'คนรักหลักประกันสุขภาพ' แจงรายประเด็นค้านการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เปิดประเด็นค้านการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่ความไม่สมดุลของคณะ กก.พิจารณาร่าง พ.ร.บ. นิยามคำต่างๆ อำนาจหน้าที่ของ บอร์ดหลักประกันสุขภาพฯ จนถึงจำนวนและองค์ประกอบคณะกรรมการควบคุมฯ

เครือข่าย กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและเครือข่ายภาคประชาชน แอคชั่นค้านการแก้ไขปรับปรุง (ร่าง) พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  เมื่อ มิ.ย.ที่ผ่านมา (แฟ้มภาพ)

3 ต.ค. 2560 จากกรณีที่ตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงความคืบหน้าในการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าได้รับอนุมัติจาก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ออกชี้ประเด็นว่าขัดแย้งยังอยู่ พร้อมเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่าเพิ่งเร่งพิจารณา และเรียกร้องขอเข้าพบรองนายกฯ เพื่อให้ข้อมูลร่วมกันพิจารณาอย่างรอบด้านและแสดงจุดยืนค้านแยกเงินเดือนและกลไกใหม่ในการจัดซื้อยารวมนั้น

ล่าสุดกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพได้เผยแพร่ประเด็นการคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังกล่าว ตั้งแต่ ความไม่สมดุลของคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีผู้แทนภาคประชาชนเพียง 2 คนคือ สุรีรัตน์ ตรีมรรคา และยุพดี  ศิริสินสุข จากทั้งหมด 27 คน

และข้อคัดค้านในด้านสาระสำคัญการแก้ไขกฎหมาย เช่น นิยามคำว่า “บริการสาธารณสุข” ในร่าง พ.ร.บ. ซึ่งกลุ่มคนรักหลักประกันฯ ระบุว่า เดิมให้ความสำคัญกับการครอบคลุมบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตามที่เป็นนโยบายสำคัญของประเทศในเรื่องการพึ่งตนเอง และ ลดค่าใช้จ่ายได้ รวมไปถึง  นิยามคำว่า “สถานบริการ” “เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" 
 
องค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ คณะกรรมการพิจารณาร่างฯ เสนอให้  “(5)ผู้แทนหน่วยบริการภาครัฐ จำนวน 2 คนให้คัดเลือกกันเอง” ตามมาตรา 13 นั้น กลุ่มคนรักหลักประกันฯ ระบุว่า คณะกรรมการหลักประกันทำหน้าที่เป็น ผู้ซื้อบริการ จึงไม่ควรมีส่วนของผู้ให้บริการมาร่วมในการตัดสินใจเนื่องจากจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ทั้งนี้ควรตัดผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ออกด้วยเช่นกัน
 
นอกจากนี้ยังมีประเด็น อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อำนาจหน้าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การเพิ่มเงินเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการ การจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยบริการ การกำหนดหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร จากกองทุนหลักประกันสุขภาพ การกำหนดหน้าที่การจัดหายา เวชภัณฑ์อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่หน่วยบริการ และจำนวนและองค์ประกอบคณะกรรมการควบคุมฯ เป็นต้น
 
รายละเอียดมีดังนี้ : 

สรุปประเด็นการคัดค้านการแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพหางชาติ พ.ศ. 2545 ความเห็นของภาคประชาชน, 2 ตุลาคม 2560

1.  ความไม่สมดุลของคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ….

