เรื่องสั้น: ถอนฟัน



ผมทนอาการปวดเป็นเวลานาน ตั้งแต่รู้สึกเจ็บจิ๊ดตรงฟันกรามด้านซ้ายบน รองซี่สุดท้าย ใช้ลิ้นดุนจึงรู้ว่ามันมีรู เมื่อต้องดื่มน้ำเย็นหรือกินของร้อน ผมต้องใช้ลิ้นดุนปิดรูฟันซี่นี้เสียทุกครั้ง เพื่อบรรเทาอาการปวด

ทีแรกผมไม่ใส่ใจ พอนานเข้า ไม่อาจทนอีกต่อไป อาการปวด เร้าให้ต้องไปโรงพยาบาล ขึ้นนอนบนเตียงอ้าปากให้หมอดูฟัน แล้วสารพัดเครื่องมือทันตกรรมในมือหมอ เข้าแคะเคาะฟันซี่ที่มีปัญหา หลายครั้งต้องสะดุ้งตัวโหย่งเกือบลุกขึ้นนั่ง

“เจ็บขนาดนั้นเลยหรือ” ผมไม่แน่ใจว่าหมอถาม หรือว่าอุทานที่เห็นผมแสดงอาการเจ็บปวด “จะถอนออกเลยมั้ย” คุณหมอถาม ผมนึกถึงการกินต้องใช้ฟันกรามเคี้ยวอาหาร ทุกวันนี้ก็เป็นฟันกรามด้านซ้ายนี้ทำหน้าที่ ส่วนฟันกรามด้านขวาผมถอนมันทิ้งทั้งบนล่าง ใช้การไม่ได้นานแล้ว ทีนี้ ถ้าผมถอนซี่นี้อีกคงต้องใช้ฟันหน้าเคี้ยวอาหารแทนฟันกรามแน่นอนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ผมเกิดความรู้สึกเสียดายขึ้นมา

“ไม่มีวิธีไหนที่จะเก็บรักษาฟันซี่นี้อีกแล้วเหรอครับ” ผมถาม

“รูมันค่อนข้างลึกนะ” แม้ผมจะถูกปิดหน้าด้วยผ้าช่องทันตกรรมไม่ให้มองเห็น แต่ฟังจากน้ำเสียงคุณหมอ ใจผมไม่สู้จะดีนัก คุณหมอคงทายใจผมออก  “หมอจะเอ็กซเรย์ดูว่าสามารถอุดได้หรือไม่” ผมใจชื้นขึ้นมา แล้วผู้ช่วยหมอฟันเปิดผ้าช่องให้ บอกผมลุกลงจากเตียงไปยังห้องเอ็กซเรย์

ผมนั่งรอหมออยู่หน้าห้องทำฟันครู่ใหญ่ ผู้ช่วยหมอฟันมาเรียกไปฟังผลการเอ็กซเรย์

“หมอจะลองอุดให้ก่อนนะ ถ้ามันไม่ไหวค่อยมาเอาออกนะ” คุณหมอฟันแนะนำ ความหวังที่ฟันยังอยู่คู่ปากรำไรขึ้นมา

เมื่อคุณหมอทำการอุดฟันให้เป็นที่เรียบร้อย ผมขอบคุณร่ำลา เดินออกจากโรงพยาบาลภาวนาในใจ ขออย่าได้กลับมาในสถานที่นี้อีกเลย เลี่ยงได้เลี่ยง หลีกได้หลีกไปไกลๆ คิดถึงธราธิปขึ้นมา พี่ท่านเคยเกริ่นกล่าวมาแล้ว ขึ้นต้นด้วยคำว่า “โรง” ไม่ว่า โรงเรียน โรงพัก โรงพยาบาล อย่าได้เฉียดกายเข้าใกล้ เว้นเสียก็แต่ ถึงโรงเหล้า เตากลั่น ควันโขมง...

กลับถึงบ้าน ลองใช้ฟันที่ผ่านการอุดรูมาหมาดๆ เคี้ยวโน่นกินนี่ ผลการใช้งานยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ จะเคี้ยวอาหารจะดื่มน้ำยังลำบาก ผมจึงหาวิธีบรรเทาปวดด้วยยาพาราเซตามอล ทุเลาลงชั่วครั้งชั่วคราว

ผมระมัดระวังเป็นพิเศษ กินดื่มต้องไม่เย็นไม่ร้อน จึงหลีกเลี่ยงการจะปวดฟันด้วย การกินดื่มไม่ให้ไปโดนฟันซี่ที่ปวด ระบบประสาทตรงรูมันคงเบาบางเต็มที ดื่มน้ำต้องหล่อน้ำเข้าปากให้พ้นฟันซี่เจ้ากรรม แต่ดันเป็นฟันซี่ที่อยู่ลึกเข้าไปในปากเสียด้วย จึงลำบากยิ่ง

