บทสนทนาลับระหว่างทรัมป์กับประยุทธ์ (ขรรมๆ อย่าคิดมาก)

ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาในช่วงพบปะรอบพิเศษระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศซึ่งไม่ได้ถูกบันทึกไว้โดยสื่อมวลชนเพราะเป็นการพูดกันตามลำพัง มีเพียงล่ามของพลเอกประยุทธ์อยู่ด้วยเพียงคนเดียว (เพราะความเป็นเลิศทางภาษาอังกฤษของ ฯพณฯ) 

ประยุทธ์: ท่านประธานาธิบดี ผมรู้สึกดีใจที่ท่านให้โอกาสพิเศษแก่เราทั้งคู่ได้พูดคุยกันอย่างเปิดอกครับ

ทรัมป์: ไม่เป็นไรครับเพราะผมสนใจประเทศท่านมากด้วยมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ดังคำว่า Thailand Only ท่านนายกรัฐมนตรี ถามจริงๆ เถอะ ว่าทำไมท่านถึงรีบบอกกับผมว่าปีหน้าจะประกาศการเลือกตั้งทั้งที่ผมก็ไม่ได้ถามหรือเซ้าซี้จะเอาคำตอบสักหน่อย

ประยุทธ์: คือผมเตรียมเป็นสคริปต์ไว้อะครับ กลัวท่านจะถาม ไปๆมาๆ เพื่อไม่เป็นการเสียเปล่าก็ชิงสร้างภาพอันดีงามว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ

ทรัมป์: ถึงผมจะดูโง่หรือไอคิวต่ำสักหน่อย แต่ผมก็ศึกษาการเมืองของท่านมาดีพอใช้นะ เห็นสื่อของไทยหลายสำนักโจมตีว่าท่านพูดอย่างนี้มาหลายครั้งแล้วในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่จัดการเลือกตั้งสักที

ประยุทธ์: ท่านขวานผ่าซากจริงๆ นะ ผมก็ขอตอบตามตรงว่าเพราะหวงอำนาจไง ไปไหนทีก็มีแต่คนกุมเป้ากางเกงพร้อมเลียมือเลียเท้าผมเต็มที่  ที่สำคัญถ้ารีบลงจากตำแหน่ง ไอ้ทักกี้และพวกเกิดได้กลับมามีอำนาจทางการเมือง จะเกิดอะไรขึ้น ก็เลยถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ  แต่ถ้าวันนั้นมาถึง ผมก็จะเตะถ่วงไปได้อีกเพราะประเทศนี้สามารถเกิดอุบัติเหตุได้อีกเยอะแยะในอนาคตครับ

ทรัมป์: ว่าแล้ว ท่านนายกฯ ก็เสพติดเก้าอี้เหมือนผมนั่นแหละ ไอ้สื่อมวลชนบ้านผมบ้า มันบอกว่าถ้าผมลงสมัครลงแข่งขันเป็นประธานาธิบดีในวาระที่ 2 ก็คงจะแห้ว คอยดูเหอะถ้าวันนั้นมาถึงรับรองว่าพวกมันน้ำตาตกในแน่ๆ

ประยุทธ์: (มีเสียงกลั้นหัวเราะ) งั้นผมขอถามท่านตรงๆ บ้างก็แล้วกันว่า ท่านไม่กลัวเสียชื่อหรอกหรือที่ให้การต้อนรับผม ผู้นำที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเผด็จการทหารในประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทย

ทรัมป์: ฮะๆๆ ไม่ได้ตราหน้าหรอก เพราะเป็นเรื่องจริง รู้สึกจะมีไทยเพียงประเทศเดียวในโลกที่หัวหน้ารัฐบาลเป็นทหารที่มาจากการทำรัฐประหาร  เอาอย่างนี้ ในฐานะที่ท่านมีความรู้ทางประวัติศาสตร์จำกัดอยู่ที่ภูเขาอัลไต ก็เลยอยากจะบอกว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ นั้นยืดหยุ่นอยู่เสมอตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงสงครามเย็น ถึงแม้เราจะภูมิใจในความเป็นประชาธิปไตย และเผยแพร่ลัทธินี้ไปทั่วโลกแต่เพื่อผลประโยชน์และอำนาจ เราก็สามารถจูบปากกับเผด็จการได้เสมอ ไม่ใช่เฉพาะผมหรอก  ดูอย่างอีตาโอบามาสิ แกยังอดทนกับเผด็จการในตะวันออกกลางได้ตั้งหลายปี จนประชาชนลุกฮือขึ้นมาประท้วงอย่างที่เค้าเรียกว่า  “อาหรับสปริง”   ที่จริงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างหวาดกลัวอำนาจของประชาธิปไตย เพราะพลังของประชาชนมักจะเข้ากันดีกับพวกฝ่ายซ้ายที่แอนตี้จักรวรรดินิยมอเมริกัน 

ประยุทธ์: อ้าว แล้วไทยละครับ ก่อนหน้านี้ทำไมสหรัฐฯ ถึงคว่ำบาตร กดดันไทยจัง

ทรัมป์: อันนี้ผมเดาเอาว่า ก็เพราะสหรัฐฯ ต้องการเอาประเทศของท่านมาเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพว่าเป็นผู้ยกย่องคุณค่าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่สลิ่มบ้านท่านยกมาถล่มเมื่อก่อนว่าสหรัฐฯ หน้าไหว้หลังหลอกก็เป็นเรื่องจริงนะ อย่างเช่นการทำรัฐประหารในอียิปต์ไง ที่สหรัฐฯ ทำท่าหลีกเลี่ยงในการประณาม  สำหรับผมก็เคยพูดมาแล้วไงว่าจะไม่กดดันใครหรืออะไรทั้งนั้นเพื่อความเป็นมิตรและผลประโยชน์ของประเทศ

ประยุทธ์: ความจริงท่านก็ทำเพื่อคะแนนความนิยมของท่านด้วยใช่ไหม

ทรัมป์: ใช่ครับ ยิ่งตอนนี้คะแนนความนิยมของผมกำลังต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่ด้วย ที่สำคัญคนอเมริกันโดยเฉพาะฐานคะแนนเสียงของผมไม่ใช่พวกเชิดชูประชาธิปไตยเท่าไรนัก  พวกเขาต้องการให้ America Great Again เสียมากกว่า  ถ้าช่วยให้มีการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผมก็ยินดีทำทั้งนั้น ดูสิ ตอนนี้ไทยกลายเป็นลูกค้าที่แสนดี คือใช้เงินหมดไปกับอาวุธสงครามที่ซื้อจากเราเยอะๆ หรือไม่ก็รับสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ ที่ทำให้คนในประเทศท่านงงงวยว่ามันดีจริงๆ หรือไม่ ส่วนงบประมาณด้านอื่นเช่นอุปกรณ์การแพทย์สำหรับโรงพยาบาลก็ให้ไอ้ตูนไปวิ่งขอบริจาคเงินก็แล้วกัน 

ประยุทธ์: (ไอกระแอม) ความจริงประเทศผมก็ได้ประโยชน์อย่างอื่นเหมือนกันจากการกลับมาเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศท่าน ขอสารภาพนะครับว่าเมื่อปีที่แล้ว พวกผมก็หนักใจอยู่มากเพราะเข้าใจว่าคนที่จะชนะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็คือนางฮิลลารี คลินตัน ซึ่งก็คงมีนโยบายต่างประเทศโดยเฉพาะกับไทยไม่ต่างจากโอบามาเท่าไรนัก เราก็ต้องหาทางในการแปลงประเทศไทยให้เป็นเผด็จการจำแลง เพื่อได้รับการยอมรับจากสหรัฐฯ ให้ได้ แต่พอท่านได้เป็น พวกเราก็โล่งใจเยอะ ไม่ต้องอำพรางอะไรให้มาก นอกจากสัญญาลมๆ แล้งๆ  

ทรัมป์: ตามมุมมองของผมนะ นางคลินตันก็อาจจะไม่ต่างจากผมเท่าไรหรอก นอกจากจะใช้ภาษาตามสไตล์พวกเดโมแครตเช่นเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ดูอย่างช่วงโอบามา สหรัฐฯ ก็ไม่ได้กดดันไทยเท่าไร นอกจากเล่นเกมทางจิตวิทยา ถ้านางเป็นประธานาธิบดี พวกท่านคงเหนื่อยต่อไปอีกสักหน่อย และถ้าแผนการของสหรัฐฯ ในโอบล้อมจีนเข้มข้นขึ้น พวกท่านก็เป็นต่อมากขึ้น สหรัฐฯ อาจจะส่งสัญญาณขอคืนดีกับท่านแบบเนียนๆ จนพวกนิยมประชาธิปไตยไม่ทันรู้ตัว

ประยุทธ์: อย่างไง ผมก็รู้สึกสบายใจที่ได้คนซื่อบื้อเอ้ยคนตรงอย่างท่านเป็นประธานาธิบดี เป็นคนที่เหมาะกับการทำธุรกิจด้วย   ท่านยังช่วยทำให้พวก “ควายแดง” หลายตัวถึงกลับเงิบเพราะเคยสบประมาทว่าไม่มีใครคบผม

ทรัมป์: ผมเองก็รู้สึกสบายใจเหมือนกันนะที่ได้คนบ้าอำนาจอย่างท่านเป็นนายกรัฐมนตรี  ถ้าผมกดดัน เล่นเกมกับท่านเหมือนโอบามา ผมคงจะจั๊กกะจี้ ไม่กล้าเชิญผู้นำที่เป็นเผด็จการในดีกรีเดียวหรือยิ่งกว่าไทยอย่าง อียิปต์ ตุรกี เวียดนาม ฯลฯ มาเยือนทำเนียบขาวหรอก  ส่วนพวกควายแดงนั้นอาจจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แท้จริงหรอกว่า ผลประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่อุดมการณ์ประชาธิปไตย

ประยุทธ์: เป็นการกลับตาลปัตร นะครับที่ว่าพวกท่านขึ้นมามีอำนาจด้วยระบอบประชาธิปไตย และการเมืองอเมริกันก็เต็มไปด้วยการถ่วงดุลทางอำนาจของสถาบันต่างๆ  แถมยังเน้นลัทธิรัฐธรรมนูญนิยมที่ให้อำนาจแก่รัฐธรรมนูญมาก แต่ประธานาธิบดีลึก ๆ กลับชอบเผด็จการ

ทรัมป์: เอาตามจริงนะ ประชาธิปไตยสหรัฐฯ ค่อนข้างซับซ้อน ประเทศอื่นๆ ที่เค้าปกครองด้วยระบอบประธานาธิบดี ประธานาธิบดีมาจาการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่สหรัฐฯ กลับใช้ระบบคณะผู้เลือกตั้งมาตัดสิน เพราะผู้ก่อตั้งประเทศที่เขียนรัฐธรรมนูญไม่ไว้ใจประชาชน ดูผมสิแพ้คะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนเกือบ 3 ล้านเสียงแก่นางคลินตัน ผมยังชนะเลย

ประยุทธ์: ใช่ครับ ถ้าเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซีย ท่านก็คงแพ้ยับเยิน เลยเป็นบทเรียนสำหรับไทยว่าถ้าผม (หรือเด็กในสังกัด) ลงเลือกตั้งตามแบบรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ผมคงแพ้ลูกน้องทักกี้ด้วยสัดส่วนคะแนนประมาณนี้ ก็เลยให้ลิ่วล้อร่างกฎหมายเลือกตั้งสร้างระบบใหม่ที่ซับซ้อนแบบเยอรมันเพื่อไม่ให้ป้องกันไม่ให้ความนิยมของคนไทยต่อทักษิณหนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นรัฐบาลอีก

