ศาลคดีทุจริตฯ ชี้ 'สมบัติ-บรรเจิด' ผิด ม.157 รอกำหนดโทษ 3 ปี ปมทำนักศึกษานิด้าไม่จบ

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษา รอการกำหนดโทษ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการนิด้า บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ นิด้า เป็นเวลา 3 ปี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำนักศึกษา ป.โท นิติศาสตร์ นิด้า ไม่จบ
 สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และบรรเจิด สิงคะเนติ

12 ต.ค. 2560 คมชัดลึกออนไลน์และมติชนออนไลน์ รายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษา รอการกำหนดโทษ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และ บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ นิด้า เป็นเวลา 3 ปี ในคดีหมายแดง อท. (ผ.) 35/2560 ที่ ธนกฤต ปัญจทองเสมอ หรือสมศักดิ์ ทองเสมอ นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โดย ธนกฤต หรือสมศักดิ์ ซึ่งเป็นนักศึกษานิด้า ได้ยื่นฟ้องคดีรวม 2 สำนวน คือคดีหมายเลขดำ อท.(ผ) 95/2559 และ อท.(ผ) 45/2559 ซึ่งหลังจากไต่สวนมูลฟ้องแล้วศาลมีคำสั่งรับฟ้องจำเลยรวม 22 คน และให้รวมพิจารณาทั้ง 2 สำนวนเข้าด้วยกัน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งจำเลย ประกอบด้วย สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีนิด้า, ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ , บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ นิด้า, นเรศร์ เกษประยูร, สุนทร มณีสวัสดิ์, วริยา ล้ำเลิศ, วนาภรณ์ วนาพิทักษ์, กิตติ ภูมิเนียมหอม, อัจชญาสิงคาลวาณิช, ภัทริน วรเศรษฐมงคล, ธวัชชัย ศุภดิษฐ์, บุญอนันต์ พินัยทรัพย์, บุญชัย หงส์จารุ, อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล, วัชรีภรณ์ ไชยมงคล, พิชัย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, สมบัติ กุสุมาวลี, สุดสันต์ สุทธิพิศาล, อุบลวรรณ เปรมศรีรัตน์, ปราโมทย์ ลือนาม, รุ่งทิพย์ ศิริปิ่น และจารุณี พันธ์ศิริ เป็นจำเลยที่ 1-22 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

คดีนี้ โจทก์ฟ้อง ระบุว่า โจทก์เป็นนักศึกษาของนิด้า เรียนจบภาควิชาการ รวม  24 หน่วยกิตแล้วมีผลการเรียนได้เกรดเฉลี่ย 4.00 และโจทก์สอบผ่านวิชาวิทยานิพนธ์ตามระเบียบของคณะนิติศาสตร์และนิด้าในขั้นตอนการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์และสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ผ่านในระดับดี, จัดทำรูปเล่มตามข้อแนะนำจากคณะนิติศาสตร์ นิด้า และผ่านการอนุมัติรูปแบบเล่มวิทยานิพนธ์ตามระเบียบของสำนักบรรณสารการพัฒนา นิด้า โดยโจทก์ได้ส่งเล่มวิทยานิพนธ์ 4 เล่มพร้อมซีดี 1 แผ่นครบตามหลักเกณฑ์ของคณะนิติศาสตร์และนิด้าแล้ว จึงมีสิทธิจบการศึกษาตามความในข้อ 79(6) และข้อ 42 แห่งข้อบังคับสถาบันฯ ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ. 2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

แต่จำเลยทั้งหมด ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติฯ เนื่องจากไม่พอใจที่โจทก์ร้องเรียนการดำเนินงานการบริหารคณะนิติศาสตร์ของ บรรเจิด จำเลยที่ 3 ที่ดำเนินการไม่เรียบร้อยก่อให้เกิดความเสียหายแก่นิด้า และนักศึกษา ซึ่งโจทก์ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ตั้งแต่ปี 2554 เรื่อยมา โดยโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประกอบ ม.83 พร้อมเรียกค่าเสียหายในค่าลงทะเบียน, ค่าใช้จ่ายในการเรียนถ้าขาดประโยชน์จากการที่จะได้รับเงินเพิ่มตามวุฒิการศึกษาที่เพิ่มขึ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 604,700 บาท กับค่าเสียหาย ที่เป็นเงินค่าเล่าเรียน, ค่าใช้จ่ายในการเรียนและค่าขาดประโยชน์ที่จะได้รับหากโจทก์สำเร็จการศึกษาอีกรวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,484,700 บาท จำเลยทั้ง 22 คน ให้การปฏิเสธ