คนรอบข้างเห็นใจในอาการทรมาน สารพัดวิธีแก้อาการปวดฟัน แนะนำเข้ามา อมเหล้า อมน้ำหมัก อมน้ำมนต์ อมรากไม้ ผมทำตามทุกคำแนะนำที่ว่าดี ทำแล้วหายจากการปวดฟัน กระทั่งยินยอมให้หมอผีรักษาด้วยวิธีไสยศาตร์

แม้ผมเป็นคนยากที่จะเชื่ออะไรง่ายๆ ทุกความเชื่อต้องมีเหตุเป็นผลรองรับ แม้แต่ความเชื่อในเรื่องศาสนา พระเจ้าของผมคงเป็นคนละองค์กับคนทั่วไป แต่ผมก็อยากรู้และอยากลอง เพื่อพิสูทธิ์ความเชื่อชนเผ่าของผมว่า ไม่มีแมงเจาะฟันจริงหรอก

ผมไปหาหมอผีชาวม้งที่บ้านดงสามหมื่น ถ้าหากเขารักษาฟันผมหายเจ็บด้วยวิธีของเขา ผมคงต้องนับถือเขามากว่าหมอฟันที่จบคณะทันตแพทย์อย่างแน่นอน

พอไปถึงหมู่บ้านได้ความว่าหมอผีท่านไม่อยู่ ไปเก็บสตอเบอรี่ ผมจึงดั้นด้นขับรถฝ่าเข้าไปในไร่สตอเบอรี่ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า พบกับแม่เฒ่าหมอฟันชาวม้ง กำลังคัดเกรดลูกสะตอเบอรี่ ผมทักทายบอกความประสงค์ที่ดั้นด้นมาหา

แม่เฒ่าเงยหน้ามองหัวเราะหึๆ ผ่านแววตาคล้ายจะบอกว่า มึงก็เชื่อด้วยหรือ แล้วแม่เฒ่าละมือจากเข่งตะกร้าสะตอเบอรี่ ลุกขึ้นบอกให้ผมคอย แล้วเดินออกจากเพิงพัก หายไปสักพักใหญ่ กลับมาพร้อมกับผักในมือกำใหญ่ ผมดูรู้เลยว่ามีใบบัวบก ผมพยายามถ่างตาดูจะได้เห็นชัดกว่าที่เห็น และสอบถามว่ามีผักอะไรบ้าง แต่แม่เฒ่าแกก็แกว่งมือไปมาไม่ให้เห็นชัดและปรามผมว่าอย่าเซ้าซี้ถามมาก

แล้วแม่เฒ่าก็เอาผักใบบัวบกนั้นมาสับบนเขียงพร้อมขยิบปากท่องคาถา ร่ายมนต์อยู่สักพัก แม่เฒ่าหมอผีใช้มีดกวาดเอาใบบัวบกถูกสับเละเป็นลาบนั้นลงใบตองกล้วยที่เตรียมไว้ แล้วนำมาให้ผม

“โปะไว้ข้างกรามตรงที่ปวดฟัน” แม่เฒ่าชาวม้งบอกผมด้วยภาษาปกาเก่อญอ ผมรับเอาห่อยาสมุนไพรที่ผ่านกรรมวิธีบริภาษด้วยคาถา โปะเอาไว้ตรงกรามอยู่พักใหญ่ แม่เฒ่าเดินมาหา เอายาที่โปะกรามออกมาดู ใช้ไม้ซี่เขี่ยยาสมุนไพรนั้นไปมา

“เจอหนึ่งตัวแล้ว นี่ไง” ผมเขยิบตัวชะโงกดู เห็นแมงตัวเล็กๆ คล้ายหนอน อยู่ในยาใบบัวบกที่ถูกสับ

มันคงเป็นหนอนที่อยู่ในข้อปล้องก้านใบบัวบกแน่ๆ ความไม่เชื่อของผมตั้งข้อสมุติฐานขึ้นมา ผมจึงรับเอาห่อยาและไม้ซี่จากมือแม่เฒ่า เขี่ยขุ้ยกองยาสับนั้นไปมา เจอเข้ากับหนอนเล็กๆนั้นอีกตัว ผมพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างตัวหนอนกับก้านใบบัวบก จึงได้ข้อสรุป มันเป็นไปไม่ได้ที่ตัวหนอนจะแทรกตัวอยู่ในก้านใบบัวบกนั้นได้ เพราะแมงหรือตัวหนอน ขนาดออกจะใหญ่กว่าก้านใบบัวบกเสียด้วยซ้ำ แล้วหนอนนี้มันมาจากส่วนไหนของยาสมุนไพรที่ถูกสับเละนี้ ผมพยายามจำแนกชนิดตัวยาออกมา ที่เห็นและรู้จักมีเพียงใบบัวบก ตัวยาชนิดอื่นไม่อาจแยกแยะได้ แม่เฒ่าเองไม่บอกยาตัวอื่นนอกจากใบบัวบก พอผมเส้าซี้แกก็ปิดปากผมด้วยคำพูด “เปิดเผยไม่ได้ เป็นความลับ ถ้าเปิดเผยคาถาจะเสื่อมความขลัง” 