ทรัมป์: เท่านั้นยังไม่พอ การถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันต่างๆ กลายเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับประธานาธิบดี เพราะประธานาธิบดีจะกลายเป็นเป็ดง่อย เพราะจะมีสถาบันอย่างรัฐสภาและตุลาการที่สามารถขัดขาไม่ให้นโยบายหรือการบริหารรัฐกิจดำเนินไปได้ดีหรือมีประสิทธิภาพ แถมสหรัฐฯ ยังเป็นประเทศแบบสหพันธรัฐ ที่รัฐบาลกลางมีอำนาจจำกัด ประธานาธิบดีจึงต้องพยายามเล่นเกมอำนาจ อย่างโอบามาถือได้ว่าเป็นพวกต่อต้านระบอบสหพันธรัฐเพราะดึงอำนาจเข้าสู่รัฐบาลกลางอย่างมาก  ยิ่งถ้าประธานาธิบดีมีอำนาจเด็ดขาดเหมือนกฎหมายมาตรา 44 อย่างท่านด้วยก็จะเป็นเรื่องดี  พวกท่าน (ผู้นำเผด็จการ) คือบุคคลในฝันสำหรับประธานาธิบดีอย่างผมเลย

ประยุทธ์: เล่นเอาเขินเลยนะครับ ท่าน จริงๆ ม.44 ก็แป๊กหลายครั้งแล้ว เพราะอำนาจแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดเหมือนกับ ม.17 ของจอมสฤษดิ์ (อดีตสมุนของกรุงวอชิงตัน) ขนาดเอาผู้ต้องสงสัยไปยิงเป้ากันต่อหน้าประชาชนกันเห็นๆ  ผมต้องเผชิญกับอำนาจของระบบราชการ กลุ่มผลประโยชน์ หรือแม้แต่พลังของประชาชนเองที่ไม่ได้ต่อต้านคสช.แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐเสมอไป

ทรัมป์: แต่ที่ผมอิจฉาท่านอย่างหนึ่งคือท่านสามารถเล่นงานสื่อมวลชนได้อยู่หมัด  ผมล่ะแสนเบื่อสื่อมวลชนบ้านตัวเองเต็มทีแล้วโดยเฉพาะซีเอ็นเอ็น หรือไม่ก็เอบีซี  มันโจมตีผมเหลือเกินทำให้คะแนนความนิยมของผมลดลงเรื่อยๆ  เจ้าเสรีภาพของสื่อนี่แหละ ที่ทำให้ประธานาธิบดีพังกันมาหลายคน ดูอย่างนิกสัน กรณีวอเตอร์เกตสิ  ผมจะต้องพยายามอย่างยิ่งในการเอาชนะสื่อเหมือนท่านให้ได้ วิธีการหนึ่งก็คือการใช้ทวิตเตอร์

ประยุทธ์: ว่าไป 3 ปีที่ผมกับพวกยึดอำนาจมานี่ก็เข้าควบคุมสื่อได้อยู่หมัดช่วงต้นๆ โดยใช้ปลายกระบอกปืนเท่านั้นแหละครับ พอคลายลงสักหน่อย เจ้าพวกโซเชียลมีเดียเล่นงานผมซะอ่วมเลย แถมกระแสหลักก็หันมาพยศกับผมเป็นครั้งคราว นี่เลยต้องให้เจ้าสนช.แก้กฎหมายเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อให้มากที่สุด

ทรัมป์: ออ ก่อนหน้านี้ ผมเห็นในยูทูบเวลาท่านให้สัมภาษณ์สื่ออย่างกะหมูกะหมาสลับกับมธุรสวาจา (เข้าทำนองตบหัวแล้วลูบหลัง) ทำให้พวกนักข่าวไม่กล้าถามคำถามอะไรเต็มปากเต็มคอนัก ผมว่าผมเป็นคนขวานผ่าซาก แล้วยังไม่ได้ครึ่งของท่านเลย

ประยุทธ์: ไอ้เรื่องการให้สัมภาษณ์นี่ เพราะผมเป็นทหารเก่าที่ขาดความอดทนกับเสรีภาพหรือคำถามอย่างเล่นลีลาแบบพลเรือน ไม่เหมือนกับอีปูหรือไอ้มาร์ค ที่สำคัญ ผมคงรับไม่ได้ที่จะถูกผู้สื่อข่าวรุ่นลูกรุ่นหลานต้อนจนมุมกับเรื่องที่ตอบไม่ได้เลยต้องตวาดเพื่อชิงความได้เปรียบ  ลึกๆ แล้วผมเป็นคนตลกแถมยังอ่อนโยนครับ ไม่เชื่อลองไปถามภรรยาของผมดูสิ 

ทรัมป์: ออเข้าใจล่ะ ผมก็อ่อนโยนไม่แพ้ท่านเหมือนกันนะ พูดถึงการควบคุมสื่อนี่คงต้องชมเกาหลีเหนือเค้าล่ะ  ที่จริงแล้วผมอยากให้สหรัฐฯ เหมือนเกาหลีเหนือเสียจริง เพราะปลูกฝังลัทธิเชิดชูบุคคล  (Cult of Personality) จนชาวบ้านกลายเป็นโรบอตเทิดทูนท่านผู้นำดุจดังเทพเจ้า ที่ผมเล่นสงครามน้ำลายกับไอ้หมูอ้วนคิม จองอุนก็เพราะเป็นเรื่องนิวเคลียร์เท่านั้นนะ ส่วนรูปแบบการปกครองผมชอบเกาหลีเหนือมาก คงจะดีนะครับ คนอเมริกันร้องเพลงสรรเสริญพร้อมกับชูป้ายเชิดชูท่านทรัมป์ๆๆ ท่านทรัมป์เอ่ยเช่นไร สื่อก็รับมาแซ่ซ้องอย่างเทิดทูน

ประยุทธ์: เหมือนกันเลยครับ ไทยเองก็เป็น “เกาหลีเหนือ” แบบเนียนๆ  ผมก็เลยอยู่ในทุ่งหญ้าลาเวนเดอร์ คือออกมาพูดคนเดียวหน้าจอโทรทัศน์โดยเข้าใจว่าเรตติ้งคนดูประมาณเรื่อง “นาคี”  ผมยังเสพแต่สื่อที่สรรเสริญตัวเองหรือไม่ก็เชื่อแต่สำนักโพลกำมะลอที่ผลสำรวจมักเป็นการเชียร์รัฐบาลแบบสุดติ่ง ถ้าใครวิจารณ์รัฐบาลแรงๆ เข้าก็ยัดข้อหาว่ากระทำผิดกฎหมายมาตรา 116 หรือไม่ก็ 112 แถมพ่วงไปเลย แต่ถ้าจะให้ดีประเทศของเราน่าจะเหมือนเกาหลีเหนืออีกอย่างคือประชาชนไม่ค่อยมีอินเทอร์เน็ตใช้ ปิดประเทศเลยก็ดี ไม่มีโซเชียลมีเดีย ประชาชนรับข่าวสารเพียงด้านเดียว

ทรัมป์: (เสียงปรบมือ) พูดผ่าลงกลางใจผมเลยครับ แต่เหลือไว้เฉพาะทวิตเตอร์ก็ดีนะ

ประยุทธ์: เหมือนกันครับ แหมคุยกับท่านแล้วได้ความรู้เกี่ยวกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายเรื่องเลยนะ ไป ๆ มาๆ เราก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไร 

เสียงของผู้หญิง (ซึ่งน่าจะเป็นเมลาเนีย ทรัมป์) แทรกมา: ขอเชิญท่านทั้ง 2 รับประทานอาหารเที่ยงได้แล้วค่ะ ตอนนี้ไม่รู้ว่าฝนหยุดตกหรือยัง

จบบทสนทนา