เพศวิถีศึกษา : ‘ปีศาจ’ ของ ‘วัฒนธรรมไทย’ ตลอดกาล

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ภาพจากชุมนุม Sex Plus โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์
 

“ปีศาจ” สำหรับคุณมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันบ้างครับ?

น่าเกลียดน่ากลัวตัวใหญ่ยักษ์เหมือนนางผีเสื้อสมุทร อสูรร้ายกลายพันธุ์ตัวเท่าคนธรรมดาที่วิ่งไล่กัดกินแพร่เชื้อสู่มนุษย์เหมือนซอมบี้ในภาพยนตร์ฮิต Train to Busan หรือจะเป็นเหมือนกัปตันซาลาซาร์ คนตายที่รอการฟื้นคืนชีพและได้ชำระแค้นจากเรื่อง Pirates of the Caribbean : Dead Men Tell No Tales

แต่มีท่านใดบ้างครับที่คิดว่าแท้ที่จริงแล้ว “ปีศาจ” ก็สามารถปรากฏตัวในรูปแบบการมีอยู่ของแนวคิดหนึ่งที่ขัดต่อแนวคิดมีการใช้เพื่อควบคุมคนในสังคมและมีการทำงานเชิงอำนาจ ซึ่งปีศาจที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นปีศาจในรูปแบบนี้ และเป็นปีศาจที่อยู่ในคราบการเรียนการสอน “เพศวิถีศึกษา” ในสถานศึกษาไทย

ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหลายท่านในที่นี้ต้องรู้จัก “ปีศาจ” ตนหนึ่งที่ได้รับสถาปนาโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ เมื่อปี 2500 เพราะ “ปีศาจ” ตนนี้เป็นนวนิยายเลื่องชื่อและเป็นอมตะ โดยที่ปีศาจในนัยของนวนิยายเรื่องนี้คือ การเข้ามาของชุดความคิดใดก็ตามที่ขัดต่อชุดความคิดเดิมที่ทรงอำนาจและกำลังใช้บังคับควบคุมคนในสังคมอยู่ขณะนั้น

“นายสาย สีมา” เป็นตัวเอกของเรื่องและเป็นตัวแทนของ “ปีศาจ” ที่ชัดเจนที่สุด เขาเป็นลูกชาวนาที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ถูกมองว่าเป็น “ปีศาจ” เพราะไปพบรักกับหญิงสาวต่างชนชั้นอย่าง “รัชนี” จนเกิดเป็นความไม่พอใจในหมู่ญาติพี่น้องของหญิงสาว พ่อของเธอจึงเชิญสายไปรับประทานอาหารที่บ้านท่ามกลางผู้คนชนชั้นสูง เพื่อหวังจะทำลายให้เสียเกียรติ แต่สายกลับลุกขึ้นยืนอย่างทระนงและตอกหน้าสังคมชั้นสูง ในฐานะ “ปีศาจแห่งกาลเวลา”

จริงของสายนะครับที่เรียกตนว่าเป็น “ปีศาจแห่งกาลเวลา” เพราะจนบัดนี้ก็ผ่านมา 60 ปีแล้ว ปีศาจที่ว่านี้ก็ยังคงตามหลอกหลอนและท้าทายอำนาจดั้งเดิมอยู่

ผมได้เห็นปีศาจในคราบ “เพศวิถีศึกษา” เมื่อไม่นานมานี้ที่ห้องประชุมแห่งหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการจัดงานแถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาไทย การรายงานดำเนินไปด้วยการแถลงของทีมวิจัย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนองค์การ UNICEF Thailand ที่ให้การสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมไม่ใช่สิ่งเหล่านี้หรอกครับ แต่เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ขึ้นมาพูดแสดงทรรศนะในฐานะเป็นตัวแทนนักเรียนผู้คร่ำหวอดในเรื่องเพศวิถีศึกษา เธอชื่อ มนชนก เดชกำแหง

มนชนกเป็นนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ และเป็นประธานชุมนุม “SEX PLUS” ของโรงเรียนด้วย ชุมนุมในลักษณะนี้มีความแปลกใหม่มาก สำหรับตัวผมเองไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีโรงเรียนใดมีชุมนุมลักษณะนี้ด้วย และที่น่าสนใจกว่านั้นคือการที่เด็กผู้หญิงในโรงเรียนหญิงล้วนออกมาขับเคลื่อน สนับสนุนการเรียนเพศวิถีศึกษาด้วยตนเองนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก

“SEX PLUS” มีความหมายว่า เซ็กซ์ในทางบวก จากการพูดคุยกับมนชนกพบว่า กิจกรรมและการสอนในชุมนุมมุ่งเน้นให้นักเรียนสมาชิกชุมนุมมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศอย่างแท้จริง ให้สมาชิกสามารถนำความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติจริงได้ โดยเน้นที่กิจกรรมและให้สมาชิกชุมนุมได้ลองปฏิบัติจริง “เช่นการใส่ถุงยาง หนูก็สอนน้องเลยว่าต้องใส่อย่างไร ต้องวัดขนาดของผู้ชายก่อนนะ แล้วทุกคนต้องออกมาใส่ให้ดู ใครใส่ผิดก็ใส่ใหม่” เพราะมนชนกมองว่าการได้ปฏิบัติจริงเป็นวิธีที่ดีกว่าถ้าอยากให้ผู้เรียนเข้าใจและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างถูกต้อง

มนชนก เดชกำแหง ประธานชุมนุม Sex Plus

การที่สามารถเปิดชุมนุมในลักษณะนี้ในโรงเรียนหญิงล้วนได้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เปิดกว้างของคณาจารย์และบุคลากรในโรงเรียนด้วย ผมจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับ วารณี ศโรภาส อาจารย์ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาชุมนุม SEX PLUS วารณีกล่าวว่าชมรมนี้ก่อตั้งมา 6 ปีแล้ว โดยเธอรวมตัวกับเด็กนักเรียนที่สนใจในเรื่องเพศวิถีศึกษาก่อตั้งชุนนุมนี้ขึ้นมาเพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญว่าเด็กควรมีความรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาก่อน จึงจะสามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมีสติในโลกที่สื่อออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลได้ “เราได้รับการสนับสนุนจากการองค์การ Path2health ด้วย ในตอนนั้นเขาทำแคมเปญเกี่ยวกับโรคเอดส์ในโรงเรียน เขาก็ให้เงินสนับสนุนแล้วก็มาอบรมให้เราด้วย เขาเขียนหลักสูตรให้เราด้วยนะ เราเลยคิดว่าอยากสานต่อเพราะเห็นว่ามีประโยชน์และเด็ก ๆ ก็สนใจ”

แต่การเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาและชุมนุม SEX PLUS กลายเป็นปีศาจได้อย่างไร ผมขอเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่กระทรวงศึกษาธิการในวันนั้นนะครับ หลังจากที่มนชนกได้พูดแสดงทรรศนะและฝากข้อเสนอแนะของเธอให้กระทรวงศึกษาธิการรับไว้พิจารณาแล้ว ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งออกมาแสดงทรรศนะของตนเองเกี่ยวกับประเด็นนี้เช่นกัน แต่ความคิดเห็นนี้แตกต่างจากมนชนก เธอกลับเห็นว่าการสอนเพศวิถีศึกษาอาจจะไม่ใช่เรื่องแรกสุดที่โรงเรียนควรสอน แต่ควรปลูกฝังเรื่องการ “รักนวลสงวนตัว” และ “เห็นคุณค่าในตนเอง” ให้เด็กผู้หญิงก่อน ให้เหตุผลว่าควรเป็นไปตาม “วัฒนธรรมไทย”

“โดยส่วนตัวคิดว่าจะทำอย่างไรให้นักเรียนตระหนักและเห็นคุณค่าในตัวเองให้มากที่สุดก่อน ท้ายที่สุดแล้วถ้ามันเกิดเหตุการณ์จำเป็นจริง ๆ จึงจะเสริมทักษะต่าง ๆ ให้เด็ก แต่ที่ผ่านมาเน้นแต่กิจกรรม ซึ่งรู้สึกว่าเป็นอะไรที่หลายคนต่อต้านอยู่ที่ว่า ไปชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า มันน่าจะเกิดจากความตระหนักให้เห็นคุณค่าในตัวเอง วัฒนธรรมไทยเราคือรักนวลสงวนตัวให้มากที่สุด แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าเหตุการณ์บังคับ มันจำเป็นต้องเกิดกับตัวเอง ค่อยคิดว่าจะป้องกันเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างไร”

ตีความได้ว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการมุ่งเน้นจะสอนเพศวิถีศึกษาเป็นอันดับแรก และอีกนัยหนึ่งคือเพศวิถีศึกษานี้ยังเป็นปฏิปักษ์หรือ “ปีศาจ” สำหรับ “วัฒนธรรมไทย” อันดีงามและ “ค่านิยม” ของตัวเธอเอง

แล้ววาทกรรม “รักนวลสงวนตัว” มาจากไหน สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยให้ข้อมูลไว้ในการบรรยายในหัวข้อ “หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว เอาผัวเอาเมียแบบบ้านๆ” เมื่อปี 2556 ว่า แท้ที่จริงการรักนวลสงวนตัวไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย แต่เดิมการมีอารมณ์ทางเพศของผู้หญิงและการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด และแม้แต่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เองก็ยังไม่มีวาทกรรมเรื่อง “รักนวลสงวนตัว” เกิดขึ้น