แล้วผมเกิดความรู้สึกอาการเจ็ปปวดฟันได้คลายบรรเทาลง ตามด้วยความลังเลเริ่มมีมา หรือคาถาแม่เฒ่าได้ผลจริง แต่วิธีการรักษาของแม่เฒ่า ไม่อาจลบล้างเหตุผลที่คัดค้านอยู่ในหัวของผมได้ แค่เอาใบบัวบกมาสับให้เละแล้วโปะไว้ข้างแก้มตรงฟันกรามซี่ที่ปวดอยู่ มันจะส่งผลไปกระตุ้นระบบประสาทฟันให้มันหายปวดได้เชียวหรือ แล้วแมงหรือหนอนที่อยู่ในกองใบบัวบก ถ้ามันเป็นแมงที่มันกัดแทะฟัน คาถามันจะแรงถึงขั้นกระตุ้นให้แมงนั้นชอนไชออกมาแทงทะลุเนื้อหนังตรงกรามได้เชียวหรือ แม้ผมไม่เชื่อ แต่ผมไม่แสดงพฤติกรรมลบหลู่ออกมาให้แม่เฒ่าเห็น

“เท่าไหร่ครับ” ผมถามราคาค่ารักษาฟัน

“แล้วแต่จะให้” แม่เฒ่าบอก ผมดึงธนาบัตรหนึ่งร้อยบาทใบหนึ่งยื่นให้

“มากเกินไป สิบบาทยี่สิบบาทไม่มีเหรอ” แม่เฒ่าบอกจ้องหน้า

“แม่เฒ่าเก็บเอาไว้เหอะ ผมไม่ได้ร่ำรวยใจบุญเที่ยวแจกเงินหรอกนะ ผมพอใจที่จะจ่ายต่างหาก” ผมบอก แม่เฒ่ายื่นมือรับเงินลังเลอยู่ในที

“จะเอายานี้ไปด้วยมั้ย เผื่อไปทำต่อที่บ้าน” แม่เฒ่าเสนอผมยื่นมือรับห่อยาสมุนไพรนั้นทันที พร้อมกับความคิด ผมจะเอากลับไปพิสูทธิ์ความจริงให้กระจ่างใจ

ถึงบ้านผมแกะห่อยามากาง เอาไม้ซี่เขี่ยหาตัวหนอนอย่างละเอียดยิบ ไม่เจอแมงหนอนแม้ตัวเดียว ผมจึงเอายานั้นโปะตรงกรามข้างแก้มตรงฟันซี่ที่มันมีปัญหา โปะไว้สิบนาทีเห็นจะได้ แล้วเอาห่อยามากาง ใช้ไม้ซี่เขี่ยไปมาสำรวจอย่างละเอียดยิบ เจอกับหนอนเจาะฟันนั้นเข้าอีกตัว เป็นไปไม่ได้หรอกเราตรวจยานั้นไม่ละเอียดหรอกกระมัง ผมบอกตัวเอง จึงเอายาสมุนไพรนั้นโปะไว้อีกเป็นรอบที่สอง แล้วเอาไม้ซี่เขี่ยดู เจอกับหนอนแมงกินฟันนั้นเข้าอีกตัว ไม่อยากเชื่อ มันเป็นไปไม่ได้ ผมบอกกับตัวเอง ทำมันเช่นนี้จนกว่าแมงเจาะฟันนั้นหมดไปจากปาก ผมเลยโปะๆ เขี่ยๆ อยู่นับสิบรอบ แมงเจาะฟันคงหมดปากแล้วกระมัง เขี่ยขุ้ยอย่างไรก็หาไม่เจอ จึงยุติการรักษาฟันด้วยวิธีของหมอผีชาวม้ง

