อัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ถอนฟ้องคดี พ.ร.บ.ประชามติ ผู้สื่อข่าวประชาไท

อัยการสูงสุดได้พิจารณาตรวจสอบกรณีผู้สื่อข่าวประชาไทยื่นเรื่องขอความเป็นธรรม ขอให้ถอนฟ้องคดี พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่า อัยการจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งฟ้อง ชอบแล้ว จึงมีคำสั่งยุติเรื่องการขอความเป็นธรรม

11 ส.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่า สำนักอัยการสูงสุดได้ส่งหนังสือที่ อส.๐๐๐๘(คช.๑)/8919 ถึง ทวีศักดิ์ เกิดโภคา ผู้สื่อข่าวประชาไท โดยในหนังสือระบุว่า ตามหนังสือลงวันที่ 21 ก.ย. 2559 เรื่องการขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานอัยการสูงสุดนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจสอบพิจารณาแล้ว คดีนี้ อัยการจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาทั้ง 5 ชอบแล้ว และได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 5 เป็นจำเลยต่อศาลแล้วจึงมีคำสั่งยุติเรื่องขอความเป็นธรรม

ทวีศักดิ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2559 จากการนั่งรถคันเดียวกันกับ ปกรณ์ อารีกุล อดีตสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งเดินทางไปให้กำลังใจกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกเรียกเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.บ้านโป่ง เนื่องจากได้เข้าร่วมถ่ายรูปเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ส่วนทวีศักดิ์ ได้ขอเดินทางเพื่อไปทำข่าวการถูกเรียกพบพนักงานสอบสวนด้วย แต่สุดท้ายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไปด้วยเนื่องจากเห็นว่า เดินทางมาพร้อมกันบนรถที่มีเอกสารรณรงค์ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในรถ แม้จะยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นผู้สื่อข่าวแล้วก็ตาม

ต่อมาวันที่ 11 ก.ค. 2559 ศาลจังหวัดราชบุรี คำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง 5 ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 เป็นเวลา 12 วัน ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสภ.บ้านโป่ง ก่อนจะอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ด้วยหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 140,000 บาท โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ

ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายประกอบด้วย ปกรณ์ อารีกุล, อนันต์ โลเกตุ, อนุชา รุ่งมรกต และทวีศักดิ์ เกิดโภคา ซึ่งถูกแจ้งข้อหาตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 นอกจากนั้นยังมีการแจ้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศคมช.ฉบับที่ 25/2549 ต่อทั้ง 4 คน เหตุไม่พิมพ์ลายนิ้วมือตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ส่วนผู้ต้องหาคนที่ 5 คือ ภานุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2

โดยเมื่อวันที่ 29 พนักงานอัยการ จ.ราชบุรี มีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยทั้ง 5 คน ต่อศาลจังหวัดราชบุรี ตามความผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 25 เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา โดยจำเลยทั้งหมดขอยื่นประกันตัวและศาลให้ประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์เดิมในขั้นตอนการสอบสวนเป็นเงินคนละ 140,000 บาท

ทั้งนี้คำฟ้องได้ระบุว่าวันที่ 10 ก.ค. 2559 จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันกระทำความผิด กล่าวคือ “จำเลยทั้งห้าได้บังอาจร่วมกันดำเนินการเผยแพร่ข้อความและภาพเป็นรูปลอก(สติ๊กเกอร์)สีน้ำเงิน มีข้อความระบุว่า “7 สิงหา ร่วมกัน VOTE NO ไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก” ซึ่งมีความหมายให้ร่วมกันออกเสียงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้น ซึ่งกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ดังกล่าว ด้วยการแจกจ่ายรูปลอก(สติ๊กเกอร์)ซึ่งมีข้อความให้แก่ประชาชนทั่วไป และพรรคพวกของจำเลย ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิออกเสียง อันเป็นการดำเนินการเผยแพร่ข้อความในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง อันมีลักษณะเป็นการปลุกระดมโดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างนึ่งหรือไม่ออกเสียง อันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ในการกระทำการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”   เหตุดังกล่าวเกิดจากกรณีที่จำเลยที่ 1-4 ได้แก่ ปกรณ์ อารีกุล,อนุชา รุ่งมรกต, อนันต์ โลเกตุ และทวีศักดิ์ เกิดโภคเดินทางไปยังจังหวัดราชบุรีและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นรถและพบเอกสารความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญ และรณรงค์โหวตโนหลายรายการในรถดังกล่าวจึงจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาโดยระบุว่ามีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะแจกจ่ายเอกสารดังกล่าว

เมื่อพิจารณาจากเอกสารคำฟ้องของพนักงานอัยการศาลจังหวัดราชบุรี พบว่า ในหน้าคำขอท้ายคำฟ้องอาญา พนักงานอัยการขอให้ศาลริบของกลางทั้งหมดและขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งหมดเป็นเวลา 10 ปี ตามบทลงโทษของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559  มาตรา 61 วรรค 2 ระบุว่า ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ  ภาพ  เสียง  ในสื่อหนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์  สื่ออิเล็กทรอนิกส์  หรือในช่องทางอื่นใด  ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง  ก้าวร้าว  หยาบคาย  ปลุกระดม  หรือข่มขู่  โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง  หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือไม่ออกเสียง  ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นการกระทําความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป  ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงสองแสนบาท  และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดสิบปี

นอกจากนี้จำเลยที่ 1-4  ยังถูกฟ้องตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 25 เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับการยุติธรรมทางอาญา เนื่องจากไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติการต้องโทษทางอาญาซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ต่อมา 21 ก.ย.2559 เวลา 9.20 น. จำเลยในคดีแจกสติกเกอร์โหวตโนที่สภ.บ้านโป่ง ราชบุรีทั้ง 5 คน ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานอัยการศาลราชบุรีเพื่อขอให้อัยการถอนฟ้องโดยหนังสือร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวมีใจความสรุปได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มาวางกรอบการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐและรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การให้ประชาชนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีความชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับ และสติกเกอร์ดังกล่าวก็ไม่ได้มีลักษณะอันเป็นเท็จ อีกทั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าสติกเกอร์เหล่านี้ไม่น่าเป็นความผิดตามม.61 พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติและสามารถเผยแพร่ได้ นอกจากนั้นการดำเนินคดีกับพวกตนก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอีกทั้งการออกเสียงประชามติก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งการดำเนินคดีกับพวกตนอาจจะส่งผลเสียต่อรัฐบาลเนื่องจากอาจถูกลดความน่าเชื่อถือในด้านสิทธิมนุษยชนจากนานาประเทศ

จากนั้นจำเลยทั้ง 5 คนไปที่ศาลจังหวัดราชบุรีตามนัดสมานฉันท์ ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยทั้ง 5 ฟังและได้ถามว่าพ.ร.บ.ออกเสียงประชามติฯ เป็นกฎหมายเฉพาะที่ออกมาเพื่อให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและขณะนี้การออกเสียงประชามติก็ได้เสร็จสิ้นแล้ว อีกทั้งโทษตามกฎหมายก็ไม่ได้รุนแรง แต่เพื่อเป็นการป้องปรามเท่านั้น ดังนั้นจำเลยให้การว่าอย่างไร หากสารภาพก็จะสามารถตัดสินได้เลย