เตรียมเอาผิดอาญา-'ไจก้า' เล็งแบล็กลิสต์ 'อิตาเลี่ยนไทย' เหตุคนงานเสียชีวิต

วสท.ตรวจสาเหตุคานเหล็กหลังอุปกรณ์โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงหล่นทับคนงานเสียชีวิต จ่อเอาผิดอาญาผู้รับเหมา ด้านรักษาการผู้ว่าการ รฟท. ยอมรับ 'ไจก้า' เตรียมพิจารณาขึ้นบัญชีดำ 'อิตาเลี่ยนไทย' ทุกโครงการที่ให้เงินกู้ รวมทั้งโครงการลงทุนอื่นของรัฐ
 
 
 
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา Nation TV รายงานว่าจากกรณีเมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 เม.ย. เกิดเหตุอุปกรณ์ก่อสร้างคานเหล็กของรถไฟฟ้าสายสีแดงหล่นลงมาทับคนงานเสียชีวิต 3 ราย เหตุเกิดบริเวณจุดก่อสร้างหน้าโรงเรียนวัดดอนเมือง ถนนกำแพงเพชร 6 เขตดอนเมือง กทม. ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบตัวยึดตอม่อขาด เตรียมแจ้งความเอาผิดคดีอาญากับผู้รับเหมาเนื่องจากปล่อยให้เกิดเหตุซ้ำ
 
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 เม.ย. นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายสมภพ ปราบณรงค์ ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายอำนวย ภู่ระหงษ์ ผู้อำนวยการกองความปลอดภัยแรงงาน พร้อมนายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เจ้าหน้าที่ทีมวิศวกรของบริษัทอิตาเลี่ยนไทย จำกัด พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผกก.สน.ดอนเมือง พ.ต.ท.รังสรรค์ สอนสิงห์ รองผกก.(สอบสวน)สน.ดอนเมือง และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อหาหลักฐานและสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ
 
นายธเนศ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบความผิดปกติของคานเหล็กเส้นแรงดึงสูงสำหรับคอนกรีต โดยจะมีเหล็กที่เรียกว่าทีทีบาร์ ซึ่งเป็นตัวยึดต่อตอม่อขาดในขณะที่กำลังเคลื่อนตัวส่งผลให้โครงสร้างเหล็กทั้งหมดร่วงหล่นลงมา โดยปกติเหล็กดังกล่าวมีทั้งหมด 6 เส้น แต่ขณะนี้ตรวจสอบเพียง 1 เส้นที่ขาด โดยพบว่าขาดแนวตัดขวาง จากแรงเฉือนที่รุนแรง ซึ่งจะต้องนำเหล็กเส้นที่พบเข้าห้องแล็บ เพื่อตรวจสอบภายในอย่างละเอียดว่าขาดเพราะอะไรทั้งนี้ เบื้องต้นในส่วนระบบการปฏิบัติยังไม่พบข้อบกพร่อง ที่เกิดจากความประมาท แต่น่าจะเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งการเคลื่อนตัวจากตอม่อหนึ่งไปยังอีกตอม่อหนึ่งนั้น จะมีแรงเสียดสีอยู่แล้ว เมื่อตัวทรัคเคลื่อนไปแล้วเกิดสะดุดคนควบคุมจึงพยายามถอยหลัง เพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้าใหม่ โดยจังหวะนั้นน่าจะทำให้เกิดแรงเสียดสีที่แรงขึ้น จนเป็นเหตุให้เหล็กทีทีบาร์ขาด กระทั่งตกลงมาได้ อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบรายละเอียดว่า เหตุดังกล่าวเกิดจากความประมาทหรือข้อผิดพลาดจุดใด หากเจ้าหน้าที่วิศวกรรมสถานฯและเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบแล้วเสร็จ ก็จะยกทรัคเหล็กออก แล้วก็น่าจะเปิดสัญจรได้ตามปกติภายในวันอังคารที่ 2 พ.ค. นี้
 