ผมหายปวดฟันอยู่หลายวัน แล้วเริ่มเจ็บจิ๊ดขึ้นมาเป็นทีเป็นครั้ง บางคืนยิ่งดึกยิ่งเจ็บถี่ ทีนี้ไม่เจ็บเฉพาะฟันกรามด้านบนซี่ที่มีปัญหาเท่านั้น มันเจ็บเสือกลงมาที่ฟันกรามด้านล่าง ตกดึกผมต้องพึ่งยาพาราเซตามอลอยู่หลายระลอก เช้าขึ้นลืมตาตื่นอาการปวดฟันชวนให้โมโห หาทางออกโดยสะพายเครื่องตัดหญ้า ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เข้าสวน ระบายอาการปวดฟันด้วยการสะบัดเครื่องตัดหญ้า เสียสามสี่วัน จนสวนราวสามกว่าไร่ต้องเตียนโล่ง หลายคืนต่อมายาพาราเซตามอลไม่อาจบรรเทาลดความเจ็บปวดได้ ต้องเพิ่มตัวยาที่แรงขึ้นมาอีก ใช้"ยาแก้ปวดหัวยาว"ครั้งละสองซองทุกๆ สองชั่วโมงจนซองยาแก้ปวดหัวยาวเกลื่อนห้อง เป็นเช่นนี้นานต่อไปคงไม่ไหวแน่ จึงคิดหาวิธีใหม่ ถ้าตื่นขึ้นมาหลังหมดฤทธิ์ยา จึงนั่งทำสมาธิ ย้ายจิตออกจากอาการปวดฟันโดยการพยายามไม่คิดว่าฟันเจ็บและปวด ช่วงเข้าฌาณได้มันไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด พอสมาธิแตกเท่านั้นแหละอาการปวดสุดทรมาน

ผมนั่งคิดยืนคิดนอนคิดพิจารณาหาสาเหตุการเจ็บปวดฟันที่เกิดขึ้น จนรู้ที่มาของอาการปวดฟัน มันไม่ใช่ฟันซี่ที่ทำการอุดก่อนหน้านี้ แต่เป็นฟันคุดที่ออกมา หรือคาถาแม่เฒ่าชาวม้งไปทำปฏิกริยากระตุ้นให้ฟันคุดด้านล่างแทงทะลุเหงือกออกมา  ผมเกิดสงสัยเล่นๆ ขึ้นมา ระหว่างฟันคุดกำลังขึ้นอย่างเจ็บปวด ก็มีเรื่องเข้ามาท้าทายความเชื่อ

“ฟันคุดกำลังขึ้น อย่าไปบอกต่อหน้าคนตั้งท้องเชียว ไม่งั้นต้องทนเจ็บปวดฟันคุดจนกว่าแม่หญิงนั้นคลอดลูก” ลุงเต่หวังดีเตือนผม

“มันคงไม่เกี่ยวกันหรอกมั้ง ฟันคุดขึ้นที่ปากของผม” ผมท้าทาย

“คนเฒ่าคนแก่เคยพูดเคยเตือนเอาไว้เขาคงประสบพบเจอเหตุมาแล้ว” ลุงเต่โน้มน้าวให้ผมคล้อยตาม

“หมู่บ้านเรามีใครกำลังตั้งท้อง ผมจะไปบอกพวกเขาว่าฟันคุดผมกำลังขึ้น” อาการปวดฟันชวนให้ผมท้าทาย แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้รับการพิสูทธิ์ เพราะไม่มีใครกำลังตั้งท้อง และความเชื่อนี้ก็ยังคงเป็นความเชื่อที่มีอยู่ในกลุ่มคนที่มีอายุและส่งต่อความเชื่อนี้มายังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังฝังหัวพวกเขาอย่างลังเล แต่กับผมแล้วไม่ ผมอยากท้าทายและหาข้อพิสูทธิ์ความจริงให้ปรากฏออกมา

มันไม่มีแต่ความเชื่อเช่นนี้เท่านั้น พวกเราที่อยู่มากลางป่าบนเขาก็มีเรื่องราวการรักษาฟันและการจัดการฟันกันด้วยวิธีแปลกๆชวนหวาดเสียว กับการกัดเอาคมมีดปลายแหลมเพื่อเปิดเหงือกให้ฟันคุดโผล่พ้นเหงือกก็มีมาเป็นเรื่องเล่าสืบกันมา และอย่างตอนผมยังเด็ก เมื่อฟันน้ำนมโยกคลอนจะหมดอายุ พวกเราจัดการมันด้วยวิธีสุดแปลกแสนพิศดาร ขณะฟันน้ำนมโยกคลอนจะหลุดไม่หลุดรำคาญปากอยู่นั้น เพื่อนผมเห็นอาการเข้า จึงแนะนำและจะช่วยเอาฟันซี่ที่โยกนั้นออกจากปาก

“ไอ้โถ่เอ็งไปหาด้ายไนล่อนมา ที่บ้านข้าพ่อเลี้ยงหมาดำล้วนอยู่ตัวหนึ่ง วันนี้พ่อข้าไม่ไปไร่ เจ้าดำมันคงอยู่บ้านหรอก” พอไอ้เปาเพื่อนเกลอมันบอกเช่นนี้ พรรคพวกเราต่างโยกดูฟันของตัวเองกันยกใหญ่ มีบางคนโยกเล็กโยกน้อย มีเพียงผมที่โยกมากกว่าคนอื่น แล้วไอ้เปาอาสาจะทำการถอนฟัน ไอ้เมทีบอก แม่เขามีด้ายไนล่อนมันจะกลับไปเอา เมื่อได้ด้ายไนล่อนพรรคพวกก็แห่ส่งผมไปยังบ้านไอ้เปา เห็นเจ้าหมาดำนอนหมอบอยู่บนบ้านตรงหัวกระได

“เอ็งโชคดีโว้ยไอ้โถ่ หมาข้าอยู่บ้าน” ไอ้เปาหันมาบอกแล้วรีบปีนบันไดขึ้นบ้านไปกระเซ้าลูบหัวเจ้าหมาดำ พวกเราขึ้นไปยังบนบ้านไอ้เปาที่ยกพื้นสูงท่วมหัวผู้ใหญ่

“ไอ้ที เอ็งเข้าไปเอาสากครกในครัวมา ข้าจะผูกฟันไอ้โถ่” ไอ้เปาสั่งการแล้วเอาด้ายไนล่อนจากมือเมที แล้วบอกให้ผมอ้าปาก กรีดด้ายสายเล็กเข้าช่องไรฟันผม จัดการผูกเงื่อนมัดโคนฟันซี่ที่โยกนั้นได้เรียบร้อย มันลองดึงด้ายนั้นดู ผมนั้นหัวสะบัดไปตามแรงดึงและรำคาญปากอย่างมากที่มีด้ายไปมัดติดอยู่กับฟันซี่ที่โยก ซ้ำยังมีเลือดไหลออกมาต้องบ้วนน้ำลายทิ้งอยู่หลายครั้ง

“มาเซ เอ็งเอาปลายด้ายนี้มัดกับหางเจ้าดำนะ” ไอ้เปาสั่งการ ผมเกิดอาการขี้ขลาดขึ้นมาอยากยกเลิกปฏิบัติการถอนฟันนี้ เมื่อเห็นมาเซเอาปลายด้ายที่ยาวกว่าหนึ่งวาไปมัดกับหางเจ้าดำ “เอ็งจะไปกลัวทำไมวะ” ท่านหัวหน้าทันตกรรมออกอาการรำคาญ “เมทีเอ็งเอาสากครกให้ไอ้โถ่มัน” ท่านหัวหน้าคนต้นคิดสั่งการขณะมันลูบหัวเอาใจเจ้าดำไม่ให้มันตื่นแผ่นหนี ผมคิดด้วยความตื่นตระหนกอย่างตงิดๆ ตูไม่น่าตกลงรับปากไอ้เปามันเลย ผมมองดูปลายด้ายที่มัดติดหางเจ้าดำด้วยใจหวาวๆ “ทีนี้นะไอ้โถ่ เอ็งต้องใช้สากครกนี้ขว้างเจ้าดำให้มันหนีลงบันได เฮ่ ! เอ็งต้องถือสากครกนั้นด้วยมือซ้ายซิ เอ็งอย่าใช้มือขวาขว้างนะเดี๋ยวฟันจะไม่หลุด” เพื่อนเกลอหมอฟันเตือนให้คิดหนัก “เรียบร้อยนะ ข้าจะปล่อยเจ้าดำแล้ว” ทุกคนขยับที่เปิดทางโล่งลงบันไดให้ผมกับเจ้าดำ “ฉุ่ยพาซู พู ลอโข่ เด” เจ้าหัวหน้าทันตกรรมเพื่อนเกลอส่งเสียงไล่เจ้าหมาดำให้ลุกขึ้นจากการนอนหมอบ พรรคพวกสี่ห้าคนต่างดูอาการผม พวกมันหัวเราะคิกๆ คักๆ ต่างลุ้นใจระทึก ผมนี้ยืนใจแป้วยิ้มแหยๆ กึ่งสู้กึ่งกลัว เมื่อเจ้าดำลุกขึ้นยืน เพื่อนๆ ต่างส่งเสียงเชียร์ “เอ็งขว้างมันเลย” ด้วยความลังเลกึ่งกลัวกึ่งสู้ ผมจึงขว้างสากครกออกไปเบาๆ ไม่โดนเจ้าดำขยับตัว ทำท่าจะลงบันได ไอ้เปากระโดดเข้าควบจับเจ้าดำไว้อยู่มือ

