อนุสรณ์ชี้ตัดสินจำนำข้าวกระทบดำเนินนโยบายในอนาคต แนะรับผิดทางการเมืองมากกว่าอาญา

อนุสรณ์ ธรรมใจ ชี้การตัดสินคดีรับจำนำข้าวเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของประทศ การดำเนินนโยบายสาธารณะใดๆ รวมทั้งรับซื้อ 15,000 บ/เกวียน นั้น หากเกิดความผิดผลาดโดยไม่เจตนาทุจริตไม่ควรรับผิดทางอาญา แต่ต้องรับผิดชอบในทางการเมือง
 
 

อนุสรณ์ ธรรมใจ

24 ส.ค.2560 รายงานข่าวแจ้งว่า อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวว่า การตัดสินคดีรับจำนำข้าวพรุ่งนี้ (25 ส.ค.60) เป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของประทศ การดำเนินนโยบายสาธารณะใดๆ รวมทั้งการับซื้อข้าวที่ 15,000 บาทต่อเกวียนนั้น หากเกิดความผิดผลาดหรือเสียหายโดยไม่เจตนาทุจริตไม่ควรรับผิดทางอาญา หากเกิดความเสียหายจากการดำเนินนโยบายโดยเกินควบคุมต้องรับผิดชอบในทางการเมือง ให้ประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งหรือลงประชามติ ส่วนการรับผิดทางแพ่งต้องสอบสวนให้ละเอียดรอบคอบและต้องรอให้ผลกระทบทั้งทางบวกทางลบแสดงผลอย่างชัดเจนก่อนในระยะยาว หากผิดต้องลงโทษทางแพ่ง ฉะนั้น ไม่ควรด่วนสรุปขณะนี้ ต้องยึดหลักความเป็นธรรมและหลักนิติรัฐ

อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี แนะนำให้ใช้วิธีการแทรกแซงราคาโดยตรงด้วยการรับจำนำข้าวหรือประกันราคาจะมีประสิทธิภาพมากกว่า รัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนชาวนาจัดตั้งบริษัทหรือสหกรณ์เพื่อการเกษตรในการเพิ่มอำนาจต่อรองในโครงสร้างตลาดและโครงสร้างการผลิต เพราะขณะนี้ ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ ราคาข้าวสารที่บริโภคและราคาข้าวส่งออกไม่ได้ปรับตัวลดลงมากนัก ส่วนต่างตรงนี้ไม่ตกถึงมือคนส่วนใหญ่ โครงสร้างตลาดไม่มีการแข่งขันดีนัก มีอำนาจผูกขาดของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ แต่รัฐบาลไม่ควรเข้าไปผูกขาดตลาดเองเพราะจะสร้างปัญหาไม่ต่างกันหรืออาจจะแย่กว่า จึงขอให้ 'รัฐบาล' ศึกษาหามาตรการในการปรับโครงสร้างส่วนนี้ให้ดีขึ้นก็จะทำให้แก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณและเป็นภาระทางการคลัง

นโยบายแทรกแซงราคาหรือพยุงราคา ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรับจำนำ นโยบายประกันราคาก็ตาม อนุสรณ์ มองว่า รัฐบาลควรนำมาใช้ระยะหนึ่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาหรือเกษตรกรเมื่อราคาพืชผลตกต่ำและผันผวนเท่านั้น ที่สำคัญ รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรับจำนำเสียใหม่ ไม่ให้กลายเป็นการผูกขาดการค้าข้าวโดยรัฐบาลหรือตั้งราคาจำนำสูงเกินกว่าราคาตลาดมากๆ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณราคาที่บิดเบือน ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวเกินพอดี เกินศักยภาพ และเบียดบังพื้นที่เพาะปลูกพืชผลประเภทอื่น การแทรกแซงราคาที่ฝืนกลไกตลาดไม่สามารถทำได้ในระยะเวลานานๆเพราะจะส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบตลาด ระบบการผลิต และฐานะทางการคลังของรัฐบาล และไม่สามารถสร้างรายได้หรือชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาหรือเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนได้ หลังจากที่รายได้เกษตรกรมีความมั่นคงด้วยการจำนำข้าวแล้ว ก็มุ่งไปที่การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มอำนาจของเกษตรกรในโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างการตลาด

12 ข้อเสนอนโยบายภาคเกษตร-แก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ

อนุสรณ์ คาดการณ์อีกว่า ราคาข้าวและราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ตกต่ำจะทำให้กำลังซื้อในภาคชนบทชะลอตัวลง ส่งผลต่อกิจกรรมเศรษฐกิจต่างๆ ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางจังหวัด อย่างไรก็ตาม ภาคส่งออกที่กระเตื้องขึ้น ภาคท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่องจะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3% โดยจีดีพีไตรมาส 3 น่าจะเติบโตสูงสุด ส่วนไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาส 3