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ…. เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 โดยมี รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธาน และมีกทสธ  และสปสช.เป็นเลขานุการ มีหน้าที่พิจารณาแก้ไข ปรับปรุง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 จากทั้งหมด 27 ท่าน แต่มีผู้แทนภาคประชาชนเพียง 2 ท่านคือ คุณสุรีรัตน์ ตรีมรรคา และอ.ยุพดี  ศิริสินสุข

2. ข้อคัดค้านในด้านสาระสำคัญการแก้ไขกฎหมาย

2.1 มาตรา 3

1.  นิยามคำว่า บริการสาธารณสุข”     

นิยามในพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

“บริการสาธารณสุข”     หมายความว่า    บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้โดยตรงแก่บุคคล เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ  การป้องกันโรค  การตรวจวินิจฉัยโรค  การรักษาพยาบาล  และการฟื้นฟู สมรรถภาพ  ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต  ทั้งนี้  ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ

นิยามที่คณะกรรมการพิจารณาร่างฯ ขอแก้ไขใหม่

“บริการสาธารณสุข”หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้แก่บุคคล เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ  การป้องกันโรค  การตรวจวินิจฉัยโรค  การรักษาพยาบาล  และการฟื้นฟู สมรรถภาพ  ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต  ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบวิชาชีพทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ทั้งนี้หมายความรวมถึงการสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขด้วย

ประเด็นคัดค้าน  นิยามเดิมให้ความสำคัญกับการครอบคลุมบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตามที่เป็นนโยบายสำคัญของประเทศในเรื่องการพึ่งตนเอง และ ลดค่าใช้จ่ายได้

2.      นิยามคำว่า “สถานบริการ

นิยามที่คณะกรรมการพิจารณาร่างฯ ขอแก้ไขใหม่

“สถานบริการ” หมายความว่า สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ  ของเอกชน  และของสภากาชาดไทย หน่วยบริการการประกอบโรคศิลปะสาขาต่าง  ๆ  และสถานบริการสาธารณสุขอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเพิ่มเติม  ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่สนับสนุนส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามที่คณะกรรมการกำหนดด้วย

นิยามที่ภาคประชาชนขอแก้ไขใหม่

“สถานบริการ” หมายความว่า สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ  ของเอกชน  และของสภากาชาดไทย หน่วยบริการการประกอบวิชาชีพและการประกอบโรคศิลปะสาขาต่าง  ๆ  และสถานบริการสาธารณสุขอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดเพิ่มเติม ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐ องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร ที่สนับสนุนส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันและควบคุมโรค ตามที่คณะกรรมการกำหนดเพิ่มเติม

ประเด็นคัดค้าน ในการให้บริการที่สนับสนุนส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้กับประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เข้าถึงยาก จำเป็นต้องให้องค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมในการทำหน้าที่เพื่อเติมเต็มการทำงานของหน่วยบริการภาครัฐที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางเหล่านี้

นอกจากนี้ “หลักการ” ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่สำคัญ นอกจากมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงการบริการรักษาอย่างมีมาตรฐานแล้ว ยังมุ่งเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในการร่วมให้บริการสาธารณสุขโดยประชาชน ประชาสังคม องค์กรสาธารณะ รวมทั้งองค์กรท้องถิ่น

3.      นิยามคำว่า เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นิยามที่คณะกรรมการพิจารณาร่างฯ ขอแก้ไขใหม่

“เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หมายถึงเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการตามมาตรา 46 รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 47 และ มาตรา 47/1

ประเด็นคัดค้าน

เนื่องจากการกำหนดนิยามคำนี้ จะเป็นการขัดกับวัตถุประสงค์ของกองทุนที่ระบุในมาตรา 38 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.2545 ซึ่งให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถนำเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพไปใช้เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนไทยสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

หมวด  4

กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

มาตรา  38 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  เรียกว่า
“กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”  มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย  สนับสนุน  และส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคคลสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพให้ใช้จ่ายเงินกองทุนโดยคำนึงถึงการพัฒนาการบริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่ที่ไม่มีหน่วยบริการเพียงพอหรือมีการกระจายหน่วยบริการอย่างไม่เหมาะสมประกอบด้วย

2.2   มาตรา 5

นิยามในพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

มาตรา   5 บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้

คณะกรรมการอาจกำหนดให้บุคคลที่เข้ารับการบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดให้แก่หน่วยบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการ  เว้นแต่ผู้ยากไร้หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่ต้องจ่ายค่าบริการ

ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขที่บุคคลจะมีสิทธิได้รับให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

