รสนาโพสต์อัด 'สภาเผด็จการเสียงข้างเดียว' ไม่ต่าง 'เผด็จการเสียงข้างมาก' ที่เคยสู้มา

รสนา โพสต์ 'เผด็จการเสียงข้างเดียว' ใช้อำนาจขัดข้อบังคับ 'ล้มมวย' ในการผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ อัดไม่ต่าง 'เผด็จการเสียงข้างมาก' ที่เคยต่อสู้มา ใช้อำนาจผ่านกฎหมายโดยขาดหลักความโปร่งใส และขัดหลักนิติธรรม 

เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อคามผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'รสนา โตสิตระกูล' ในหัวข้อ เผด็จการเสียงข้างเดียวใช้อำนาจขัดข้อบังคับ'ล้มมวย'ในการผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ?

โดย รสนา ระบุว่า

 
รัฐบาลจากการเลือกตั้งในอดีตที่อาศัยสภาเสียงข้างมากผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยฉบับลักหลับประเทศไทย ผ่านกฎหมายเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่เขียนว่าเงินกู้ไม่ใช่เงินแผ่นดิน และผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกขนานนามว่ารัฐธรรมนูญทรพีฉบับลูกฆ่าแม่ ที่หักดิบฝ่ายค้านเสียงข้างน้อย จนสภาจากการเลือกตั้งถูกขนานนามว่าเป็น “สภาเผด็จการเสียงข้างมาก” และมีการประท้วงของประชาชนจนนำมาสู่จุดจบของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
 
หลังการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเลือกโดยรัฐบาล คสช.ทั้งหมด การผ่านร่างกฎหมายจำนวนมากเป็นไปในระบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เพราะเป็นสภาที่ไม่มีฝ่ายค้าน หรือเป็น “สภาเสียงข้างเดียว” นั่นเอง
 
ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ…. เป็นร่างกฎหมายฉบับแรกที่ภาคประชาชนติดตาม จับตาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่ามีความเป็นมาตั้งแต่การคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ในปี 2554 ที่อยู่ในสมัยรัฐบาลจากการเลือกตั้ง สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือ ก่อนเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ ควรมีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ที่ใช้มานานกว่า 40 ปีแล้ว และเป็นกฎหมายที่ใช้ระบบเดียวคือระบบสัมปทาน
 
เจตนารมณ์ของสัมปทานในยุคแรก คือให้เอกชนนำความรู้ทางเทคโนโลยีมาพัฒนาการสำรวจและผลิต โดยรัฐยอมให้เอกชนผูกขาดปิโตรเลียมที่ค้นพบในยุคแรก และวางรากฐานให้มีการถ่ายทอดความรู้ให้คนไทยเพื่อรับช่วงต่อหลังหมดอายุสัมปทาน ดังที่รัฐบาลในอดีตสมัย พล.อ เปรม ติณสูลานนท์ ได้ตั้ง ปตท.สผ.และซื้อแหล่งบงกชคืนจากบริษัทน้ำมันต่างชาติ และจ้างบริษัทโททาลมาฝึกสอนคนไทย จนสามารถบริหารกิจการต้นน้ำได้เอง แต่พอคนไทยทำเองได้ ปตท.สผ.ก็ถูกแปรรูปไปเป็นของเอกชน รวมถึงการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยก็ถูกแปรรูปไปเป็นของเอกชน
 
ด้วยเจตนารมณ์ที่จะให้คนไทยรับช่วงต่อเมื่อให้สัมปทานเกิน 50 ปีแล้ว ในกฎหมายปิโตรเลียม 2514 จึงได้ระบุไว้ในมาตรา 26 ว่า การให้สัมปทานการผลิตให้ต่ออายุได้เพียงครั้งเดียว คือ 10 ปี หลังจากนั้นห้ามต่ออายุสัมปทานอีก แสดงว่าต้องมีระบบอื่นที่ไม่ใช่สัมปทานมาใช้กับการให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต่อไปในแหล่งที่หมดอายุสัมปทาน แต่ยังมีปิโตรเลียมเหลืออยู่ ซึ่งสัมปทาน 2 แหล่งแรกที่เข้าเงื่อนไขห้ามต่ออายุสัมปทานอีกคือแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช โดยแหล่งเอราวัณเมื่อครบอายุสัญญาในปี 2566 นับจากปี 2514 ก็เป็นเวลาถึง 52 ปี
 
