เมื่อชาย 3 คน แต่งงานกัน

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาได้มีข่าวที่ดูเหมือนว่าจะเป็นข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่งของ AFP แต่ได้สร้างความสั่นสะเทือนอย่างมหาศาลสำหรับวงการของคนรักเพศเดียวกันและคนที่ต่อต้าน ข่าวที่ว่านั้นก็คือข่าวของชาย 3 คน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแบบคนรักในโคลอมเบีย ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยศาลให้การรับรองสิทธิการสมรสของครอบครัวที่อยู่กินกันหลายคน(มากกว่า 2 คน)หรือที่เรียกเป็นภาษาทางวิชาการว่า “polyamorous family”เป็นครั้งแรก

จากการที่ศาลโคลอมเบียได้ตัดสินรับรองสถานะการสมรสของชายรักชาย 3 คนที่เมืองMedellin เมืองใหญ่อันดับ 2 ของโคลอมเบียนี้ ทำให้โคลอมเบียเป็นประเทศแรกในอเมริกาใต้ที่อนุญาตให้มีการจดทะเบียนสำหรับครอบครัวที่อยู่กินกันมากกว่า 2 คนขึ้นไป

ชาย 3 คนที่ว่านี้ก็คือ Manuel Jose Bermudez ซึ่งเป็นนักข่าว(journalist)  ,Victor Hugo Prada อาชีพนักแสดง(actor) และ, John Alejandro Rodriguez ผู้ฝึกสอนกีฬา(sports instructor) เป็นชาวโคลอมเบียกลุ่มแรกที่ศาลรับรองสถานะสมรสแบบนี้ และพวกเขาเตรียมจัดพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ ทั้งยังมีแผนจะเดินทางไปฮันนีมูนอีกด้วย

นอกจากนี้ Manuel Jose Bermudez ยังได้เผยแพร่ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่านี่คือความคืบหน้าครั้งสำคัญที่จะเปิดทางให้ครอบครัวอื่นๆ ทั่วโลกที่อยู่กินกันแบบสามคนหรือมากกว่านั้น ได้รับการยอมรับทางสังคมและทางกฎหมาย ขณะที่ Victor Hugo Prada ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวAFPว่า พวกเขามีสิทธิที่จะสร้างครอบครัวไม่ต่างกับครอบครัวที่มีรูปแบบอื่นๆ รวมถึงมีสิทธิที่จะสืบทอดหรือดูแลมรดกของคู่สมรสด้วย ซึ่งที่จริงแล้วครอบครัวนี้เคยมีสมาชิก 4 คน แต่อีกคนเพิ่งเสียชีวิตไปเสียก่อนด้วยโรคมะเร็ง

ขณะที่ German Rincon Perfetti นักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ระบุว่าในโคลอมเบียมีผู้สมรสที่อยู่กินกันแบบสามคนอยู่ไม่น้อย แต่กรณีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นการยอมรับว่าครอบครัวแบบอื่นก็สามารถดำรงอยู่ในสังคมนี้ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ โคลอมเบียเป็นประเทศที่ 4 ในอเมริกาใต้ที่รับรองการจดทะเบียนสมรสของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ต่อจาก 3 ประเทศก่อนหน้า คือ อาร์เจนตินา บราซิล และอุรุกวัย แต่เป็นประเทศแรกในอเมริกาใต้ที่รับรองสิทธิสมรสแบบหลายคน

ที่ผมนำข่าวนี้มาเสนอก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน(same-sex marriage)หรือการอยู่ร่วมกันหรือมีความสัมพันธ์ในทำนองนี้ เช่น gay marriage, gender-neutral marriage, equal marriage, lesbian marriage, same-sex civil marriage, marriage equality, homosexual marriage, single-sex marriage, same-gender marriage ฯลฯ นั้น ในต่างประเทศนั้นได้รับการยอมรับและเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด

คำกล่าวที่ว่า "ผิดธรรมชาติ" หรือ "โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน" มักถูกใช้เสียดสีคนรักเพศเดียวกัน เพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดในสมัยนี้ จริงๆแล้วในอดีตเป็นเรื่องที่เป็นปกติของความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของหลายวัฒนธรรมทั่วโลก แต่ถูกตีความใหม่ให้เป็นเรื่องผิดปกติภายหลังการขยายตัวของศาสนา และเชื่อมต่อด้วยลัทธิล่าอาณานิคมที่แผ่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เกิดความเชื่อว่าการรักเพศเดียวเป็นสิ่งที่ผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ

ในอดีตเช่นกรีกเมื่อ 2- 3 พันปีก่อนความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายถือเป็นสิ่งที่สวยงาม เช่น ชายอาวุโสสอนงานเด็กหนุ่มก่อนที่จะไปมีชีวิตครอบครัวกับเด็กสาวหรือไปประกอบอาชีพการงานและเมื่อแต่งงานไปแล้วในบางโอกาสยังกลับมาสัมพันธ์ในเพศเดียวกันอีก,ในญี่ปุ่น ซามูไรในอดีตมีพฤติกรรมเลือกเอาเด็กหนุ่มมาเป็นคู่ครอง,จีนในหลายร้อยปีก่อนก็เชื่อว่ามนุษย์สามารถหาความสุขทางเพศได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องกับเพศเดียวกันเท่านั้นหรือในอเมริกาคนพื้นเมืองในอดีตก็ได้การยอมรับและให้การนับถือคนสองเพศว่าเป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ เป็นต้น

ผู้ที่ให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน มักจะใช้คำว่า"การแต่งงานแบบเสมอภาค"(equal marriage) เพื่อเน้นว่า พวกเขาแสวงหาความเสมอภาคในฐานะที่เป็นการต่อต้านหรือคัดค้านสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่ออธิบายถึงการแต่งงานใดๆ ก็ตามที่ไม่คำนึงถึงเรื่องเพศ(sex)ของคู่ครอง ซึ่งคู่ครองจะมีสถานะที่เท่าเทียมหรือเสมอกันในการแต่งงานไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานระหว่างเพศใดก็ตาม

อย่างไรก็ตามผู้ที่คัดค้านมักจะให้เหตุผลว่าการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ ขณะที่การแต่งงานระหว่างเพศตรงข้ามสามารถให้กำเนิดบุตรและให้การศึกษากับลูกหลาน ซึ่งเหตุผลนี้ได้ถูกโต้แย้งว่ามิใช่ว่าทุกคู่แต่งงานที่เป็นเพศตรงข้ามกันจะต้องการมีบุตร บางคู่ตั้งใจไว้แน่วแน่ว่าไม่ต้องการมีบุตรจึงใช้วิธีคุมกำเนิด อย่างไรก็ตาม ในกฎหมายแพ่งหลายประเทศได้กำหนดไว้ว่า การไร้สมรรถภาพทางเพศหรือการเป็นหมันไม่เป็นมูลเหตุให้การแต่งงานเป็นโมฆะ หรือการแต่งงานระหว่างชายหญิงที่อายุมากเกินกว่าจะมีบุตรได้ก็ไม่เป็นโมฆะเช่นกัน ฉะนั้น การมีบุตรจึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของการแต่งงานแต่อย่างใด

อนึ่ง การสมรสของเพศเดียวกันก็มักจะขอรับเลี้ยงบุตรจากผู้อื่นซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากพิจารณาถึงเหตุผลของการสร้างความเป็นสถาบัน (institutionalzing)แล้ว การแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน เป็นทั้งการทำให้สองฝ่าย(หรือมากกว่า)มีสิทธิร่วมกันในความเป็นครอบครัวและมีสิทธิรับบุตรบุญธรรมได้ หรือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถรับบุตรบุญธรรมก็สามารถทำได้เช่นกัน

กล่าวโดยสรุปก็คือสิทธิในการมีครอบครัวเป็นสิทธิพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับและพึงให้ความเคารพในการเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองตราบใดที่เขาเหล่านั้นไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น จะชายกับชาย/หญิงกับหญิง/ชายกับชายกับชาย/หญิงกับหญิงกับหญิง/หญิงกับชายกับหญิง/ชายกับหญิงกับชาย ฯลฯ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอันใดครับ



หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 21 มิถุนายน 2560