อัพเดทล่าสุดเมื่อ 2 ชั่วโมง 51 วินาที ที่ผ่านมา

ชำแหละแก้ กม.บัตรทอง ‘ชนชั้นกลาง’ โดนก่อน เสี่ยงยา-หมอขาดแคลน ปชช.ต้องร่วมจ่าย

ภาคประชาชนจัดเวทีค้านแก้กฎหมายบัตรทอง เพราะกำลังทำลายหลักการของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ชำแหละข้อเสียทำหมอ-ยาขาดแคลน ปชช.อาจต้องร่วมจ่าย เสนอตัดคำว่าร่วมจ่ายและรวมระบบสวัสดิการทั้ง 3 ระบบเข้าด้วยกัน ย้ำพร้อมเคลื่อนไหวทุกวิถีทางหากรัฐบาลยังดึงดัน

วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ขณะที่คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังพิจารณากฎหมายและความคิดเห็นต่างๆ ทางด้านภาคประชาชนและเครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพก็ได้จัดเสวนาคู่ขนาน ในหัวข้อ ‘แก้ กม.บัตรทองอย่างไร ให้ประชาชนได้ประโยชน์?’ ที่โรงแรมไมด้า งามวงศ์วาน

ในงานดังกล่าว ตัวแทนจากภาคประชาชนและเอ็นจีโอ ได้อธิบายถึงความสำคัญของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและความจำเป็นที่จะต้องปกป้องไม่ให้เกิดการทำลายหลักการนี้ลงจากการแก้ไขครั้งนี้ โดยชโลม เกตุจินดา จากเครือข่ายผู้บริโภคสงขลา กล่าวถึงอดีตครั้งที่มีการรวบรวมรายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อ เพื่อผลักดันกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้น ซึ่งเป็นการร่วมมือของทุกกลุ่ม

บัตรทองคือหลักประกันชีวิตของประชาชน เสนอตัดคำว่าร่วมจ่ายออก

ภายหลังจากเกิดกฎหมายขึ้น ทำให้ภาคประชาชนในพื้นที่สามารถมีส่วนร่วมในการทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเข้าใจบริบทและมีความคล่องตัวมากกว่าหน่วยงานราชการ ชโลม เสนอว่า

“ให้ตัดคำว่าร่วมจ่ายออกและทำให้สามกองทุน (สวัสดิการข้าราชการ, ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ใช้ระบบรักษาพยาบาลร่วมกัน ต้องทำให้สิทธิใกล้เคียงกัน ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการเสนอการปรับปรุงกฎหมายมาตลอด แต่ข้อมูลเหล่านี้เข้าไม่ถึงคณะกรรมการแก้กฎหมายเลย”

ด้าน บุษยา คุณากรสวัสดิ์ ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน จังหวัดเชียงใหม่ เล่าประสบการณ์ของตนว่า ครอบครัวของตน แม่ต้องผ่าตัดเข่าทั้งสองข้าง ส่วนพี่ชายก็เป็นลูคีเมีย ซึ่งต้องใช้เงินในการรักษาสูงมาก หากไม่มีหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทอง ครอบครัวของตนอาจล้มละลายไปแล้ว ดังนั้น บัตรทองจึงทำให้ชีวิตมีหลักประกันที่มั่นคง เมื่อหลักประกันนี้กำลังถูกสั่นคลอนจึงจำเป็นต้องออกมาสู้

“บัตรทองมีการใช้ข้อมูลจากการศึกษามหาศาล จึงมีการพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ แม้มีงบจำกัด บัตรทองก็สามารถให้ยารักษาโรคหัวใจได้ ถึงจะแพงมาก แต่เพราะมีกระบวนการต่อรองทำให้ค่ายาถูกลง แต่ข้าราชการและครอบครัว 5 ล้านคนกลับใช้เงินครึ่งหนึ่งของประชาชนในระบบหลักประกัน หรือข้าราชการ 1 คนใช้เงินเท่ากับประชาชนในระบบหลักประกัน 4.3 คน