“ตัวอย่างเช่นนางสีดา และนางพิมพิลาลัย ที่เป็นนางในวรรณคดียุครัตนโกสินทร์ ทั้งสองเสียตัวและแต่งงานตอนอายุ 16 ปีทั้งคู่ แม้ในยุคดังกล่าวจะมีการแต่งสุภาษิตสอนหญิง และตำนานท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศออกมา แต่วรรณกรรมเหล่านี้มีไว้ให้ลูกสาวของชนชั้นสูงยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ชายในราชสำนักสนใจเอาไปเป็นภรรยา ไม่ต่างจากหมอนวดในปัจจุบัน”

นอกจากนี้ สุจิตต์ยังเห็นว่า การผลักภาระให้ผู้หญิงต้อง “รักนวลสงวนตัว” แทนที่จะสอนวิธีการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย แล้วอ้างวัฒนธรรมความเป็นไทย เป็นการใช้ความเป็นไทยมาทำร้ายธรรมชาติของมนุษย์เสียเอง ซึ่งทั้งที่จริง ๆ แล้วความเป็นไทยแท้นั้นไม่มีจริง เป็นเพียงแค่การหยิบเอาวัฒนธรรมของชาติอื่น ๆ มาผสมกันแล้วคิดเอาเองว่ามันคือความเป็นไทยเท่านั้น

ฉะนั้นพึงระลึกไว้เสมอว่า “รักนวลสงวนตัว” ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย แต่เป็นเพียงวาทกรรมที่มีการทำงานเชิงอำนาจเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ของเพศหญิง ผลักภาระให้เพศหญิงต้องบริสุทธิ์ รักษาพรหมจรรย์จนกว่าจะถึง “วัยอันควร” ซึ่งผู้เคร่งวัฒนธรรมทั้งหลายมีใครบอกได้บ้างไหมครับว่า วัยอันควรที่ว่านี้คือต้องอายุเท่าไร

Valarie Taton รองผู้อำนวยการองค์การ UNICEF Thailand กล่าวสุนทรพจน์ในการรายงานผลการวิจัยฯ

ในขณะที่องค์การ UNICEF Thailand และกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องการสอน “เพศวิถีศึกษา” อย่างถูกต้องและครบถ้วน ครอบคลุมมิติความเป็นมนุษย์ การคุมกำเนิดอย่างถูกวิธี การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เป็นอันตราย อำนาจ สิทธิ ความหลากหลายทางเพศ ความเท่าเทียมทางเพศ ฯลฯ แต่เรื่องพวกนี้กลับเป็น “ปีศาจ” คอยหลอกหลอนผู้ยึดติดกับ “วัฒนธรรมไทย” ที่ไม่มีจริงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

ผมได้อ่านนวนิยายอมตะเรื่อง “ปีศาจ” มานานมาก ได้เห็นตัวอย่างของ “ปีศาจ” ในสังคมไทยปัจจุบันมามาก เคยได้ลองถกเถียงอภิปรายในชั้นเรียนกับเพื่อนและอาจารย์มาก็มาก แต่การที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการรายงานการวิจัยที่กระทรวงศึกษาธิการในครั้งนั้นก็ได้ทำให้ผมเชื่อแล้วครับว่า “ปีศาจ” ยังจะคงตามหลอกหลอนผู้คนอยู่ตลอดไป และ “เพศวิถีศึกษา” ก็จะตามหลอกหลอน “วัฒนธรรมไทย” ที่ชื่อว่า “รักนวลสงวนตัว” ตลอดไปเช่นกัน

เพราะบางครั้ง “ปีศาจ” สำหรับคนเคร่งวัฒนธรรมไทยปลอม ๆ ก็ไม่ได้หน้าตาน่ากลัวเหมือนผีเสื้อสมุทร ซอมบี้ หรือซาลาซาร์หรอกครับ แต่เป็นการหลอกหลอนจากปีศาจที่ชื่อ “เพศวิถีศึกษา” มากกว่าที่สร้างความตื่นกลัวและรับไม่ได้ จนถึงกับลืมมองมิติความเป็นมนุษย์ไป

 

รายการอ้างอิง : 

เสนีย์ เสาวพงศ์. ปีศาจ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : มติชน, 2559

สุจิตต์ วงษ์เทศ รื้อถอนวาทกรรม “สาวไทยต้องรักนวลสงวนตัว” https://prachatai.com/journal/2013/05/46559

 

สำหรับ พชร คำชำนาญ ผู้เขียนบทความนี้ เป็นนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาวารสารสนเทศ ชั้นปีที่ 3 สนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนและเรื่องเพศ และปัจจุบันยังเป็นนักศึกษาฝึกงานกับประชาไท 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์