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อความผิดพลาดทั้งหลายในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการทำวิทยานิพนธ์ของโจทก์ เป็นผลจากการที่คณะนิติศาสตร์เป็นคณะที่เพิ่งเปิดใหม่ อาจารย์ในคณะมาจากหน่วยงานอื่นๆ ยังมีความเข้าใจไม่เพียงพอในเรื่องโครงสร้างหลักเกณฑ์ขั้นตอนกระบวนการแนวปฏิบัติดังที่ปรากฏในบันทึกข้อความของคณะนิติศาสตร์ ซึ่งการแก้ไขความผิดพลาดควรเป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่การแก้ไขดังกล่าวนั้นหากก่อให้เกิดผลกระทบแก่ผู้เกี่ยวข้องก็จะต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนด้วย ซึ่งเป็นปัญหาในทางปกครอง

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง อันเนื่องมาจากการที่โจทก์ มีกรณีร้องเรียนหรือขอให้มีการตรวจสอบการดำเนินการของ บรรเจิด จำเลยที่ 3 ต่อเนื่องตลอดมา ทำให้เชื่อว่ากระบวนการตัดสินใจดำเนินการของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคู่กรณีโดยตรงกับโจทก์ที่ร้องเรียนให้ตรวจสอบโดยเปิดเผยตัวตนชัดเจน ทำให้เชื่อว่าเป็นมูลเหตุจูงใจให้จำเลยที่ 3 เลือกตัดสินใจกระทำการโดยเลือกกระบวนการที่ทำให้โจทก์ได้รับผลกระทบมากเกินสัดส่วนของประโยชน์ที่สาธารณะจะได้รับ และกระทำโดยเจตนาที่จะยังไม่ให้โจทก์สำเร็จการศึกษา อันอยู่ในขอบข่ายของความรับผิดทางอาญา

ขณะที่ สมบัติ อดีตอธิการบดี นิด้า จำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ บรรเจิด จำเลยที่ 3 แต่ในการวินิจฉัยสั่งการกลับกระทำเพียงให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ตรวจสอบและนำเสนอข้อเท็จจริง ทั้งที่โจทก์ร้องเรียนกล่าวโทษจำเลยที่ 3 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันที่จะยังไม่ให้โจทก์สำเร็จการศึกษา แม้จะเป็นการกระทำคนละเวลากันแต่เป็นการกระทำโดยมีความมุ่งหมายเดียวกันในระยะเวลาและตามขั้นตอนที่ต้องอาศัยเวลาและต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว จึงพิพากษาว่า สมบัติ อดีตอธิการบดี นิด้า จำเลยที่ 1 และ บรรเจิด อดีตคณบดี คณะนิติศาตร์ จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นข้าราชการและนักวิชาการที่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิด ศาลจึงเห็นสมควรให้รอการกำหนดโทษเป็นเวลา 3 ปี

ส่วนการกระทำของจำเลยอื่นๆ แม้มีความเชื่อมโยงในทางที่ใกล้เคียงที่จะมีมูลเหตุจูงใจเพียงพอถึงขั้นเป็นคู่กรณีกับโจทก์ดังเช่น นเรศร์ จำเลยที่ 4 ได้ แต่ตามพยานหลักฐานยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะให้ต้องรับผิดทางอาญา รวมทั้งประดิษฐ์ จำเลยที่ 2 กับจำเลยอื่นในคณะกรรมการ ทคอ. การศึกษาปรากฏเพียงการร่วมลงมติตามข้อเท็จจริงที่ บรรเจิดจำเลยที่ 3 นำเสนอ ซึ่งตามพยานหลักฐานไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยแต่ละคนในคณะกรรมการ ทคอ. การศึกษามีความเห็นชัดเจนอย่างไร อีกทั้งโจทก์ไม่ได้สร้างความชัดเจนในส่วนนี้จึงไม่เพียงพอที่จะต้องให้รับผิดทางอาญา ดังนั้น จึงพิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ 2 , 4 , 5-22 

สำหรับความเสียหายนั้น ตามทางนำสืบแม้จะมีรายละเอียดในส่วนของค่าเล่าเรียน แต่เนื่องจากโจทก์ก็ได้รับประโยชน์จากผลของการเรียนการสอนที่ผ่านมา ขณะที่ความผิดพลาดในด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องโจทก์ก็มีส่วนที่ก่อให้เกิดด้วย จึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้ ส่วนคำขออื่นทั้งในส่วนอาญาและในส่วนแพ่งก็ให้ยก

รายงานข่าวระบุอีกว่า อย่างไรก็ดี หากคู่ความคดีนี้ ไม่พอใจผลคำพิพากษา ยังสามารถยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ที่วันที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาออกมาด้วย