“ยุคนี้ถ้าแก้กฎหมายบัตรทองได้ จบเลย เพราะจะเท่ากับตีเช็คเปล่า แม้ว่าที่ผ่านมากฎหมายจะมีเรื่องร่วมจ่าย แต่สัดส่วนกรรมการที่มีอยู่ทำให้ยันไว้ได้ตลอด ถ้าปล่อยให้แก้ได้ มีการเปลี่ยนสัดส่วนคณะกรรมการเท่ากับตีเช็คเปล่าให้คนที่ทำงานตามอำนาจ ตามกระแส ตามพรรคพวก”

ด้าน มีนา ดวงราศี จากเครือข่ายผู้หญิงภาคอีสาน มองว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้จะทำให้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนลดน้อยลง

“สถานการณ์จริงตอนนี้ให้สาธารณสุขจังหวัดควบคุมกำกับการขอเงินของ รพ.สต. (โรงพยาบาลสุขภาพตำบล) จะขอโครงการต้องส่งมาให้พิจารณาที่สาธารณสุขจังหวัดก่อน อ้างว่าเพื่อทำให้ถูกต้อง ทำให้ รพสต. ไม่มีสภาพคล่องในการทำงาน อยากทำให้สอดคล้องกับพื้นที่ก็ทำไม่ได้ กฎหมายที่จะแก้ก็ทำให้ขาดการมีส่วนร่วม ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ ถ้าผ่านจะเกิดการกระจุกตัวการให้บริการสาธารณสุขในแบบของรัฐเท่านั้น”

ชนชั้นกลางในระบบจะเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มแรกที่จะต้องร่วมจ่าย เพราะถูกตีความว่าไม่ใช่คนจน

มีนา กล่าวว่า กฎหมายหลักประกันสุขภาพจะต้องยึดหลักการที่เป็นหัวใจ 3 ข้อไว้ให้ได้ คือต้องครอบคลุมทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย, ต้องครอบคลุมทุกบริการสาธารณสุข และต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งการแก้ไขกฎหมายที่กำลังดำเนินการอยู่นี้กำลังทำให้ 3 หลักนี้สั่นคลอนและหดหาย

สิ่งที่ประชาชนจะสูญเสียจากแก้กฎหมายรอบนี้

ด้าน นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า หลักการของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือการแยกผู้ซื้อกับผู้ให้บริการออกจากกัน, เป็นระบบบริการที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สำหรับคนทุกคนอย่างเท่าเทียม และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการให้ดียิ่งขึ้น แต่การแก้ไขกฎหมายรอบนี้กำลังจะทำให้ประชาชนต้องสูญเสียอะไรบ้าง เขาแจกแจงออกมาดังนี้

หนึ่ง-อาจมีการปรับเพิ่มจำนวนเงินร่วมจ่ายต่อครั้งที่ไปรักษาพยาบาล เพราะไม่ตัดคำนี้ออกจากมาตรา 5 วงเล็บ 2

สอง-ชนชั้นกลางในระบบจะเป็นกลุ่มเสี่ยงกลุ่มแรกที่จะต้องร่วมจ่าย เพราะถูกตีความว่าไม่ใช่คนจน อย่างไรก็ตาม นิมิตร์ย้ำว่าระบบหลักประกันหลักประกันสุขภาพไม่ใช่ระบบของคนจน แต่เป็นสิทธิประโยชน์ของทุกคนที่จะได้รับบริการจากรัฐ และถ้ามีการแก้สัดส่วนกรรมการได้ ชนชั้นกลางจะเป็นกลุ่มแรกที่เสี่ยง

สาม- เมื่อไหร่ที่ผู้ได้รับสิทธิประกันสังคมออกจากงาน ถ้าหางานไม่ได้ใน 6 เดือนหรือเมื่ออายุครบ 55 ปี จะถูกโยกมาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ถ้ากฎหมายถูกแก้ตอนนี้ อนาคตคนกลุ่มนี้ก็จะได้รับผลกระทบ ดังนั้น คนที่อยู่ในระบบประกันสังคมจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย

สี่-โรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บเงินหรือร่วมจ่าย แต่รัฐธรรมนูญระบุว่าต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ เหตุนี้จึงควรแก้กฎหมายให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีกลไกต่อรองราคายา ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้แก้กฎหมายไม่สนใจ

ห้า-ประชาชนจะเสียสิทธิการมีส่วนร่วมบริหารจัดการการส่งเสริมและป้องกันโรค เพราะกฎหมายจะแก้ว่าถ้าประชาชนต้องการทำงานส่งเสริมและป้องกันต้องติดต่อให้โรงพยาบาลเป็นผู้เขียนโครงการให้

หก-ประชาชนจะเสียสิทธิในการเสนอ ปรับปรุง หรือแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพ เพราะสัดส่วนกรรมการจะหายไป

เจ็ด-ประชาชนอาจเสียโอกาสในการได้รับยาต่อเนื่องกรณีโรคเรื้อรัง หรือเสียโอกาสในการซื้อยาในราคาที่เป็นธรรม และอาจเผชิญปัญหาการขาดแคลนยาในบางช่วง

แปด-ในอนาคตอาจเสี่ยงกับการมีผู้ให้บริการไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย เพราะถ้ามีการแยกเงินเดือนจากค่าเหมาจ่ายรายหัว จะทำให้ค่าเหมาจ่ายรายหัวไม่สัมพันธ์กับจำนวนประชากร ในพื้นที่ที่มีประชากรมาก แต่ห่างไกล แพทย์อาจไม่ต้องการไปอยู่ เงินเหมาจ่ายรายหัวที่รวมเงินเดือนนี้ก็ยังสามารถนำไปจ้างลูกจ้างชั่วคราวได้ หากแยกออกจากกันอาจทำให้เกิดการขาดแคลนแพทย์ในบางพื้นที่ และเกิดการกระจุกตัวของแพทย์ในเขตเมือง

เก้า-ประชาชนต้องรีบป่วยตั้งแต่ต้นปี เพราะปลายปีเงินอาจหมด เนื่องจากในกฎหมายใช้คำว่า ให้คิดค่าใช้จ่ายที่สะท้อนต้นทุน ณ เวลาปัจจุบัน ตอนนี้หลักประกันสุขภาพจ่ายราคาตามรายโรคร่วม ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกคิดไว้แบบถัวเฉลี่ยทั้งปี การแก้ว่าต้องสะท้อนต้นทุน ณ ปัจจุบัน หากต้นทุนเพิ่ม ผู้ป่วยก็ต้องร่วมจ่าย ประเด็นนี้เป็นการแก้โดยไม่บอกประชาชน

นิมิตร์ เสนอว่า หากจะแก้กฎหมายหลักประกันจะต้องตัดเรื่องร่วมจ่ายออกจากกฎหมาย รวมทั้งต้องรวมระบบสวัสดิการสุขภาพเข้าเป็นระบบเดียวเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ที่ไม่ทำ เพราะตอนนี้รัฐไทยเป็นรัฐราชการ ข้าราชการเป็นใหญ่จึงทำให้แก้ยาก

ภายหลังการเสวนา นิมิตร์ ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า

“ถ้ายังมีการแก้ในประเด็นที่มีความขัดแย้งกันอยู่ เครือข่ายประชาชนจะจับตามอง และเราก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ทุกวิถีทาง เพื่อหยุดยั้งการแก้ในประเด็นที่เห็นต่าง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าพี่น้องทุกคนหวงแหนระบบหลักประกันสุขภาพ เพราะเป็นหลักประกันด้านสุขภาพของคนทุกคน เราคิดว่าเราพร้อมที่จะลุกขึ้นมาปกป้อง ถ้าคุณแก้ แล้วทำให้แย่”

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai