นักศึกษานานาชาติ เข้าเยี่ยม 'สุภาพ คำแหล้' ผู้ต้องขังคดีบุกรุกป่าสงวนฯ ที่เรือนจำภูเขียว

รัฐควรมีหน้าที่ในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แต่กลับเป็นฝ่ายที่สร้างปัญหาให้กับประชาชน ส่งผลให้ชาวบ้านต้องเผชิญอุปสรรคและการถูกข่มขู่ คุกคาม ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการถูกดำเนินคดีและถูกจองจำจำกัดอิสรภาพ

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา เวลา 13.00 น. นักศึกษาจากโครงการ Council on International Educational Exchange (CIEE) จำนวนกว่า​ 10 คน ได้เดินทางลงพื้นที่และนอนพักค้างคืนชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย​ อ.คอนสาร​ จ.ชัยภูมิ​ เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนถึงสภาพปัญหาที่ชุมชนได้รับผลกระทบความเดือดร้อนทางด้านสิทธิที่ดินทำกิน

และในช่วงเช้าของวันที่​ 10 ต.ค.​2560 กลุ่มนักศึกษาดังกล่าว ได้เดินทางเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจ สุภาพ​ คำแหล้ ​ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอภูเขียว ภายหลังจากเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2560 ศาลจังหวัดภูเขียว มีหมายนัด เด่น คำแหล้ จำเลยที่ 1 และนางสุภาพ คำแหล้ จำเลยที่ 4 ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาลมีคำสั่งจำคุก สุภาพ 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ

หลังจากกลุ่มนักศึกษาลงดูพื้น​ที่และพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนโคกยาว ได้สะท้อนความคิดออกมาว่า​

“รัฐควรมีหน้าที่ในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แต่กลับเป็นฝ่ายที่สร้างปัญหาให้กับประชาชน ส่งผลให้ชาวบ้านต้องเผชิญอุปสรรคและการถูกข่มขู่ คุกคาม ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการถูกดำเนินคดีและถูกจองจำจำกัดอิสรภาพ ซึ่งรัฐควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในการแก้ปัญหา แทนที่จะมาดำเนินการขับไล่ประชาชนออกจากที่ดินทำกิน รวมถึงมีความรู้สึกอึดอัดใจไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดชาวบ้านจึงต้องถูกกระทำขนาดนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทางกลุ่มนักศึกษาก็ไม่ได้รู้สึกว่าชาวบ้านเป็นผู้ร้ายหรือมีความผิดถึงขั้นต้องเข้าไปอยู่ในคุก”

ทั้งนี้ เด่น คำแหล้ ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว และเป็นสามีของสุภาพ สูญหายตัวไปอย่างปริศนา นับแต่วันที่ 16 เม.ย.2559 หลังจากเข้าไปหาเก็บหน่อไม้ในบริเวณสวนป่าโคกยาว รอยต่อระหว่างป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

ด้านความคืบหน้าการติดตามหาตัว เด่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์อยู่ในระหว่างผลการตรวจพิสูจน์วัตถุพยานชิ้นส่วนกะโหลกมนุษย์ หลังจากพบวัตถุพยานล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2560 โดยทราบเบื้องต้นว่า 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นของสามีผู้หายตัวไป เนื่องจากผลการตรวจสอบมีสายพันธุกรรมตรงกับน้องสาว ที่มีการนำไปตรวจเปรียบเทียบ