กล(ลวง)ของสัจจะ ความไม่เป็นเหตุผลในการตัดสินจำคุก 'ไผ่ ดาวดิน'

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ


 

วันที่ 15 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ศาลได้ตัดสินให้ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุภัทร บุญภัทรรักษา ต้องโทษจำคุก 5 ปี ในคดีแชร์ข่าวของสำนักข่าวบีบีซีไทยที่มีเนื้อหาถึงพระราชประวัติของรัชกาลปัจจุบัน แต่เนื่องจากไผ่ “ให้การสารภาพ” ศาลจึงลดโทษให้เหลือ 2 ปี กับ 6 เดือน

คำตัดสินนี้ไม่ได้เพียงแต่ตัดสิทธิและจำกัดชีวิตของไผ่ในปัจจุบัน แต่มันมีแนวโน้มที่จะหมายถึงการทำลายอนาคตทั้งชีวิตและความฝันที่ไผ่ฝันจะเป็นด้วย เพราะการตัดสินโทษของเขานี้ แปลว่าไผ่หมดโอกาสที่จะได้เป็นทนายความสิทธิมนุษชนที่เขาวาดหวังไว้ไปโดยปริยาย การขังคุกที่จองจำทางกายภาพของไผ่อาจจะสิ้นสุดที่ 2 ปี 6 เดือน แต่สิทธิเสรีภาพของเขา กลับต้องโดนบั่นทิ้งไปตลอดชีวิต

ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของคุณวิบูลย์ (คุณพ่อของไผ่) ที่ว่า “ก่อนที่ศาลจะพิพากษาตัดสิน ศาลได้เรียกไผ่และครอบครัวไปคุยเกี่ยวกับคดีความ ก็ไม่ได้คุยแบบนี้แบบที่ตกลงกันในช่วงเช้า ที่คุยกันก็คือโทษจำคุกหากไผ่รับสารภาพไม่ใช่ 5 ปี แต่ตนขอไม่ลงรายละเอียด...ตอนนี้เราผิดหวังว่า ที่เราได้คุยกันกับศาลจนไผ่รับสารภาพนั้น มันตระบัดสัตย์ ทั้งที่ปกติไผ่จะไม่รับสารภาพง่ายๆ แบบนี้”[1] แล้ว ผมไม่ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าผมโกรธ ผมเซ็ง ผมหดหู่มาก แต่มากไปกว่านั้นคำถามที่เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆ มาหลายครั้งดูจะร้องรัวๆ อยู่ในหัวว่าปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

เพียงเพราะอะไร(วะ)? ประเทศที่อ้างตัวว่ารักและเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์จับเขาเข้าคุกเพราะไผ่แชร์ข่าวที่มีเนื้อหาถึงพระราชประวัติพระราชา จะเอาอย่างงี้กันจริงๆ หรือ? เราจะอยู่กันอย่างตลกไม่ออก และวิปริต (Perverted) แบบนี้กันจริงๆ หรือ แล้วต่อไปอะไรคือถูก อะไรคือผิด?

หากพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าการเขียนประวัติศาสตร์แล้ว รูปแบบที่เรียกได้ว่ามาตรฐานดั้งเดิม โอลด์สกูลที่สุดมันก็คือ “การเล่าเรื่อง” ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนั่นเอง ซึ่งการเล่าเรื่องนี้ก็มีได้หลายวิธีหลายแบบ แบบกรีกโบราณที่อาจจะมีการเล่าซ้อนทับต่อยอดจากของเดิมที่เคยมีคนเล่าแล้ว จับมาเล่าต่อเลยดื้อๆ (เพราะตอนนั้นยังไม่มีคอนเส็ปต์เรื่องการลอกงาน หรือ Plagiarism) เป็นต้น ฉะนั้นหากจะให้มีสิ่งที่เรียกว่า “การบันทึกประวัติศาสตร์” จริงๆ ขั้นต่ำที่สุดก็ต้องยอมรับหรืออนุญาตให้มีการ “เล่าเรื่อง และบันทึกการเล่าเรื่องนั้น” เพราะฉะนั้นแล้ว หากเพียงแค่ “การเล่าเรื่อง” โดยเฉพาะเล่าในสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วจริงๆ หรือนำสิ่งที่มีการบันทึกจริงๆ มา “เล่าซ้ำ” ในฐานะตัวบททางประวัติศาสตร์ กลายเป็นสิ่งที่ “ผิด” ไป แล้วก็คงยุ่งยากมากจริงๆ ครับที่จะตัดสินความถูกผิดในสังคมประเทศไทยนี้

หากทางการไทยคิดจริงๆ ว่าเนื้อหาข่าวที่ “เล่าเรื่อง” พระราชประวัติเป็นเรื่องที่ผิด เราจะทำอย่างไรกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ครับ?

“กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ( = สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศ) นั้นโฉดเขลา หาสติปัญญาแลความเพียรมิได้ ถ้าจะให้ดำรงฐานุศักดิ์มหาอุปราชสำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่งนั้น บ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติฉิบหายเสีย” จากพระราชพงศาวดาร ฉบับราชหัตถเลขา ภาค 2[2]

สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระภรรยาเจ้าและพระมเหสีรวมทั้งสิ้น 59 พระองค์ และในทางประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักแล้ว ในบรรดาพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี อาจจะพอนับได้ว่ารัชกาลที่ 4 นั้นทรงมีพระราชกรณียกิจด้านพุทธศาสนามากที่สุดแล้วพระองค์หนึ่ง ทั้งการก่อตั้งธรรมยุตติกาวงศ์ขึ้น มีการประพันธ์วรรณกรรมทางศาสนาพุทธขึ้นมากมาย ฯลฯ

สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระปิยะมหาราช (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระภรรยาเจ้าและพระมเหสีรวมทั้งสิ้น 153 พระองค์ ในขณะที่พระองค์ได้รับสมญาเป็น 1 ใน “มหาราช” ของราชวงศ์จักรี

ในส่วนนี้เราจะพบด้วยว่าในทางหลักการแล้ว ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะได้รับการยกย่องเป็น “มหาราช” อย่างในราชวงศ์จักรีเอง จนถึงบัดนี้ก็มีเพียง 3 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 1, รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9 นั่นหมายความว่าแม้แต่ระบบวิธีคิดตามจารีตของไทยเอง คุณงามความดีและผลงานพระราชกรณียกิจของพระราชาเอง ก็เกิดจากการสั่งสมและต้องได้รับการยอมรับจากสังคมเสียก่อน เมื่อพระมหากษัตริย์พระองค์ใดได้รับการยอมรับโดยทั่วถ้วนและมากพอแล้วจึงจะได้รับการยอมรับเป็น “มหาราช” กล่าวคือ แม้แต่วิธีคิดในทางจารีตดั้งเดิมของไทยเอง ก็มีการเปรียบเทียบคุณงามความดีและผลงานของพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ในตัวระบบความคิดอยู่แต่ดั้งเดิมแล้วนั่นเอง ฯลฯ

ทีนี้ผมถามจริงๆ ครับว่าเนื้อหาข่าวของทางบีบีซี มันผิดอย่างไร? เราจะทำอย่างไรกับมันดี?

คำตอบง่ายๆ ครับคือ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน เพราะการมีอยู่ของเนื้อความแบบนี้ “ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร!!!” เพราะฉะนั้นหลังจากที่เกิดกรณีความไม่เป็นธรรมขึ้นกับไผ่แล้ว หลายฝ่ายที่เอาใจช่วยไผ่ หรืออาจจะไม่เอาใจช่วยแต่เกิดความฉงนสงสัยต่อการที่ไผ่โดนลงโทษอยู่คนเดียว จนนำไปสู่คำถามว่า

“ทำไมบีบีซีไทยไม่โดนบ้างล่ะ? ทำไมโดนแต่ไผ่คนเดียว คนอื่นไม่โดนด้วย?”

การถามแบบนี้มันเป็นปัญหาครับ เพราะการทำแบบนี้เท่ากับเป็นการเปิดช่อง หรือยอมรับว่า “การมีอยู่ของข่าวพระราชประวัตินั้นมันผิดจริง แค่ยังจับคนมาลงโทษไม่ครบ” ฉะนั้นการถามแบบนี้จึงเท่ากับการยอมรับสภาพความผิดของการมีอยู่ของบทความนั้น ทั้งๆ ที่มันไม่ผิด รวมไปถึงเป็นการอนุญาตกลายๆ ให้มีการจับ เหยื่อผู้บริสุทธิไปลงโทษอีกได้

วันนี้ผมจึงอยากจะเขียนบทความนี้ขึ้น ด้วยหวังจะยืนยันให้ชัดเจนว่า “การมีอยู่ของข่าวบีบีซีชิ้นนั้นไม่ผิด และคนที่แชร์ก็ไม่ผิดเช่นกัน” หากมันจะมีอะไรที่ผิด ก็คงจะเป็นกระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ มันคือคำตัดสินของประเทศนี้ และมันคือกฎหมายของประเทศนี้ครับ

