ประยุทธ์ ยันทหารไม่ได้มุ่งแต่ช็อปอาวุธยุทโธปกรณ์ ขออย่ารังเกียจ

พล.อ.ประยุทธ์ ปาฐกถา 'บางกอกโพสต์ ฟอรัม 2017' ปาฐกถาในงาน “บางกอกโพสต์ ฟอรัม 2017” ยันทหารไม่ได้มุ่งแต่จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ขออย่ารังเกียจ ชี้ทหารได้เข้าไปช่วยบรรเทาสาธารณภัยมาโดยตลอด ย้ำ รบ.ยึดหลักธรรมาภิบาล 

ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล

24 ส.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (24 ส.ค. 60) เวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาประจำปี “บางกอกโพสต์ ฟอรัม 2017” ณ ห้องวิภาวดี บอลรูม โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว 

สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่าปัญหาทุจริตต้องยกระดับให้ดีขึ้น แม้หลายคนยังบอกว่ายังมีปัญหาอยู่ แต่ทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของกฏหมาย  และต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการและประชาชน โดยรัฐบาลได้เร่งรัดศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. เพื่อเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง ยืนยันให้ความเป็นกับทุกคดีและทุกเรื่องแต่ขึ้น ซึ่งการบังคับใช้กฏหมายทุกวันนี้ยังมีปัญหา มีการหยิบยกเพียง 1 คดีจากแสนหรือล้านคดีที่มีอยู่ จึงขอให้มองว่าเป็นเหมือนคดีธรรมดาในสังคมที่หากทำผิดก็ต้องพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม หากปลุกระดมกันไปศาลก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ และศาลถือเป็นศาลในพระปรมาภิไธยที่ตัดสินด้วยหลักฐานที่มีอยู่ จึงอย่าคิดกันเอาเอง และขออย่านำเรื่องนี้สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศอีก 

หัวหน้า คสช. ยังกล่าวอีกว่า ทหารไม่ได้มุ่งแต่จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ขออย่ารังเกียจทหาร เพราะทหารได้เข้าไปช่วยบรรเทาสาธารณภัยมาโดยตลอด เพราะข้าราชการไม่มีเครื่องมือที่เพียงพอ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากการทหาร เนื่องจากทหารอยู่ในค่ายสามารถเดินทางมาช่วยเหลือได้ทันที แต่ไม่ใช่อยู่ในค่ายเพื่อปฏิวัติได้ทันที เพราะหากจะทำก็สามารถทำตรงไหนก็ได้ ขณะเดียวกันส่วนตัวเป็นทหารยังไงก็ต้องเป็นทหาร แต่วันนี้มาทำการเมืองก็ต้องอดทนเพราะปัญหามีจำนวนมาก

ยึดหลักธรรมาภิบาล

เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานสรุปปาฐกถาของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังกล่าวด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลบริหารประเทศโดยยึดหลักธรรมาภิบาล ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ และได้มีนโยบายในการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ของรัฐบาล โดยกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ซึ่งเป็นการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาประเทศในระยะยาว และเพื่อให้การบริหารแผ่นดินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมุ่งเน้นที่การบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” ที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากรทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติขึ้น ภายใต้คณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) เพื่อทำหน้าที่จัดเตรียมสาระของยุทธศาสตร์ชาติให้มีความสมบูรณ์ที่สุด และตรงกับความต้องการของประชาชน และจะส่งมอบต่อให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนสิงหาคม 2560  ทั้งนี้ เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีเกิดสัมฤทธิผล เครื่องมือสำคัญที่จะเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนการทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ได้แก่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ทั้งในส่วนของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่ประกาศใช้ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2559 และแผนพัฒนาฉบับต่อๆ ไป เพราะยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะเป็นการเริ่มต้นสานต่อ และรองรับการพัฒนาที่ต่อเนื่องกันไปตลอด 20 ปี โดยเฉพาะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่จะต้องเป็นเหมือนก้าวแรกในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในอนาคต เป็นการวางรากฐานการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ในระยะยาวทั้ง 6 ด้านของยุทธศาสตร์ชาติข้างต้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงความยินดีที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาทั้ง 10 ด้านของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ว่า สะท้อนการไปถึงเป้าหมายในระยะ 20 ปีของยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นใน 6 ยุทธศาสตร์แรกของแผนฯ ที่ตอบสนอง 6 ยุทธศาสตร์หลักของยุทธศาสตร์ชาติโดยตรง ได้แก่ (1) การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ (2) การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม (3) การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน (4) การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (5) การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน (6) การบริหารจัดการในภาครัฐ ป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาลในสังคมไทย รวมถึง 4 ยุทธศาสตร์ที่จะสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ (7) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ (8) การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม (9) การพัฒนาภาคเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ  (10) การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา

ทั้งนี้การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปี ของแผนฯ ฉบับที่ 12 นับเป็นก้าวแรกและก้าวย่างที่สำคัญของการวางรากฐานที่แข็งแกร่งของประเทศ ไทยจะต้องเร่งกำจัดจุดอ่อนก่อนที่จะเร่งพัฒนาและเสริมจุดแข็งในช่วงเวลาต่อไป โดยมียุทธศาสตร์ระยะยาว 20 ปีเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องบรรลุเป็นเป้าหมายที่เราอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามเกณฑ์มาตรฐานนานาประเทศ และที่สำคัญคือ ประเทศไทยเป็นสังคมที่คนไทยมีความสุข กินอิ่ม นอนหลับ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สังคมมีความสงบสุข สามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ ความสำเร็จของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้ ต้องเกิดจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เป็นพลังประชารัฐเข้ามาร่วมรับผิดชอบและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังในการดำเนินการให้ประสบผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเพื่อให้พลังประชารัฐเป็นพลังที่สามารถนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ครม.ได้เห็นชอบสั่งซื้อ “อาวุธปล่อยนำวิถี” หรือเรียกสั้นๆ ว่าขีปนาวุธ “ฮาร์พูน บล็อก ทูว์” ตัวเลขวงเงินจัดหาตามเอกสารของกองทัพเรือไทย 872 ล้านบาท ผูกพันงบ 3 ปี (2559-2560) และตลอด 3 ปี การบริหารงานในยุค คสช. มีการอนุมัติสั่งซื้ออาวุธกว่า 7 หมื่นล้านบาท เช่น รถถัง (38 คัน 6,985 ล้านบาท) รถเกราะล้อยาง (34 คัน 2,300 ล้านบาท) เฮลิคอปเตอร์ (10 ลำ 8,083 ล้านบาท) เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง -เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง (10 ลำ 6,599 ล้านบาท) เรือดำน้ำ (3 ลำ 36,000 ล้านบาท) รวมทั้ง เครื่องบินฝึกนักบินขับไล่เบื้องต้นจากเกาหลีใต้ แบบ T50 - TH จำนวน 8 ลำ รวมมูลค่า 8,997 ล้านบาทโดยเป็นงบผูกพัน 3 ปีของกองทัพอากาศ เป็นต้น 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์