การคัดค้านการเปิดสัมปทานรอบ 21 ยืดเยื้อมาจนหลังเกิดรัฐประหาร จากการที่ประชาชนเรียกร้องให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต ซึ่งเป็นระบบที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการให้คนไทยสามารถควบคุมการบริหารกิจการปิโตรเลียมต้นน้ำได้ด้วยตัวเองหลังหมดอายุสัมปทานแล้ว จึงต้องมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติมาเป็นกลไกปฏิบัติงานของระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต หรือจ้างบริการ
 
นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้สั่งเลื่อนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ออกไปจนกว่าจะแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม และมอบหมายให้กรรมาธิการพลังงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (กมธ.สนช.) ศึกษาจุดอ่อนของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 2514 ซึ่ง กมธ.สนช.ใช้เวลาศึกษามากกว่า 2 ปี และมีข้อเสนอการแก้ไขเป็นรายงานของ สนช. แต่ปรากฏว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ…. ของกระทรวงพลังงานไม่ได้ยกร่างตามผลการศึกษาของ กมธ.สนช.
 
ร่างกฎหมายปิโตรเลียมเมื่อเสนอเข้าสู่ สนช. ใช้เวลาถึง 9 เดือนเพราะเกิดจากร่างกฎหมายที่เสนอเข้าสู่สภายังมีข้อบกพร่องที่ไม่ได้แก้ไขตามผลการศึกษาของ กมธ.สนช.และยังมีช่องโหว่เรื่องการจัดเก็บรายได้ที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ และประเด็นที่มีการเพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิต และจ้างบริการ แต่ไม่มีโครงสร้างและกลไกสำหรับระบบใหม่ ประเด็นการมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติเป็นประเด็นที่มีปัญหา และมีการหารือไปยัง ครม. จึงมีมติคณะรัฐมนตรีออกมา 2 ครั้ง โดยครั้งแรกออกในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 และครั้งที่ 2 ออกในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ให้บรรจุบรรษัทพลังงานแห่งชาติเป็นมาตรา 10/1 ในร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ
 
กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ…. จึงได้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 10/1 ขึ้นมา ความว่า “ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้ง”
 
มาตรา 10/1 เขียนไว้อย่างหลวมๆ ว่าให้จัดตั้งเมื่อมีความพร้อม ซึ่งไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องจัดตั้งให้เสร็จก่อนการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ประกาศชัดเจนว่าจะเปิดประมูลในเดือนกรกฎาคม 2560 โดยที่ 2 แหล่งดังกล่าวหากใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต แต่ไม่มีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติมาเป็นหน่วยงานปฏิบัติ รูปแบบที่ใช้กับเอราวัณและบงกชก็จะกลายเป็นระบบสัมปทานจำแลงนั่นเอง
 
จะเห็นได้ว่าบริษัทเอกชนที่เป็นเจ้าของสัมปทานเดิมยังต้องการได้ประโยชน์จากสัมปทานในรูปแบบเดิม จึงคัดค้านบรรษัทน้ำมันแห่งชาติอย่างเต็มที่ เห็นได้จากการพาสื่อระดับใหญ่ประมาณ 15 คนไปเที่ยวอเมริกา และแวะเยี่ยมดูบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโก หลังจากกลับมาสื่อต่างๆ พากันประโคมข่าวปูพรมว่าบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจะนำความล้มเหลวมาให้ประเทศไทยเหมือนเม็กซิโกและเวเนซุเอลา แต่ไม่กล่าวถึงบริษัทปิโตรนัสของมาเลเซียที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติที่ประสบความสำเร็จและอยู่ใกล้ประเทศไทย
 
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ออกมาแถลงข่าวในจังหวะสุดท้ายก่อนการประชุม สนช. 3 วัน และมีจดหมายเปิดผนึกเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 เรียกร้องให้ สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมโดยขอให้ตัดมาตรา 10/1 ออกไป
 