สำหรับข้อเสนอในเรื่องนโยบายภาคเกษตรและแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำนั้น อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะฯ มีข้อเสนอดังต่อไปนี้

ข้อแรก ต้องมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร เริ่มต้นตั้งแต่ปฏิรูประบบข้อมูลที่ดินเพื่อการเกษตร กำหนดเพดานการถือครองที่ดินอย่างเหมาะสม กำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนการใช้ที่ดิน จัดตั้งกองทุนที่ดินเพื่อเกษตรกร รวมทั้งการผลักดันให้มีการเก็บภาษีที่ดินเพื่อกระตุ้นให้นำที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการผลิต

ข้อ 2 ไทยต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนต่อไตรลักษณะของภาคเกษตรกรรมของไทย อันประกอบด้วย เกษตรดั้งเดิม เกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เกษตรอินทรีย์ทางเลือก ในขณะที่โลกเผชิญความท้าทายทางด้านความมั่นคงอาหารและพลังงาน

ข้อ 3 ใช้เทคโนโลยี การบริหารจัดการความรู้ เพื่อเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปสินค้าเกษตร (ข้าวหรือสินค้าเกษตรอื่นๆ)

ข้อ 4 เพิ่มรายได้เกษตรกรด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มสวัสดิการให้ชาวนาและเกษตรกร

ข้อ 5 ทยอยลดระดับการแทรกแซงราคาลง (แต่ต้องไม่ยกเลิกทันที) โดยนำระบบประกันภัยพืชผลและตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ามาแทนที่ ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรของภูมิภาค

ข้อ 6 พัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร

ข้อ 7 จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจจากการเปิดเสรีภายใต้ WTO, FTA, AEC

ข้อ 8 ส่งเสริมการขยายฐานในรูป Offshore Farming เกษตรพันธะสัญญาโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV

ข้อ 9 การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมและเดินหน้าสู่ยุทธศาสตร์ครัวของโลก

ข้อ 10 จัดให้มีตลาดสินค้าเกษตรให้มากและหลากหลายและพัฒนาไทยสู่ครัวของโลก รัฐควรลดบทบาทแทรกแซงกลไกตลาดสินค้าเกษตรลง ลดการบิดเบือนกลไกราคา การทำให้ไทยเป็นครัวของโลกและเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยของโลก

ข้อ 11 ทำให้ชาวนาหรือเกษตรกรทั้งหลายเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้น ปล่อยสินเชื่อถึงเกษตรกรโดยตรง ไม่ต้องผ่านคนกลาง โรงสี หรือบริษัทค้าปัจจัยการผลิตทั้งหลาย บูรณาการการบริหารจัดการกองทุนที่เกี่ยวกับการแก้ไขหนี้สินเกษตรกรให้เป็นเอกภาพและเร่งรัดแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร

ข้อ 12 นำนโยบายรับจำนำข้าวกลับมาดำเนินการ จนกว่าราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้นระดับหนึ่งและยกเลิกนโยบายแจกเงินให้ชาวนา เนื่องจากเป็นมาตรการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ สิ้นเปลือง และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรนอกจากบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้ชาวนาในระยะสั้นมากๆ เพราะเงิน 1,000 บาทใช้ไม่เกินสามวันก็หมดแล้ว นอกจากนี้ การกำหนดมาตรการแบบนี้อยู่บนฐานคิดแบบสังคมสังเคราะห์และส่งเสริมวัฒนธรรมอุปถัมภ์ อันไม่ได้ทำให้ชาวนาเข้มแข็งขึ้นในระยะยาวและยังเป็นการทำให้ประชาธิปไตยฐานรากอ่อนแอลงด้วย

นอกจากนี้ เรายังต้องเตรียมตัวรับมือกับข้อตกลงการเปิดเสรีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงว่าด้วยการใช้อัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (CEPT-ทำข้อตกลงตั้งแต่ปี 2536) และข้อตกลง ATIGA ต่อข้าวไทย เช่น การปรับลดภาษี ไทยลดภาษีศุลกากรในสินค้าข้าวให้เหลือ 0% ตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆ ได้จัดข้าวอยู่ในบัญชีสินค้าที่มีการอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List) จึงค่อยทยอยลดภาษี

ประเด็นเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ประเด็นเรื่องมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เราทำข้อตกลงเอาไว้ มีผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตข้าวในประเทศไทย เราจึงต้องมีมาตรการรับมือเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมข้าวและประเทศโดยรวม