กฎหมายสามารถผิดได้ สามารถถูกวิจารณ์ได้ และสามารถถูกเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และผมอยากจะยืนยันให้ชัดเจนลงไปในที่นี้ว่า กฎหมายที่บังคับให้คนบริสุทธิ์ต้องกลายเป็นเหยื่อ กฎหมายที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมในตัวกลไกของกฎหมายข้อนั้นๆ เอง กฎหมายนั้นคือกฎหมายที่ผิดครับ และนั่นคือกฎหมายที่ทำให้ไผ่กลายเป็นเหยื่อ และมันเป็นกฎหมายที่คุมขังความเป็นคน ความเป็นประชาชนของประเทศเรานี้ทั้งหมดด้วย

หากกฎหมายเป็นสิ่งที่แช่นิ่ง ถูกต้องเสมอ และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราก็คงจะยังพิสูจน์ความจริงและความยุติธรรมจากการลุยไฟ, ดำน้ำ, ว่ายน้ำข้ามฟาก, ฯลฯ[3] กันอยู่ ตามวิธีพิสูจน์ความจริงตามกฎหมายตราสามดวงโน่น นี่แหละครับคือกฎหมายที่ผิด เพราะมันบังคับให้คนบริสุทธิกลายเป็นเหยื่อ หรือหากกฎหมายเปลี่ยนไม่ได้ เราก็คงวนเวียนอยู่กับการลงโทษที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมมากทีเดียว เคยรู้จักโทษประหารระดับรุนแรงของกฎหมายตราสามดวงไหมครับ? ที่เราดูซีรี่ส์ Game of Thrones แล้วแรมซี่ย์ โบลตั้นปล่อยให้กองทัพหมาของเขามากัดกินคนแทนการประหารที่เราว่าโหดๆ นั้น ก็มีในกฎหมายตราสามดวงนี้ครับ อยู่ในสถานที่ 15 ซึ่งว่ากันตรงๆ นับว่า “โหดน้อยแล้ว” หากเทียบกับสถานอื่นๆ ที่ผมขออนุญาตยก “สถาน” ที่พี๊คๆ มาให้ลองดูกันสักนิดนะครับ

“สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม

สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย

สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดคอ รูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก

สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้ กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย”

และนี่คือการลงโทษประหารที่ไม่สนใจว่าเป็นหญิงแก่แม่ม่าย ลูกเด็กเล็กแดงอะไรนะครับ โดนแบบเดียวกันหมด นี่คือกฎหมายที่ “ผิด” เพราะมันไร้ซึ่งมนุษยธรรมครับ

ผมคงพูดไม่ได้ว่าสิ่งที่ไผ่โดนมันไร้มนุษยธรรมแบบโทษประหารโบราณ 21 ประการในกฎหมายตราสามดวง แต่การที่คนซึ่งไม่ได้ทำอะไรผิดเลยคนหนึ่ง ต้องถูกจองจำด้วยกลไกของกฎหมาย แล้วยังไปทำลายความฝันในอนาคตทั้งหมดของเขา ผมก็คิดว่า เราคงไม่สามารถพูดได้เช่นกันว่ากฎหมายที่ว่านี้มีมนุษยธรรม หรือพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปก็คือ กฎหมายและระบบยุติธรรมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหลายส่วนในประเทศนี้ยังคงย่ำต๊อกอยู่กับที่ อยู่ในโครงสร้างวิธีคิดแบบกฎหมายตราสามดวงเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน ก่อนที่ประเทศเราจะรู้จักระบบกฎหมายสมัยใหม่และสิทธิมนุษยชนเสียด้วยซ้ำ...ก่อนที่จะรู้จักกับคอนเส็ปต์ที่เรียกว่า “มนุษย์” กันเลยทีเดียว

ใช่ครับ ประเทศเราวิปริตขนาดนั้นเลยนั่นแหละ และที่น่าแปลกประหลาดยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ประเทศนี้เองก็ดูจะยอมรับในส่วนนี้ด้วย เพราะสิ่งที่ฉาบเคลือบและปกปักรักษาความวิปริตนี้ให้คงอยู่มาเนิ่นนาน โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ เห็นจะหนีไม่พ้นคำว่า “ความเป็นไทย” หรือ “วัฒนธรรมอันดีของไทย” หรือ “แบบไทยๆ” นั่นเอง ประเทศนี้ดูจะขยันปิดปากการวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงการท้วงติงเห็นต่างด้วย “คำ” เหล่านี้ ราวกับว่ามันเป็นสิ่งวิเศษเหลือแสน เป็น “ภาษาที่มีไว้เพื่อฆ่าภาษาชุดอื่นๆ ทั้งหมด” แต่ประเทศนี้ก็คงจะหลงลืมไปด้วยว่า พร้อมๆ ไปกับการสถาปนาสถานะความวิเศษและยิ่งใหญ่ให้กับ “ความเป็นไทย” เหล่านี้ มันย่อมมีค่าเท่ากับยอมรับการรวมศูนย์ของความวิปริตและขัดกับกระแสอันเป็นสากลไว้ภายใต้คำเหล่านี้ด้วยเช่นกัน เพราะคำเหล่านี้ถูกใช้เพื่อปกป้องความวิปริตจากการถูกกล่าวถึงในท้ายที่สุด

ผมคงไม่ถึงกับต้องย้อนไปอภิปรายถึงความลักลั่นของการอ้าง “วัฒนธรรมไทย ในฐานะข้อห้ามของการวิจารณ์” อะไรอีก เพราะเพิ่งเขียนถึงเมื่อสองสัปดาห์ก่อนนี้เอง คงจะบอกได้เพียงว่ามีหลายประเทศที่มีประวัติศาสตร์ของการมีสถาบันพระมหากษัตริย์มาก่อนประเทศไทย และยังคงมีอยู่ แต่ประเทศใดก็ตามที่มุ่งมั่นจะเป็นประเทศประชาธิปไตยจริงๆ จารีตต่างๆ ก็ต้องปรับตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้นในประเทศประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอื่นๆ นั้นจึงให้คุณค่ากับสิทธิและเสรีภาพในการพูด ในการแสดงออก ในการมีชีวิตอยู่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มากกว่าการปลอดซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันทางการเมืองใดๆ และไม่มาหุบปากคนด้วยข้ออ้างว่า “นี่คือความเป็นอังกฤษ” หรือ “นี่คือวัฒนธรรมอันดีของเนเธอร์แลนด์” หรือห้ามด่าเพราะนี่คือวิถี “แบบญี่ปุ่นๆ” ... ผมคิดว่าในจุดนี้เรามาถึงทางสองแพร่งที่จะต้องตอบตัวเองให้ชัดแล้วล่ะครับว่าเรายังคิดจะเป็นประเทศประชาธิปไตยกันอยู่หรือเปล่า? หากคิดจะเป็น ความวิปริตเหล่านี้คงต้องหาทางยุติลง พร้อมๆ กับคืนความเป็นธรรมให้กับเหยื่อของความวิปริตนี้

เป็นธรรมดาที่ไผ่ หรือคนที่สนับสนุนไผ่จะรู้สึกอึดอัด รู้สึกถูกลิดรอน ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในประเทศที่มีเงื่อนไขและการใช้อำนาจทางกฎหมายแบบนี้ คำว่ามนุษย์หรือคนในระบบวิธีคิดของยุคสมัยใหม่นั้นนอกจากร่างกายในฐานะมนุษย์แล้ว มันต้องมี “คุณค่าหรือสิทธิในฐานะมนุษย์” ประกอบด้วย เมื่อสิทธิในฐานะมนุษย์ถูกจำกัดด้วย “ความเป็นไทย” และ “กฎหมายแบบไทยๆ” แบบนี้ ก็คงจะมีคุกที่มีไว้ขังไผ่และคนแบบไผ่ไปเรื่อยๆ และคนอื่นๆ ที่เห็นความปกตินี้ก็คงจะได้แต่นิ่งเงียบในสถานะมนุษย์แต่ในนามต่อไป

“เวลาเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน แต่ความยุติธรรมกับผมยังคงเดิม” ไผ่กล่าวคำนี้ไว้หลังจากถูกจองจำได้ 5 เดือน...มาวันนี้มันยิ่งดูจุกอกหนักกว่าเดิม

 

เชิงอรรถ                 

[2] โปรดดู สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช. (2455), พระราชพงศาวดาร ฉบับราชหัตถเลขา ภาค 2

[3] โปรดดู http://oknation.nationtv.tv/blog/kritwat/2012/06/28/entry-3

 

เกี่ยวกับผู้เขียน  กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช เป็นเจ้าของผลงาน Thou Shall Fear: เจ้าจงตื่นกลัว ก่อการร้าย ความรุนแรง และการครอบงำ จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้าน Terrorism Studies จากมหาวิทยาลัย Aberystwyth ประเทศสหราชอาณาจักร

ปัจจุบันเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเกียวโต

 

หมายเหตุ: แก้ไขชื่อบทความจาก ตระบัดสัตย์เพื่อคำสารภาพ ความไม่เป็นเหตุผลในการตัดสินจำคุก 'ไผ่ ดาวดิน' เป็น  กล(ลวง)ของสัจจะ ความไม่เป็นเหตุผลในการตัดสินจำคุก 'ไผ่ ดาวดิน' ตามความคิดเห็นของผู้เขียนเมื่อ 19 สิงหาคม 2560 เวลา 13.28 น.

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์