จี้ผู้บริหารพิจารณาพฤติกรรมอาจารย์ล็อคคอนิสิตจุฬาฯ กลางพิธีถวายสัตย์

กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ออกแถลงการณ์ จี้อธิการบดีและกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาพฤติกรรม อาจารย์ล็อคคอนิสิต จุฬาฯ กลางพิธีถวายสัตย์

3 ส.ค. 2560 จากกรณีที่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานสภานิสิตจุฬาฯ ได้โพสต์ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊ก 'Netiwit Chotiphatphaisal' ระบุว่า วันนี้เป็นวันถวายสัตย์ปฏิญญาณตนของนิสิตใหม่ประจำปี 2560 แทนที่จะเกิดความปีติ แต่กลับจัดงานอย่างผิดพลาด ตอนแรกสุดบอกว่าจะให้พื้นที่สำหรับคนยืนเคารพ รองอธิการบดีสัญญากับตนก่อนงานว่า ถ้าฝนตกจะให้เด็กโค้งคำนับแล้วจบ เพราะเด็กจะเปียก จะเป็นไข้ได้ แต่เป็นว่าให้หมอบกราบถวายบังคมเหมือนเดิม 

"สภานิสิตและอบจ นั้นไม่มีร่มให้ เปียกโชก ผมทนไม่ได้ ผมกับเพื่อนหลายคน ซึ่งมีหลายเหตุผลด้วยกันจึงเดินออกมา นอกจากนี้ ยังมีอาจารย์มาทำร้ายร่างกาย ล็อคคอ กระชากดึงเพื่อนผม ด่าอย่างไม่น่าเชื่อว่าเป็นอาจารย์" เนติวิทย์ ระบุ

ล่าสุดกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ออกแถลงการณ์กรณีดังกล่าวด้วยว่า จากประเด็นเรื่องที่เกิดขึ้นในงานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้มีการทำร้ายร่างกายโดยการล็อคคอนิสิต ซึ่งถือเป็นเรื่องฮือฮา และ เป็นภาพเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจยิ่งนัก แม้ว่านิสิตคนดังกล่าวไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนมากนัก แต่ก็อาจจะทำร้ายสภาพจิตใจของตัวนักศึกษาเองไม่น้อย 

กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ระบุอีกว่า ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือกลั่นแกล้ง หรือด้วยความโกรธหรือความพยาบาท โดยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “อาจารย์ท่านนั้นกำลังละเมิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ”

ครู อาจารย์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำร้ายร่างกายนักเรียน การลงโทษนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอบรมสั่งสอนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ซึ่งเพียงแค่ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีการทำร้ายร่างกาย นอกจากอาจารย์ท่านนั้นจะละเมิดกฎระเบียบกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังจะละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักศึกษาด้วย แต่ที่น่าเศร้าใจยิ่งไปกว่านั้น คือ การกระทำดังกล่าว มาจากการบรรดาลโทสะและไม่ยั้งคิด แสดงให้เห็นถึงความไม่มีวุฒิภาวะของอาจารย์ คนแบบนี้หรือ ที่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับนักศึกษา?

กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ขอเรียกร้องให้อธิการบดีและกระทรวงศึกษาธิการ โปรดพิจารณาพฤติกรรมของอาจารย์ท่านนี้ และขอให้มีการดำเนินการเอาผิดทางวินัยกับอาจารย์ท่านนี้ด้วย 

สำหรับ เนติวิทย์ ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า แม้ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้เป็นประธานฯ ก็รู้สึกปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเห็นว่าสยามประเทศจะเจริญงอกงามได้นั้น จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันสมัย ไม่แพ้กับชาติตะวันตก ทรงเห็นว่าของเก่าบางอย่างนั้นที่ทำมา บัดนี้สมควรเลิกได้แล้ว มนุษย์ไม่สมควรจะกดขี่กันและกัน กริยาท่าทางนั้นสำคัญ ควรจะให้ไม่เกิดการดูเหลื่อมล้ำขึ้น เหมือนลักษณะสังคมทาสดั้งเดิม ดังทรงพระมหากรุณาธิคุณในการยกเลิกทาสและธรรมเนียมแบบทาสแม้ต่อหน้าพระพักตร์ พระองค์ก็ต้องการให้พวกเราแสดงความเคารพอย่างเป็นมนุษย์เสมอภาค ทรงประกาศพระบรมราชโองการยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานถวายบังคม ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมาย และยังไม่มีผู้ใดหาญกล้าพอทีจะยกเลิกพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นนี้

เนติวิทย์ กล่าวด้วยว่า ด้วยความสำนึกในฐานะพลเมืองรุ่นใหม่ ในฐานะนิสิตในมหาวิทยาลัยตามพระนาม และประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่อาจปฏิเสธถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระองค์นี้ได้เลย ได้พิจารณาไตร่ตรองดีแล้วและเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรน้อมทำตามอย่างยิ่ง กระนั้นก็ตาม ตนก็เกิดความสับสน เหตุใดมหาวิทยาลัยที่ตั้งตามพระนามและเป็นสังคมปัญญาชนถึงสร้างธรรมเนียมขึ้นมาใหม่ให้กลับไปกราบไหว้ถวายบังคม ซึ่งธรรมเนียมการถวายบังคมนี้ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ของเก่า แต่เป็นของใหม่ที่มีมาเมื่อยี่สิบปีก่อน โดยก่อนหน้านี้มีการฟื้นฟูมาบ้างในสมัยรัฐบาลทหาร แต่นั่นก็ทำไปเพราะมีเป้าหมายทางการเมืองมิใช่หรือ โดยพวกเขาไม่อ่านตามพระราชประสงค์ พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่า เมื่อพระองค์เจ้าหญิงผ่อง พระธิดาของพระองค์ไม่ยอมทำตามพระราชประสงค์ พระองค์ถึงขนาดดึงตนขึ้นมาเลย และไม่รู้เพราะไม่มีเวลาศึกษาเพียงพอว่า นี่เป็นพระบรมราชโองการ และเป็นกฏหมาย

เนติวิทย์ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยในพระนามและแหล่งความรู้ไม่มองในมิติอื่นๆ เลยนอกจากทำตามคำสั่งของคนซึ่งอาจจะไม่ทราบถึงพระราชประสงค์เมื่อ 20 ปีก่อน และยังบีบบังคับให้คนที่ต้องการแสดงความภักดีต้องมีสีผมในลักษณะเดียวกัน ยึดข้อมือกำไรต่างๆ ทั้งที่นี่คือการถวายความคำนับต่อพระผู้ทรงสร้างความทันสมัยและต้องการให้มนุษย์เท่ากัน กลับพยายามสร้างความศักดิ์สิทธิ์ อันไม่ใช่ลักษณะของสังคมแห่งปัญญาเลย ในฐานะประธานสภานิสิตที่ได้รับเกียรติให้มางานนี้ ตนจึงต้องแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมอีกครั้งหนึ่ง ทำในสิ่งที่เป็นพระราชปณิธานต่อหน้าพระองค์ แม้คนอื่นๆ จะลืมเลือนความสำคัญของสิ่งที่พระองค์ทำนี้ไปแล้วและเดินออกไป