ศาลยกฟ้องคดีบุกรุกป่าสงวนฯ กรณีชาวบ้านสร้างโฮมสเตย์ดอยอ่างขางตามนโยบายหนุนท่องเที่ยว

ศาลจังหวัดฝางยกฟ้อง ชี้จำเลยไม่มีความผิด ในข้อหาบุกรุกป่าฯ สร้างโฮมสเตย์ดอยอ่างขางตามนโยบายหนุนท่องเที่ยว 'ผสานวัฒนธรรม' ชี้เป็นคดีที่ 2 ผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องมาจากคำสั่ง คสช. ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า

22 ก.ย. 2560 รายงานข่าวจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560 ศาลจังหวัดฝางมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ สว.19/2559 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดฝาง โจทก์ กับ อารยา แซ่จาง จำเลย ในข้อหาบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่าหรือทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวน ว่าบุกรุกป่าสงวนฯ พื้นที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่บ้านนอแล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้ให้การส่งเสริมการทำเกษตรและส่งเสริมอาชีพต่างๆ โดยจัดแบ่งพื้นที่ป่าและพื้นที่ของชุมชนแยกจากกัน เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกป่าอีก เมื่อเหตุเกิดในพื้นที่ซึ่งกลายเป็นชุมชน ไม่มีสภาพความเป็นป่าสงวนแล้ว จำเลยจึงไม่อาจทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพความเป็นป่าสงวนไปมากกว่านั้นได้อีก การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 

โดยศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ จำเลยไม่มีความผิด
 
รายงานข่าวระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดฝางได้มีคำพิพากษาคดีลักษณะเดียวกันกับคดีนี้  ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ สว. 8,9/2559 โดยได้พิพากษายกฟ้องโจทก์เช่นเดียวกัน
 
จำเลยในคดีนี้เป็นชาวบ้าน บ้านนอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องมาจากคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 21 ต.ค. นี้