สนช.ลงมติผ่านร่างกฎหมายลูกว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิฯ เห็นชอบเซ็ตซีโร่ กสม.

สนช. เห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย กสม. ตามรายงานของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ด้วยคะแนน 177 เสียงขณะกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย มีมติแก้ไขข้อความ ม.11 วรรค 5 ให้คณะกรรมการสรรหา ต้องมีผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมีส่วนร่วมในการสรรหาด้วย

แฟ้มภาพ

14 ก.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พ.ศ. .... ตามรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พ.ศ. .... (กรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย) ด้วยคะแนนเห็นด้วย  177 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 5 เสียง จากจำนวนผู้เข้าประชม 182 คน และหลังจากนี้จะส่งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของข้อโต้แย้งร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พ.ศ. .... มีอยู่ 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1. ประเด็นเกี่ยวกับผู้สมัครเป็น กสม. ที่ร่างกฎหมายกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติเกินกว่าที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2. กรณีเกี่ยวกับกรรมการสรรหา ร่างกฎหมายกำหนดว่าหากพ้นกำหนดเวลาเลือกกรรมการสรรหาที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว ยังไม่มีกรรมการสรรหาที่เป็นผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสรรหาไม่ต้องมีผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน  3. การกำหนดให้คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ในเฉพาะกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นการจำกัดหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม 4. เรื่องอำนาจและหน้าที่ของ กสม.โดยเสนอให้แก้ไขร่างมาตรา 29 วรรคหนึ่งที่กำหนดให้ กสม.แต่งตั้งอนุกรรมการได้เฉพาะกรณีไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มาเป็นให้แต่งตั้งได้ในกรณีจำเป็น 5. การกำหนดให้คณะกรรมการต้องตรวจสอบและชี้แจงหรือจัดทำรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ทำให้คณะกรรมการขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ และ 6. การกำหนดให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวใช้บังคับ

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 ในฐานะประธานกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ภายหลังที่ประชุม กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ได้พิจารณาข้อโต้แย้งของ กสม.ทั้ง 6 ประเด็นข้างต้นแล้ว เห็นว่าข้อโต้แย้งที่ส่งมาตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มีเพียงประเด็นเกี่ยวกับกรรมการสรรหา ที่แก้ไขข้อความในมาตรา 11 วรรค 5 ให้คณะกรรมการสรรหา ต้องมีผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมีส่วนร่วมในการสรรหาด้วย จากเดิมที่กำหนดให้การทำหน้าที่ของกรรมการสรรหา เมื่อครบกำหนดการสรรหาแล้วหากยังได้กรรมการสรรหาไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็ให้กรรมการสรรหาเท่าที่สรรหาได้ทำหน้าที่ได้ทันที ส่วนการทำหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และเมื่อครบเวลาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว ยังไม่มีหรือยังไม่ได้คณะกรรมการสรรหาครบตามจำนวน ให้คณะกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ เริ่มกระบวนการสรรหาเพิ่มภายใน 30 วัน และ หากพ้นจาก 30 วันไปแล้ว ยังไม่ได้คณะกรรมการสรรหาในส่วนที่ขาด ให้คณะกรรมการสรรหาที่มีอยู่ ทำหน้าที่ไปพลางได้

สุรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นข้อโต้แย้งเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ กสม. กรรมาธิการร่วมฯ พิจารณาแล้ว ให้ยืนตามร่างเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขียนไว้ คือ ทันทีที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ให้ประธานและกรรมการ กสม.พ้นจากตำแหน่งทันที หรือเซ็ตซีโร่ กสม.

วัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย กล่าวย้ำถึงข้อโต้แย้ง ไม่เห็นด้วยกับการเซ็ตซีโร่ กสม.ว่า การกำหนดเนื้อหาตามมาตรา 60 ขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะการจะให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพื่อให้กฎหมายมีความแน่นอนและไม่เกิดปัญหาในการตีความ ซึ่งการพิจารณาในปัญหานี้ต้องมีการชั่งน้ำหนักระหว่างเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์สาธารณะ ซึ่งกรณีของ กสม.เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วไม่ได้เป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด เพราะการจะให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง จะต้องคุ้มครองความสุจริตของ กสม.ที่เข้ามาในตำแหน่งตอนแรกโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ดังนั้นจึงเห็นว่าควรแก้ไขมาตรา 60 ด้วยการกำหนดให้คนที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้ กสม.พ้นจากตำแหน่งเฉพาะรายไป

ที่มา : เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา และสำนักข่าวไทย