อนุสรณ์ กล่าวให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงอีกว่า มาตรการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรและการรับจำนำข้าวเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เป็นวิธีการแก้ปัญหาราคาตกต่ำของราคาสินค้าเกษตรและราคาข้าวได้รวดเร็วที่สุด แต่ต้องยอมรับภาระทางการคลังหรือการเกิดหนี้ เนื่องจากการแทรกแซงหากเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชน เม็ดเงินที่ใช้ไปไม่ใช่ความเสียหายต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ต้องจ่าย เป็นนโยบายที่ควรนำกลับมาใช้ชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ ซึ่งดีกว่าใช้วิธีแจกเงินให้เกษตรกรต่อไร่หรือจำนำยุ้งฉาง การรับจำนำ รัฐบาลยังมีสต๊อกข้าว อย่างไรก็ตาม แผนการรับจำนำครั้งใหม่ต้องทบทวนจุดอ่อนในอดีต เช่น ไม่รับจำนำในราคาสูงเกินราคาตลาดมากเกินไป ไม่รับจำนำทุกเมล็ด แยกรับจำนำข้าวในราคาตามระดับคุณภาพ ตรวจสอบขั้นตอนการรับจำนำให้โปร่งใสและลดการรั่วไหลทุจริต เป็นต้น ต้องบริหารจัดการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเพื่อให้ได้สภาพคล่องมาชำระหนี้ชาวนาและทำให้เกิดภาระทางการคลังให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจต่อระบบสถาบันการเงินเพื่อปล่อยกู้หรือชำระเงินให้ชาวนาที่ถือใบประทวน โดยสถาบันการเงินสามารถนำใบประทวนซึ่งเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันมารับเงินจากรัฐบาลได้ต่อไป

แนะทบทวนปัญหาและข้อผิดพลาดจากนโยบายรับจำนำข้าว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการศึกษาทบทวนปัญหาและข้อผิดพลาดจากนโยบายรับจำนำข้าว เพื่อนำมาสู่การพิจารณาว่า จะปรับปรุงนโยบายรับจำนำข้าวอย่างไรให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และสามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้หลุดพ้นจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจ นโยบายรับจำนำข้าวที่ผ่านมาได้ทำให้ชาวนายากจนจำนวนไม่ต่ำกว่า 3.45 แสนราย ได้รับเงินจำนำข้าวเฉลี่ยรายละ 94,579 บาท และชาวนาระดับกลางและรายได้สูงไม่ต่ำกว่า 2.69 แสนราย ได้รับเงินจำนำข้าวเฉลี่ยรายละ 405,937 บาท นอกจากนี้ ยังทำให้ชาวนาบางรายที่มีที่ดินขนาดนา 100 ไร่ขึ้นไปมีรายได้ปีละ 2-3 ล้านบาท หรือชาวนาที่มีที่ดินขนาดใหญ่จะได้รายได้เฉลี่ย 4-6.6 แสนบาทต่อปี ด้วยระดับรายได้แบบนี้จึงทำให้ภาคเกษตรกรรมไทยเติบโตและขยายตัวได้อย่างมั่นคงต่อไป

อนุสรณ์ชี้ด้วยว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวนาอย่างชัดเจนจะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตและฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนาจำนวนมากดีขึ้น ลดปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและทำให้ประชาธิปไตยฐานรากเข้มแข็งขึ้น ช่วยให้ชาวนาหลุดพ้นจากกับดักความยากจน

พรรคเพื่อไทยออกแบบและปั้นนโยบายรับซื้อข้าว 15,000 บาท เพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองต่อประชาชนโดยเฉพาะชาวนา 15 ล้านคนซึ่งเป็นปรกติของพรรคการเมืองในระบบประชาธิปไตย โดยหวังว่านโยบายจะทำให้ชาวนามีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สร้างความเป็นธรรมทางสังคม กระตุ้นกำลังซื้อ ช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศมากขึ้นจากที่พึ่งพิงภายนอกมากเกินไป (70-80% ของ GDP พึ่งพิงการส่งออกและการลงทุนภายนอก)

ย้ำการตัดสินคดีรับจำนำข้าวกระทบดำเนินการนโยบายสาธารณะในอนาคต 

อนุสรณ์กล่าวในตอนท้ายด้วยว่า การตัดสินคดีรับจำนำข้าว (รับซื้อข้าว 15,000 บาท) จะส่งผลต่อการดำเนินการนโยบายสาธารณะ ของรัฐบาลในอนาคต ต่อการทำงานของกลไกระบบราชการ ต่อเศรษฐกิจ ต่อการเมือง สังคม และต่อสันติสุขรวมทั้งเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน  

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์