“เอ็งจะฉิบหายแล้วมั้ยล่ะ” เจ้าหัวหน้าทันตกรรมตะคอกเข้าให้ “ขืนเอ็งทำเช่นนี้เจ้าดำมันจะลากเอ็งตกกระไดนะมึง กล้าๆหน่อยซิวะ” ท่านหัวหน้าตำหนิ ทำเอาจิตใจผมที่เคยว้าวุ่นเริ่มฮึดสู้ขึ้นมา เพื่อนๆ หัวเราะคิกๆ คักๆ กันอย่างขบขำ ผมรับสากครก ไอ้หมอเปาปลีกออกจากเจ้าดำ จังหวะผมหลับตาตะโกนก้องร้อง “เอี๊ยก” เหวี่ยงสากครกขว้างใส่เจ้าดำ มันรู้สึกเหมือนถูกพลังช้างสารตัวใหญ่ลากถูไปตามแรง ผมคะมำหน้าไปถึงหัวบันไดได้ขั้นที่หนึ่งขั้นที่สอง เห็นด้ายสีขาวหย่อนไหลตามหางเจ้าดำพร้อมกับแรงดึงชงักคลายทิ้งลงจากปาก หูของผมอื้ออึงไปด้วยเสียงหัวเราะของพรรคพวกกลบเกลื่อนอาการเจ็บและปวดชวนสยิวใจอยากร้องไห้ตอนเห็นด้ายสีขาวหย่อนไหลลงตามหางเจ้าดำ

ซาลงจากเสียงหัวเราะชอบใจสนุกสนาน พรรคพวกต่างลงจากเรือนออกแข่งกันตามหาฟันซี่ที่หลุดออกจากปากผม ไอ้ปอเป็นคนเจอแสดงอาการดีใจได้เป็นที่หนึ่งทำเพื่อนตาละห้อยอิจฉา มันยื่นฟันซี่นั้นให้หัวหน้าทันตกรรมผู้ถอนฟันด้วยวิธีพิศดาล ไอ้หมอเปาพิจารณาฟันซี่นั้นพร้อมตรวจดูปากผม แล้วบอกให้ผมเคี้ยวใบสาบเสือบอุดเอาไว้ตรงรอยแผล

“เอ็งเก็บฟันของเอ็งไว้อย่าให้หาย กลับไปฝังมันใต้เชิงก้อนเส้าเตาไฟบ้านเอ็ง เอาก้อนที่อยู่ฝั่งตะวันออกนะโว้ย ขืนฝังฟันกับก้อนตะวันตก ระวังฟันเอ็งจะไม่งอกนะโว้ย” ไอ้เปากำชับ ผมเก็บฟันซุกใส่กระเป๋ากางเกง เกิดสงสัยไอ้เปามันไปเรียนวิธีการจัดการฟันเช่นนี้ได้จากไหน แล้วเรื่องราวการถอนฟันของผมด้วยวิธีพิศดาลจากหมอเปา นักทันตกรรมบ้านป่ากระจายในหมู่เพื่อน ใครฟันโยกฟันคลอนเรียกใช้หมอเปา พวกเราจะแห่กันไปเชียร์ทั้งหมอเปาและคนป่วยอย่างสนุกครื้นเครง

หลังจากนั้นนานนับเดือน เพื่อนคนอื่นๆ ที่ถูกหมอเปาถอนฟันด้วยเจ้าหมาดำ ฟันพวกเขางอกขึ้นมาใหม่กันทุกคน เว้นแต่ผมคนเดียวที่ไม่มีทีท่าว่าฟันจะงอกขึ้นมาใหม่ จึงนำความไปปรึกษาหมอเปา

“เอ็งฝังมันอย่างที่ข้าบอกนะ” หมอเปาซักทำหน้าจริงจัง

“เปล่า ข้าทำมันหาย” ผมสารภาพเสียงอ่อย และกลัวกังวลว่าฟันจะไม่งอก

“กูนึกแล้วเชียว” ไอ้หมอเปาลากเสียงทำหน้าครุ่นคิด “อื่อ ไม่เป็นไร ข้ามีทางออกให้เอ็ง” ผมฟังเสียงไอ้เปาเช่นนี้ใจชื้นขึ้นมา “เอ็งจำทางไปนาต้นมะกอกได้นะ” ไอ้เปาถามผมพยักหน้า “ก่อนจะข้ามลำห้วยเหนือที่นาไอ้มาเซ จะมีตองกงกอหนึ่ง เอ็งนึกออกนะ” ไอ้เปาถามผมพยักหน้ารับอีกครั้ง “อย่างนั้นได้การเลยเพื่อนเกลอ” ไอ้เปาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงโล่งอกโล่งใจ ผมดีใจขึ้นมาเป็นกอง หลังจากที่เก็บงำความกังวลอยู่กับตัวตลอดมาตั้งแต่ทำฟันซี่นั้นหาย

“พรุ่งนี้ เอ็งตื่นขึ้นมา อย่าเพิ่งพูดกับใครทั้งนั้น เอ็งลงจากบ้านไปยังกอตองกงที่เหนือนาไอ้มาเซ” ไอ้เปาแนะผมคิดตามรู้สึกหวาดกลัวกับเส้นทางขึ้นมา “ไปถึงแล้ว เอ็งหัวเราะใส่กอตองกงนั้นสามครั้ง พร้อมพูดกับกอตองกงนั้นว่า ตองกงเจ้าเอ๋ย จงทำฟันข้า ให้สวยๆและแข็งแรง หลังจากนั้นเอ็งหันกลับไปให้ถึงบ้าน ระหว่างทางอย่าเหลียวซ้ายแลขวาพูดกับใคร...” ไอ้เปาแนะนำผมทึ่งในความรู้ที่ไอ้หมอเปามันมี และสงสัยไม่หายว่ากอตองกงมันจะช่วยให้ฟันขึ้นได้ยังไง และยิ่งกว่านั้นคือ ผมเกิดกลัวที่จะไปคนเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวผีขึ้นมา ตลอดทั้งคืนผมหลับๆตื่นๆ จนเช้าขึ้นมาผมแข็งใจแว้บออกจากบ้านอย่างที่ไอ้เปาแนะนำ ทำตามอย่างที่มันบอก รู้สึกเขินอายกอตองกงและต้นไม้ต้นหญ้าที่รายล้อม ผมหัวเราะบอกกล่าวกับกอตองกงจบ วิ่งปรื๋อกลับบ้านอายคนจะมาเห็น กลัวผีจะมาหลอก วิ่งหน้าตั้งเข้าเขตหมู่บ้าน ชลอฝีเท้าสวนกับไอ้เปาที่ลงมาตักน้ำ มันเผยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ขณะที่ผมแหยยิ้มให้มันอย่างเขินอายพร้อมเร่งฝีเท้าให้ห่างมันไวๆ

แต่ อาการปวดฟันที่เข้าสู่วัยกลางคนในระลอกนี้ ทำให้ผมได้นึกได้คิดถึงเรื่องราวในวัยเด็ก และทำให้ผมได้คลายความสบประมาทลงหลายเรื่องหลายราว จากที่เคยคิด แค่ฟันสามสิบสองซี่นี้นะ ต้องเอาใจมันถึงขั้นต้องเปิดเป็นคณะทันตแพทย์ให้นักศึกษาต้องเรียนกันเป็นเวลาสี่ห้าปีเชียวหรือ แล้วผมสำนึกได้ว่าฟันมันมีความสำคัญขนาดไหน ลงฟันทำหน้าที่ไม่ได้แล้ว กระเพาะเป็นด่านแรกต้องทำงานหนักกว่าเดิมและเครื่องในส่วนอื่นๆคงต้องรับภาระหนักตามไปด้วย ส่งผลให้ร่างกายทั้งระบบต้องสั่นสะเทือน ผมคลายความแคลงใจกับหมอฟันลงไปแยะ

แต่หลายวันผ่านไปที่ฟันผมคลายความเจ็บปวดลง ทำเอาความเชื่อผมสั่นคลอน ผมจะเชื่อหมอฟันหรือเชื่อหมอผี หมอฟันเขารักษาให้ด้วยการอุดรู หมอผีก็รักษาให้ด้วยคาถา

นานกว่าหนึ่งเดือนผมเกิดเจ็บปวดฟันขึ้นมาอีก ทีนี้เจ็บถี่เจ็บง่าย เวลาพูดฟันซี่ที่มีปัญหาแค่โดนลมปากมันก็เจ็บจิ๊ดขึ้นทันที สะเทือนถึงสมองเสียอย่างนั้น

ผมจะกลับไปหาหมอฟันอีกครั้ง เพื่อทำการถอนออกอย่างที่หมอท่านเคยแนะนำ ผมก็เสียดาย เพราะฟันกรามผมเคยถอนมันออกหลายซี่จะหมดปากอยู่แล้ว หวังจะเก็บมันไว้เคี้ยวอาหารแต่แค่เอาอาหารเข้าปากก็ทรมานแล้ว ระหว่างที่รอทำใจ แต่ละคืนผมต้องบรรเทามันด้วยยาแก้ปวดหัวยาวนับสิบซอง และเอายาปลาสเตอร์ปะหัวปะไว้ตรงกราม ไม่ใช่แค่จะให้รู้สึกว่าบรรเทาปวด แต่เป็นการสื่อสารถึงคนทั่วไปให้รับรู้ว่า ผมปวดฟัน และขอความเห็นใจสงสารจากผู้คน แต่ใครเขาจะช่วยเจ็บแทนได้ แค่ไม้สมน้ำหน้าซ้ำเติมต่อหน้าก็บุญโขแล้ว

ในที่สุดผมไปหาหมอฟันอีกครั้ง แต่ไม่เป็นหมอฟันที่โรงพยาบาลอำเภอ เป็นหมอฟันที่โรงพยาบาลตำบล หมอฟันให้ผมขึ้นไปนอนบนเตียง แล้ทำการตรวจฟัน เคาะๆ แคะๆ ฟันซี่ที่เคยให้หมอฟันที่โรงพยาบาลทำการอุดให้

“หนูทำให้ได้ คือต้องถอนฟันซี่นี้ทิ้ง” หมอฟัน รพ.สต.บอก

“มันไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ” ผมถามด้วยความอยากให้ฟันซี่นี้ยังอยู่คู่ปากผม

“เคยอุดมาแล้ว มันก็ยังปวดอยู่ หนูดูแล้วมันคงจะเจ็บๆ หายๆ แต่วันนี้หนูจะจัดยาให้พี่ไปกินก่อน ถ้ามันหายปวดพี่ก็มาหา หนูจะถอนออกให้” หมอฟัน รพ.สต.แนะนำ

ผมทนทรมานอยู่ได้อีกประมาณเดือนกว่าๆ เมื่อคืนนี้ผมไปสวาปามหมูกระทะเสียอิ่มแปล้ ตกตึกสุดทรมานเสียเหลือเกิน ผมจึงตัดสินใจตั้งแต่วินาทีนั้นแล้วว่า คงถึงเวลาเสียที รุ่งเช้าผมขับรถออกจากเชียงใหม่กลับไปยังหมู่บ้าน มุงไปยังโรงพยาบาลตำบล

“น้องพี่คงเก็บมันไม่ไหวแล้ว” ทันทีที่เจอหน้าน้องผู้หญิงที่ทำหน้าที่หมอฟันใน รพ.สต.

“ตอนนี้หายปวดแล้วใช่มั้ย” หมอฟันถามอาการ

“เปล่า ตอนนี้มันปวดมาก” ผมบอกตามตรง หมอฟันได้อธิบายเหตุผลให้ฟังว่า สาเหตุที่หมอไม่ทำการถอนขณะปวดฟันอยู่ เพราะมันจะเจ็บมากเวลาทำการถอน เนื่องจากยาชาที่ฉีดเข้าไปทำหน้าที่ไม่ได้เต็มที่

“แต่มันเจ็บน้อยกว่าการไม่ฉีดยาชาเลยใช่มั้ย” ผมถาม

“ประมาณนั้นแหละ พี่จะเอายาไปกินก่อนมั้ย ถ้าพี่หายปวดแล้วค่อยมาหา หนูจะถอนให้” หมอฟันแนะนำ ผมลังเลขึ้นมาทั้งที่ตัดสินใจตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่า ทรมานออกปานนี้เราคงอยู่ร่วมกันไม่ได้เสียแล้ว แต่มาถึงวินาทีนี้ผมเกิดอาลัยอาวรณ์มันขึ้นมาอีกครั้ง

“งั้นลองฉีดยาชาดูสักเข็มก่อน ถ้ามันเจ็บมากอยู่พี่จะยังไม่ถอนนะ” ผมต่อรองกับน้องหมอฟัน

“พี่ขึ้นไปนอนบนเตียงเลย” หมอฟันบอก ผมเขยิบขึ้นไปนอนแหงนหน้ามอง หมอฟันเอาผ้าช่องปิดหน้าให้ผมอ้าปาก “ถ้าหนูฉีดยาชาให้แล้ว ต้องถอนสถานเดียว” เธอบอกเหมือนตัดสินใจแทนตัดความโลเลที่เกิดขึ้นกับผมมาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงมันจะปวดมากหน่อยก็ทนเอานะ ผมคิดปลอบใจตนเอง ระหว่างหมอฟันตระเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์กระทบกันเกิดเสียงชวนหวาดเสียวขณะนอนอ้าปากอยู่บนเตียง

ผมเจ็บจิ๊ดแรกที่หมอฟันแทงเข็มเข้าไปตรงเหงือกแล้วรู้สึกได้อีกหลายจิ๊ดทั้งด้านนอกด้านในรู้สึกบืนๆ ปากขึ้นมา แล้วทีนี้ ผมรู้สึกได้รางๆว่า หมอฟันทั้งแคะขุดหักดึงดันจนหัวผมต้องโยกคลอนไปมาตามแรง จนสักครู่ ผมสัมผัสได้ถึงชิ้นส่วนหนึ่งในปากหลุดออกมา สะเทือนความคิด อวัยวะชิ้นหนึ่งที่อยู่คู่กับร่างเรามาย่างยาวนานต้องขาดออกจากร่าง ในวินาทีที่มันหลุดออกมา เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า นี่แค่ฟันซี่เดียว เรารู้สึกพลัดพรากได้ถึงเพียงนี้ หากเป็นอวัยวะส่วนที่รักที่หวงเราจะรู้สึกได้หนักขนาดไหน แล้วถ้ามันเป็นวินาทีที่ชีวิตหลุดออกจากร่างกาย เราจะมีความรู้สึกอย่างไร