสมัยต่อมาพอรู้ว่าอยุธยาใช้กลศึกอุทกปราการ รอน้ำไหลบ่าในฤดูน้ำหลากพม่าก็แก้เกมไปขึ้นรออยู่ที่สูง ทั้งนี้งานศึกษาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ยังชี้ให้เห็นความล้มเหลวของประสิทธิภาพระบบราชการของอยุธยา ที่ระบบควบคุมหัวเมืองอ่อนแอ นอกจากนี้ขอเรียนว่ากองทัพพม่าที่มาล้อมอยุธยา ชื่อว่ากองทัพพม่า แต่มีทั้งพม่า มอญ ล้านนา สุโขทัย สวรรคโลก ตาก ราชบุรี เพชรบุรี พิษณุโลก ฯลฯ ผมเชื่อว่าเป็นคนไทยมากกว่าครึ่ง เพราะทุกคนไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยากับกองทัพพม่ากันหมด

แต่ทั้งนี้ปัจฉิมกาลเสียกรุงศรีอยุธยา 7 เมษายน 2310 เป็นศึกของอาณาจักรอยุธยาไม่ใช่ศึกของชาติไทยกับชาติพม่า เป็นศึกระหว่างราชวงศ์คอนบองกับราชวงศ์บ้านพลูหลวง เหมือนรัตนโกสินทร์ไปรบกับเจ้าอนุวงศ์ และเอาเข้าจริงๆ เรามีชาติเมื่อ พ.ศ. 2482 ดังนั้น อย่าไปเกลียดคนพม่า คนละรุ่นกัน และคนที่เผากรุงศรีก็ตายไปนานแล้ว

สมฤทธิ์ ชือชัย

ทั้งนี้ทัพพม่าไม่ใช่ทัพโจร เป็นกองทัพมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างดี น้ำหลากมาก็ไม่หนี ทำให้อยุธยาต้องพ่ายแพ้ และเหตุที่อยุธยาแพ้เพราะประสิทธิภาพควบคุมหัวเมืองพังทลาย ราชอาณาจักรพังก่อนที่กรุงแตก เหลือเพียงเกาะอยุธยาเท่านั้น อำนาจส่วนกลางพังแล้ว จึงเกิดก๊กต่างๆ อย่างชาวบ้านบางระจัน ที่มีพระอาจารย์ธรรมโชติ ปลุกเสกสิ่งต่างๆ เพราะกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขณะที่ถ้าท่านอ่านเส้นทางเดินทัพของพระเจ้าตาก จะเป็นว่าเมื่อพระเจ้าตากอยู่ที่ระยอง ก็ส่งสาสน์ให้เจ้าเมืองบันทายมาศมาช่วย หรือถ้าพระเจ้าตากไม่ตีจันทบุรีก็จะไม่ได้กองทัพเรือมาเสริม

นอกจากนี้ซากปรักหักพังของกรุงศรีอยุธยาที่เราเห็น ส่วนหนึ่งก็เป็นฝีมือไทยส่วนหนึ่ง พม่าส่วนหนึ่ง แต่ที่แทบไม่เหลือก็เพราะหนึ่ง มีการบุกรุกในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี มีการประมูลให้คนขุดโบราณสถาน สอง รัชกาลที่ 1 ต้องรีบสร้างเมืองหลวงใหม่ ก็เร่งเกณฑ์คนให้มากระเทาะอิฐจากกรุงเก่า และสมัยรัชกาลที่ 3 มีการสร้างภูเขาทองก็มาเอาอิฐจากกรุงเก่าอีกรอบ

สมฤทธิ์นำเสนอด้วยว่า เรื่องในสมัยอยุธยาก็เป็นเรื่องของรัฐในแบบเก่า หรือรัฐจารีต และถ้าเราจะเข้าใจคนอื่น เราต้องเข้าใจตัวเราเอง ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของระเบียบโลกยุคเก่า ถ้าไม่ซื่อสัตย์ เราก็ตี ถ้าไม่เข้มแข็งก็จงระวังตัว ถ้าเข้าใจเช่นนี้ ก็จะเข้าใจเราที่ไปตีเขา เข้าใจเขาที่มาตีเรา ไม่เหลือความเคียดแค้น เหลือแต่ความเข้าใจ เข้าถึงความรู้ความรัก มากกว่าความแค้น

ส่วนในปัจจุบัน สมฤทธิ์ยังกล่าวติดตลกว่า ที่พม่าล้อมกรุงศรีมีแต่ยืนล้อมตู้เอทีเอ็มกรุงศรีเพราะจะรอกดเงิน ชาวพม่าในประเทศไทยมีคุณูปการต่อกิจการ SMEs ในไทย เรียกว่าเป็นการล้อมกรุงศรีเพื่อความมั่งคั่ง เป็นความเจริญของสังคมไทย และเป็นความเจริญของการอยู่ร่วมกัน