ข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาร่างฯ  คงเนื้อหาในมาตรา 5 เดิม

ข้อเสนอที่ภาคประชาชนขอแก้ไขใหม่

มาตรา   5 บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้ให้หมายรวมถึง บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิคนไทยพลัดถิ่น คนไทยตกสำรวจ

คณะกรรมการอาจกำหนดให้บุคคลที่เข้ารับการบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดให้แก่หน่วยบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการ  เว้นแต่ผู้ยากไร้หรือบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่ต้องจ่ายค่าบริการ

ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขที่บุคคลจะมีสิทธิได้รับให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ
ประกาศกำหนด

เหตุผลของข้อเสนอภาคประชาชนคือ

1. เพิ่มผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ ให้รวมถึงคนไทยในสถานภาพต่างๆ ได้แก่ คนไทยที่มีปัญหาสถานะและสิทธิคนไทยพลัดถิ่น คนไทยตกสำรวจ เพื่อให้คนเหล่านี้มีสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ตามหลักการของพ.ร.บ.ฉบับนี้

2, ตัดวรรคสองออกทั้งวรรค เนื่องจากหากคงไว้ จะส่งผลให้เกิดการเก็บเงินประชาชนผู้มารับบริการ “ร่วมจ่าย” ในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการ  ซึ่งจะกระทบต่อการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยได้ดังเหตุผลต่อไปนี้

 2.1 ไม่สนับสนุนให้มีการเก็บเงินร่วมจ่ายในแต่ละครั้งที่ไปเข้ารับบริการ เพราะจะเป็นอุปสรรคด้านการเงินต่อการเข้าถึงบริการ

2.2 ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติหลายมาตรฐานก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยบริการและผู้มารับบริการ

2.3 สร้างให้เกิดระบบการตรวจสอบเศรษฐานะของบุคคล และสถานะของบุคคล ทำให้ลดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

2.3 มาตรา 9, 10

ข้อเสนอที่ภาคประชาชนขอแก้ไขใหม่

ที่ผ่านมาในบทเฉพาะกาลในมาตรา 66 มีเจตนารมณ์ให้ประชาชนทุกคนเข้ามาร่วมในการรับบริการตามพระราชบัญญตินี้ ภายใน 1 ปี แต่เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้จริงตามเจตนารมณ์ดังกล่าว จึงควรให้มีการปรับแก้สาระของมาตรา 9, 10 เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และยืนยันสิทธิมนุษยชนด้านสุขภาพที่ทุกคนจะได้รับบริการอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในการรับบริการสุขภาพของประชาชน และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข ๒๐ ปี ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสาธารณสุข

“มาตรา 66 ให้ตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา  ๙  และมาตรา  ๑๐  ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  และหากไม่แล้วเสร็จให้ขยายระยะเวลาได้ครั้งละหนึ่งปี  โดยให้สำนักงานหรือสำนักงานและสำนักงานประกันสังคม  แล้วแต่กรณี  รายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ  และจัดให้มีการเผยแพร่รายงานนั้นต่อสาธารณชน”

 มาตรา๙ ขอบเขตของสิทธิรับบริการสาธารณสุขของบุคคลดังต่อไปนี้  ให้เป็นไปตามกฎหมายกฎ  ระเบียบ  ประกาศ  มติคณะรัฐมนตรีหรือคำสั่งใด  ๆ  ที่กำหนดขึ้นสำหรับส่วนราชการ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  รัฐวิสาหกิจ  หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ  และบุคคลดังต่อไปนี้ให้ใช้สิทธิดังกล่าวตามพระราชบัญญัตินี้

(๑)ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ

(๒)พนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(๓)พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ  หรือผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานอื่นของรัฐหรือบุคคลอื่นใดที่มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณ

(๔)บิดามารดา  คู่สมรส  บุตร  หรือบุคคลอื่นใดที่ได้รับสวัสดิการการรักษาพยาบาลโดยอาศัยสิทธิของบุคคลตาม  (๑)  (๒)  หรือ  (๓)

ในการนี้  ให้คณะกรรมการมีหน้าที่จัดการให้บุคคลดังกล่าวสามารถได้รับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่ได้ตกลงกันกับรัฐบาล  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  รัฐวิสาหกิจ  หรือหน่วยงานอื่นของรัฐแล้วแต่กรณี

การกำหนดให้บุคคลตามวรรคหนึ่งประเภทใด  หรือหน่วยงานใด  ใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัตินี้ได้เมื่อใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยโดยให้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาภายในหนึ่งปีหลังจากพระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้

เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสามใช้บังคับแล้ว  ให้รัฐบาล  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรัฐวิสาหกิจ  หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ  แล้วแต่กรณี  ดำเนินการจัดสรรเงินในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรับบริการสาธารณสุขสำหรับบุคคลตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกานั้นให้แก่กองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ  และระยะเวลาที่กำหนดตกลงกับคณะกรรมการ

มาตรา   ๑๐ ขอบเขตของสิทธิรับบริการสาธารณสุขของให้ผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมมาใช้สิทธิตามพระราชบัญญัตินี้โดยให้ประกาศเป็นพระราชกฤษฎีการภายในหนึ่งปีหลังจากพระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม  การขยายบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัตินี้ไปยังผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการและคณะกรรมการประกันสังคม
ตกลงกัน

เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งใช้บังคับแล้ว  ให้คณะกรรมการมีหน้าที่จัดการให้บุคคลดังกล่าวสามารถได้รับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รัฐบาล  ดำเนินการจัดสรรเงินในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรับบริการสาธารณสุขสำหรับบุคคลตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกานั้นให้แก่กองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ  และระยะเวลาที่กำหนดให้คณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมในการให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม  และเมื่อได้ตกลงกันเกี่ยวกับความพร้อมให้บริการสาธารณสุขกับคณะกรรมการประกันสังคมแล้ว  ให้คณะกรรมการเสนอรัฐบาลเพื่อตราพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาการเริ่มให้บริการสาธารณสุขจากหน่วยบริการตามพระราชบัญญัตินี้แก่ผู้มีสิทธิดังกล่าว

เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองใช้บังคับแล้ว  ให้สำนักงานประกันสังคมส่งเงินค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุนประกันสังคมให้แก่กองทุนตามจำนวนที่คณะกรรมการและคณะกรรมการประกันสังคมตกลงกัน

ให้สำนักงานประกันสังคมยุติเก็บเงินสมทบสำหรับสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล และให้ดำเนินการโอนย้ายผู้ประกันตนมาอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ประกันตน

2.4 มาตรา 13  องค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาร่างฯ

    “(5)   ผู้แทนหน่วยบริการภาครัฐ จำนวน 2 คนให้คัดเลือกกันเอง”

ประเด็นคัดค้าน

หากต้องการให้คงหลักการแยกบทบาท (Purchaser-Provider Split) ของผู้ซื้อบริการ (Purchaser) ผู้ให้บริการ (Provider) ที่ระบุในเหตุผลของการแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ ซึ่งถือว่า คณะกรรมการหลักประกันทำหน้าที่เป็น ผู้ซื้อบริการ จึงไม่ควรมีส่วนของผู้ให้บริการมาร่วมในการตัดสินใจเนื่องจากจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ทั้งนี้ควรตัดผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ออกด้วยเช่นกัน

2.5 มาตรา 18 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ข้อเสนอภาคประชาชน ให้มีการเพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ดังนี้

(4/1) กำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อยาเวชภัณฑ์ วัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่มีความจำเป็น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและประสิทธิภาพในการบริหารเงินกองทุน

เหตุผลของข้อเสนอภาคประชาชนคือ

เพื่อเพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินกองทุน ในการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อยาฯ ซึ่งที่ผ่านมามีผลงานเชิงประจักษ์ว่าในการจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นสามารถประหยัดงบประมาณได้เป็นมูลค่าสูงมากมาโดยตลอด ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินกองทุน ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณ

2.6 มาตรา 26 อำนาจหน้าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ข้อเสนอภาคประชาชน เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของสำนักงานเพื่อเพิ่มธรรมาภิบาลในระบบตามเหตุผลที่ระบุในการแก้ไขพรบ.นี้ ที่ผ่านมาไม่มีข้อกำหนดในกฎหมายรองรับการทำงานด้านการตรวจสอบของสำนักงานเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินอย่างถูกต้อง และสุจริต

(6)   ตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการรวมทั้งการเรียกเอกสารประกอบการเบิกจ่ายค่าบริการสาธารณสุขเพื่อการตรวจสอบตามรูปแบบที่สำนักงานกำหนดหากตรวจพบว่า  หน่วยบริการใดจงใจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินจริงหรือกระทำการอื่นใดอันเป็นเหตุให้สำนักงานต้องจ่ายค่าใช้จ่ายแก่หน่วยบริการมากเกินควรแก่กรณีให้สำนักงานเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตามมาตรา 18 (11)

2.7 มาตรา 41 เพิ่มเงินเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการ

ข้อเสนอภาคประชาชน

“มาตรา 41 ให้คณะกรรมการกันเงินจำนวนไม่เกินร้อยละหนึ่งของเงินที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ  โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือหาผู้กระทำผิดได้  แต่ยังไม่ได้รับค่าเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร  ทั้งนี้  การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินเยียวยาความเสียหายดังกล่าวให้จ่ายได้โดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ความรับผิดก่อน และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

เหตุผลของข้อเสนอภาคประชาชน

เงินช่วยเหลือเบื้องต้นจะไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาของผู้รับบริการหรือผู้ให้บริการในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ จึงจำเป็นต้องเพิ่มเงินเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการ โดยเพิ่มเงินเยียวยาความเสียหาย

2.8 มาตรา 46 การจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยบริการ

ข้อเสนอภาคประชาชน ปรับแก้สาระของกฎหมายดังนี้

มาตรา   46    หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา  44  และหน่วยบริการที่รับการส่งต่อผู้รับบริการ  มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในรูปตัวเงิน ยาและเวชภัณฑ์ วัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุนตามหลักเกณฑ์  วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง  ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา  18  (13)  ก่อน  และอย่างน้อยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข  ดังต่อไปนี้

(1)   อาศัยราคากลางที่เป็นจริงของโรคทุกโรคมาเป็นฐานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานตามมาตรา  50(4)

(2)   ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร

(3)   คำนึงถึงความแตกต่างในภารกิจของหน่วยบริการ

(4)     คำนึงถึงความแตกต่างในกลุ่มผู้รับบริการและในขนาดของพื้นที่บริการที่หน่วยบริการรับผิดชอบ

เหตุผลของข้อเสนอภาคประชาชน

1. เพื่อให้การบริหารกองทุนโดยสปสช.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจากการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์วัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นการประหยัดงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด และลดความเสี่ยงต่อการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์วัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ของประชาชนจึงควรกำหนดให้การชดเชยค่าบริการสาธารณสุขอยู่ในรูปแบบต่างๆนอกจากตัวเงิน ซึ่งได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่ข้อกำหนดยังไม่ชัดเจน

2. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างที่เสนอโดยคณะกรรมการพิจารณาร่างฯ ในกรณี มาตรา 46 (2) ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการกระจายบุคลากร เนื่องจากการแยกเงินเดือนจะทำให้การจัดสรรงบประมาณด้านบุคลากรไปยังหน่วยบริการไม่สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่หน่วยบริการต้องให้บริการ ดังนั้นในการแก้ไขมาตรานี้มีนัยยะสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในด้านการเข้าถึงบริการ หากบุคลากรไม่เพียงพอ ดังนั้นควรต้องมีการศึกษาด้านวิชาการ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณามาตรานี้ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ เนื่องจากการแก้กฎหมายจะส่งผลต่อการปฏิบัติในระยะยาว

2.9 มาตรา 47/1 การกำหนดหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร จากกองทุนหลักประกันสุขภาพ

ข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาร่างฯ

มาตรา 47/1 องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร ให้รับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข จากหน่วยบริการหรือจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่

ในกรณีที่องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไร มีความจำเป็นที่จะรับเงินโดยตรงจากกองทุน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ก่อนการออกประกาศดังกล่าวจะต้องมีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

การับเงินขององค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนโดยตรงจากกองทุนตามวรรคสอง ให้เปิดเผยข้อมูลการรับเงินดังกล่าวต่อสาธารณะด้วย

ประเด็นคัดค้าน

การกำหนดให้การออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข โดย รัฐมนตรีรวมทั้งกำหนดให้ก่อนการออกประกาศดังกล่าวจะต้องมีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  เป็นการใช้อำนาจที่ขัดกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ และถือว่าเป็นการแทรกแซงของผู้ให้บริการ (Provider) ต่อการทำหน้าที่ของผู้ซื้อบริการ ขัดกับหลักกการที่ระบุไว้ในเหตุผลของการแก้ไขกฎหมายคือ “หลักการแยกบทบาท (Purchaser-Provider Split) ของผู้ซื้อบริการ (Purchaser) ผู้ให้บริการ (Provider)

2.10   มาตรา 47/2 การกำหนดหน้าที่การจัดหายา เวชภัณฑ์อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่หน่วยบริการ

ข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาร่างฯ

“มาตรา 47/2  เพื่อเป็นการสนับสนุน ส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข และส่งเสริมให้บุคคลสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการจัดหายา เวชภัณฑ์ อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่หน่วยบริการได้ ทั้งนี้ ตามรายการที่ได้รับความเห็นชอบของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากกองทุน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

ประเด็นคัดค้าน

ขณะนี้มีการถ่ายโอนอำนาจการจัดหายาฯ จากสปสช. ไปยังเครือข่ายหน่วยบริการ (ไม่ใช่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) ซึ่งสัมฤทธิผลยังไม่เป็นที่แน่ชัด การถ่ายโอนอำนาจไปย่อมมีความเสี่ยงต่อปัญหาคนไข้ขาดยาจำเป็นได้ ส่งผลต่อชีวิตและสุขภาพของผู้ป่วย และการสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศ นอกจากนี้ในข้อกฎหมายนี้ มีเจตนาจะโอนความรับผิดชอบจัดหายาฯ ไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานอื่น ไม่ใช่หน่วยบริการ และไม่เคยมีประสบการณ์การจัดหายาฯระดับประเทศ และเคยมีคดีทุจริตยาในอดีต ย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นอย่างมากอีกขั้นหนึ่ง ในขณะที่การดำเนินการจัดหายาฯ ภายใต้ สปสช. มีผลงานเชิงประจักษ์ในด้านการประหยัดงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท โครงสร้างการทำงานชัดเจน มีประสบการณ์ดำเนินงานมากกว่า 10 ปี

จึงสมควรกำหนดเพิ่มให้การจัดซื้อยาอยู่ภายใต้บทบาทหน้าที่ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

2.11 มาตรา 48 จำนวนและองค์ประกอบคณะกรรมการควบคุมฯ

ข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณาร่างฯ

“(5)   ผู้แทนโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมโรงพยาบาลเอกชนหนึ่งคน และผู้แทนหน่วยบริการภาครัฐ จำนวน 2 คนให้คัดเลือกกันเอง”

ประเด็นคัดค้าน

หากต้องการให้คงหลักการแยกบทบาท (Purchaser-Provider Split) ของผู้ซื้อบริการ (Purchaser) ผู้ให้บริการ (Provider) ที่ระบุในเหตุผลของการแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ ซึ่งถือว่า คณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ ทำหน้าที่ในส่วนของ ผู้ซื้อบริการ จึงไม่ควรมีส่วนของผู้ให้บริการมาร่วมในการตัดสินใจเนื่องจากจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้

 

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์