ดร.ธเนศ กล่าวอีกว่า การก่อสร้างมีระเบียบมาตรฐานในการปฏิบัติอยู่แล้ว หากมีการยกสิ่งของหรือก่อสร้างก็จะมีการปิดกั้นพื้นที่ ซึ่งครั้งนี้ก็พบว่าทางบริษัทอิตาเลี่ยนไทยที่รับผิดชอบการก่อสร้างนี้ได้มีการปิดกั้นพื้นที่แล้ว และเลือกที่จะใช้เวลากลางคืนในการทำงาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะกระทบกับประชาชนที่สัญจร แต่ต้องยอมรับว่าการทำงานในช่วงเวลากลางคืนนั้นอาจไม่สะดวก และเกิดความผิดพลาดได้ หลังจากนี้จึงต้องให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานให้ดี เพื่อป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ดีหลังจากนี้ยังสามารถดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องได้ตามปกติ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยให้มากขึ้น
 
ด้านนายสุเมธ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น การก่อสร้างดังกล่าวนั้นเคยทำให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้ว 6 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 8 ราย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางเราไม่สบายใจมาก ว่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขนาดนี้ได้อย่างไร แต่ละครั้งก่อนหน้านี้เราได้มีการเปรียบเทียบปรับ แต่ครั้งนี้จะไม่ยอม ต้องดำเนินคดีทางอาญา โดยก่อนจะไปแจ้งข้อหานั้นจะเชิญเจ้าหน้าที่ บริษัทที่รับผิดชอบมาตอบคำถามว่า เมื่อพบว่ามีเหตุขัดข้อง ทำไมจึงยังปล่อยให้คนงานยืนอยู่ในจุดเกิดเหตุ แทนที่จะกันให้ออกนอกพื้นที่ ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่า เกิดจากความประมาทหรือไม่ หากพบว่าเกิดจากความประมาท จะส่งตัวแทน แจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ.2554 ซึ่งครั้งนี้กระทรวงฯจะชดเชยตามสิทธิจากกองทุนชดเชยให้คนงานที่เสียชีวิต นอกจากดำเนินคดีอาญาแล้ว กระทรวงแรงงานมีอำนาจในการสั่งปรับปรุงแก้ไข หากไม่แก้ ก็จะสั่งระงับการทำงานของบริษัททันที
 
ขณะที่พ.ต.ท.รังสรรค์ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่แจ้งข้อหาแก่ผู้ใด อยู่ระหว่างสอบพยาน และให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบหาสาเหตุที่เป็นต้นตอในการเกิดเหตุดังกล่าว พร้อมทั้งรอผลสรุปจากวิศวกร ว่าสาเหตุเกิดจากระบบ หรือความประมาทของผู้ใดหรือไม่ ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
 
นายประเสริฐกล่าวว่า หลังจากได้รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวได้รายงานให้กระทรวงคมนาคมรับทราบแล้วโดยหลังจากที่ตนได้ลงพื้นที่พร้อม ผู้เชี่ยวชาญจากสภาวิศวกร เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากสลิงของคานเหล็กที่รับน้ำหนักมากเกินไปจนทำให้สลิงขาดในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าจะต้องใช้เวลาตรวจสอบสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุภายใน 7 วัน ทั้งนี้ เบื้องต้นรฟท.ได้สั่งการให้หยุดการก่อสร้างโครงการรถไฟชานเมืองสาสีแดงไว้ชั่วคราวแล้ว ในส่วนของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)ผู้ควบคุมงานการก่อสร้างสัญญาที่ 2 นั้น ได้สั่งให้มีการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ในส่วนของเหตุการณ์ดังกล่าวจะกระทบต่อสัญญาที่บริษัท อิตาเลียนไทย ต่อการก่อสร้างสายสีแดงหรือไม่ ต้องรอผลการสอบสวนอีกครั้ง ซึ่งหากจากการสอบสวนพบว่าความผิดเกิดจากความประมาทของบริษัท อาจจะต้องมีการขึ้นบัญชีดำในขั้นตอนต่อไป ส่วนมาตรการการเยียวยาผู้เสียชีวิต รฟท.จะพิจารณาดูหลักเกณฑ์ต่างๆภายในสัญญาและเยียวยาให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
 
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลังจากได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้สั่งการให้สั่งพักการก่อสร้างทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน และพักงานวิศวกรควบคุมงาน และให้บริษัทอิตาเลียนไทย เตรียมแถลงความรับผิดชอบ และแสดงแผนความปลอดภัยในการก่อสร้างรถไฟสายสีแดงทั้งหมด ภายใน 7 วัน
 
ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมกล่าวว่าวันนี้เดินทางมาดูความปลอดภัยของพื้นที่เนื่องจากยังไม่มีความปลอดภัยทั้งหมด และจะต้องเปิดให้ประชาชนสัญจรไปมาบริเวณนี้ รวมถึงตรวจสอบข้อเท็จจริงของการสูญเสียว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในคดีทางอาญาพล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวต่อว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่าสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งคนงานและพยานในที่เกิดเหตุไปแล้ว 12 ปาก มีบางประเด็นที่เชื่อมโยงไปถึงผู้กระทำผิดได้บางส่วน ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุดที่ผ่านมามีการเกิดอุบัติเหตุในลักษณะนี้มาแล้ว 6 ครั้ง ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นขอความร่วมมือวิศวกรและผู้ประกอบการให้ใส่ใจและระมัดระวังมากขึ้น ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่พยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงทั้งหมด เพราะว่ามีความเสียชีวิต พร้อมเตรียมดำเนินคดีกับวิศวกรคุมงานหากพบกระทำความผิด แต่ขอรวบรวมพยานหลักฐานเสียก่อน
 
รักษาการผู้ว่าการ รฟท. ยอมรับ 'ไจก้า' เตรียมพิจารณาขึ้นบัญชีดำ 'อิตาเลี่ยนไทย'
 
สปริงนิวส์ รายงานเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมาว่านายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เปิดเผยกับสปริงนิวส์ว่า กรณีเหตุ launcher อุปกรณ์ก่อสร้างที่ใช้ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงของ บริษัทอิตาเลี่ยนไทยฯที่กำลังก่อสร้างอยู่หล่นลงมาทับคนงานเสียชีวิต บริเวณหน้าโรงเรียนวัดดอน เมืองเมื่อคืนที่ผ่านมา 
 
หลังจากที่การรถไฟ ฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ หรือ วสท. เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครวันนี้แล้ว ต้องใช้เวลาสรุปสาเหตุที่ชัดเจนก่อนคาดว่าใช้เวลาอย่างน้อย 7 วันจึงจะทราบสาเหตุในเบื้องต้นได้ หลังจากนั้น บริษัทฯ จะต้องมีการกำหนดมาตร การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ รวมถึงมาตรการควบคุมด้านความปลอดภัย ซึ่งระหว่างการสรุปสาเหตุและจัดทำมาตรการป้องกัน บริษัทอิตาเลี่ยนไทยจะต้องหยุดการปฏิบัติงานไปจนกว่าจะมีผลสรุปสาเหตุออกมาชัดเจนและมีแผนป้องกันเกิดเหตุซ้ำ 
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ ไจก้า ในฐานะผู้ให้กู้ลงทุนโครงการรถไฟสายสีแดง เตรียมพิจารณาขึ้นบัญชีดำ บริษัทอิตาเลี่ยนไทย ทุกโครง การที่ไจก้าให้เงินกู้ รวมทั้งโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์อื่นของภาครัฐที่ใช้เงินกู้จากไจก้า จะต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยสูงสุด แต่เพื่อความเป็นธรรมของผู้รับสัมปทานจะต้องหาสาเหตุที่ชัดเจนก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด เช่น ประมาทเล่นเล่อ อุปกรณ์ชำรุด หรือ ปัญหาเทคนิคด้านวิศวกรรมของอุปกรณ์ 
 
นายอานนท์ กล่าวอีกว่าหลังจากรายงานสถาน การณ์ที่เกิดขึ้นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนา คมรับทราบ ได้สั่งการให้หยุดก่อสร้างทันทีเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนและบริษัทอิตาเลี่ยนไทยต้องรับผิดชอบความเสียหายและผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ยังกำชับให้หน่วยงานที่ดำเนินโครงการลงทุนโครง สร้างพื้นฐานภายใต้กระทรวงคมนาคมทั้งหมด มีความรอบคอบและเพิ่มเข้มงวดด้านความปลอดภัยการทำงานให้มากขึ้น 
 
สำหรับการก่อสร้างโครงการฯที่เกิดเหตุ เป็นสัญญา 2 คือ งานโยธาสำหรับทางรถไฟ ช่วงบางซื่อ-รังสิต มูลค่าสัญญากว่า 21,235 ล้านบาท ซึ่ง รฟท. มีเป้าหมายเปิดเดินรถในปี 2563 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์