และก็ปรากฏว่าในวันที่ 30 มีนาคม 2560 ประธาน สนช.ได้ถามชี้นำกับประธานกรรมาธิการวิสามัญว่า “มีอยู่อย่างเดียวว่าควรจะเขียนไว้ในกฎหมายหรือไม่ หรือเขียนเป็นข้อสังเกต เขาก็อภิปรายกันแต่เฉพาะประเด็นกฎหมาย ถ้าเขียนมันจะสมบูรณ์ไหม กลับไปเขียนเป็นข้อสังเกตอย่างไหนมันดีกว่ากัน แต่ว่าท่านสมาชิกอภิปรายกัน 5-6 ชั่วโมงไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย และทำให้มันบานปลาย ตอนนี้เอาสรุปว่า ท่านสมชายถามกรรมาธิการตรงๆ ว่าจะเป็นข้อสังเกตได้ไหม โดยให้กระทรวงพลังงาน ผมยังไม่เห็นกระทรวงพลังงานพูดเลย”
 
การที่ประธาน สนช.กล่าวชี้นำขนาดนี้ ทำให้ประธานกรรมาธิการยอมตัดมาตรา 10/1 ออกไปใส่ในข้อสังเกตที่ไม่มีผลทางกฎหมาย โดยไม่เปิดโอกาสให้สมาชิก สนช.ลงมติว่าจะเห็นด้วยกับกับการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 10/1 ของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่แก้ไขตามที่มีมติ ครม.หรือไม่
 
การใช้อำนาจสภาเสียงข้างเดียวตัดมาตรา 10/1 ออกไปโดยไม่มีการโหวต เพราะหากมีการโหวต สมาชิกต้องโหวตผ่านให้มาตรา 10/1 เป็นมาตราที่อยู่ในกฎหมายปิโตรเลียมอย่างแน่นอน เพราะยังไม่เคยมีประวัติที่ สนช.โหวตคว่ำมาตราในร่างกฎหมายใดๆ ที่กรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมมาก่อน ซึ่งย่อมขัดกับคำขอของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ใช่หรือไม่
 
แต่ถ้าหากมีการล็อบบี้ให้ สนช.โหวตคว่ำมาตรา 10/1 ก็จะกลายเป็นว่าสมาชิก สนช.ไม่เห็นชอบกับหลักการของรัฐบาลที่เป็นผู้เสนอให้กรรมาธิการบรรจุมาตรา 10/1 ไว้ในกฎหมายปิโตรเลียม ซึ่งไม่เคยปรากฏเช่นกันว่า สนช.เคยโหวตคว่ำมาตราใดในร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอเข้ามาให้ สนช.พิจารณา
 
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับ สนช.ที่ไม่ต้องมีการโหวตให้อิหลักอิเหลื่อ จึงใช้วิธี “ล้มมวย” ด้วยสภาเสียงข้างเดียว ซึ่งเป็นการใช้อำนาจละเมิดกระบวนการพิจารณาการแก้ไขกฎหมายของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่ถูกรองรับด้วยมติ ครม. ความเห็นของนักวิชาการ และประชาชนที่ส่งผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ
 
เป็นการใช้อำนาจ 2 นาทีของ “สภาเสียงข้างเดียว” ที่หักดิบการขับเคลื่อนต่อสู้ของประชาชนที่เรียกร้องการปฏิรูปพลังงานมาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อให้เป็นไปตามคำขอของ ม.ร.ว ปรีดิยาธร เทวกุล และความต้องการของกลุ่มทุนพลังงาน ใช่หรือไม่?
 
ต้องขอถามว่าอดีตสมาชิก สนช.ที่เคยคัดค้านต่อสู้กับเผด็จการเสียงข้างมากในสภาก่อนหน้านี้ มาวันนี้ท่านอยู่ในสภาเสียงข้างเดียว สมควรแล้วหรือจะใช้อำนาจไม่ต่างจากเผด็จการเสียงข้างมากในสภา ที่ใช้อำนาจผ่านกฎหมายโดยขาดหลักความโปร่งใส และขัดหลักนิติธรรม โดยไม่คำนึงถึงหลักการสำคัญในฐานะที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับบัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์”
 
การอ้างว่าที่ตัดมาตรา 10/1 ในร่างกฎหมายปิโตรเลียมเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม จะฟังขึ้นละหรือ หากขั้นตอนการพิจารณากฎหมายไม่เป็นไปตามข้อบังคับและกระบวนการทางนิติบัญญัติที่ถูกต้องโปร่งใส ซึ่งก็จะไม่ต่างจากสภาเผด็จการเสียงข้างมาก ที่ก็มักจะอ้างเช่นกันว่าการผ่านกฎหมายในสภาล้วนเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทั้งสิ้น

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์