กยท. ชี้แจงกรณีข้อเรียกร้องชาวสวนยางก่อนบุก ก.เกษตร 13 พ.ย. นี้

ผู้ว่าฯ กยท. ชี้แจงกรณีข้อเรียกร้องของเครือข่ายสถาบันเกษตรชาวสวนยางระดับประเทศที่จะเดินทางมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ ระบุ 'บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด' ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาราคายางที่กำลังเผชิญอยู่
 


12 พ.ย. 2560 สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่านายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ชี้แจงว่า จากการที่ นายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ กยท. จะเดินทางไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 13 พ.ย. 2560 ด้วยประเด็น 1.การดำเนินนโยบายผิดพลาดในการจัดตั้ง บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาวิกฤติราคายางอยู่ขณะนี้ และยื่นข้อเรียกร้องผ่านไปถึงรัฐบาล 3 ข้อ คือ (1) ให้ กยท. ถอนหุ้นจาก บริษัท ร่วมทุน และจัดตั้งบริษัทใหม่โดยถือหุ้นร่วมกับเกษตรกร (2) ให้ยึดระเบียบการบริหารราคายางพารา ตามตลาดกลางอย่างเคร่งครัด และ (3) ให้รัฐบาลผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการใช้ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้น นั้น

 
จากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อดังกล่าว กยท. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้ สถานการณ์ยางพารา ในช่วงเดือน ก.ค. – ต.ค. ของทุกปีเป็นช่วงที่ปริมาณยางออกสู่ตลาดสูงทำให้ราคายางในสภาพปกติมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สำหรับปี 2560 นี้ ภาพรวมราคายางเป็นไปตามกลไกตลาด โดยราคาทั้งในและต่างประเทศ ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แต่ปัญหาราคายางขณะนี้ สาเหตุที่แท้จริงมาจาก (1) ปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน ส่งผลต่อราคาขาย โดยประเทศผู้ผลิตหลักทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ราคาปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน แต่ราคายางในประเทศไทยยังคงสูงกว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ ยังมีประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจากปี 2559 สูงมาก เช่น กัมพูชา เพิ่มขึ้น 33.1% อินเดีย เพิ่มขึ้น 21.0% และ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 11.3 % ทำให้ผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น (2) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดการชะลอซื้อของประเทศผู้ใช้ยางเหล่านี้ รวมถึง ความตึงเครียดทางการเมืองหลายประเทศ ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อและราคาในตลาดล่วงหน้ามีความผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อราคายางในตลาดซื้อขายจริงในประเทศที่ปรับตัวลดลงตามไปด้วย และ (3) การเก็งกำไรของนักลงทุนทั้งตลาดซื้อขายจริงในประเทศและตลาดล่วงหน้า กระทบต่อการซื้อขายทำให้ราคาในตลาดนั้นๆ ผันผวนลดลงเช่นกัน ซึ่งการดำเนินงานนโยบายของบริษัทร่วมทุน ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาราคายางที่กำลังเผชิญอยู่
 
ที่ประชุมร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อกำหนดมาตรการขับเคลื่อนการสร้างเสถียรภาพราคายาง เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2560 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมี กยท.กับ บริษัทยางพารารายใหญ่ 5 บริษัท เข้าร่วม ได้มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต และผู้ส่งออก ให้จัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง เพื่อกระตุ้นแรงซื้อตลาดภายในประเทศ และชี้นำราคา ด้วยการซื้อขายยางผ่านตลาดซื้อขายจริง (ตลาดกลางยางพารา กยท.) และการซื้อขายสัญญาผ่านตลาดล่วงหน้า หรือ ตลาดทีเฟลก โดยไม่เน้นการแสวงหากำไร เพื่อให้ประโยชน์ของกองทุนฯ ตกอยู่ที่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ที่ผ่านมา ผลดำเนินงานบริษัทร่วมทุนฯ ทำให้ราคายางปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่งท่ามกลางราคายางที่มีทิศทางจะปรับลดลง บริษัทร่วมทุนฯ จะเข้าไปประมูลยางในราคาที่ชี้นำ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำราคาไปอ้างอิงในการต่อรองซื้อขายกับผู้ซื้อในแหล่งอื่นๆ ได้ เช่น ผลของการประมูลในวันที่ 9 – 10 พ.ย. 2560 ราคายางมีทิศทางจะปรับลดลง บริษัทร่วมทุนฯ ได้เข้าประมูลในราคา 47.10 บาท ซึ่งหากบริษัทร่วมทุนฯ ไม่เข้าประมูล ราคายางที่พ่อค้าเสนอจะอยู่ที่ 46.39 – 46.49 บาทเท่านั้น และในช่วงวันที่ 30 ต.ค. – 1 พ.ย. บริษัทร่วมทุนฯ ชะลอการประมูลยางในตลาดตามที่แกนนำบางกลุ่มเรียกร้อง ส่งผลให้ราคายางปรับลง 5.61 บาท ดังนั้น ที่ผ่านมา บริษัทร่วมทุนฯ ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนฯ มาโดยตลอด นอกจากนี้ ข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งบริษัทโดยถือหุ้นร่วมกับภาคสถาบันเกษตรกร ในส่วน กยท. จะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กระทรวงการคลังกำหนด และสำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้ามาร่วมหุ้นได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละสถาบันเกษตรกร
 
สำหรับ กยท.ได้ปรับระเบียบตลาดกลางยางพารา กยท. พร้อมทั้งประกาศให้ผู้ซื้อและผู้ขายเข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมถึง กรณีบริษัท ร่วมทุนฯ ได้มีการรับทราบระเบียบ พร้อมทั้งดำเนินการแถลงข่าวและแก้ปัญหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดเช่นกัน
 
นอกจากนี้ โครงการส่งเสริมใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ กยท. ได้ประสานกับทุกหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 เป็นปีแรกที่มีการดำเนินโครงการตามนโยบาย มีหน่วยงานรัฐนำยางไปใช้ในรูปแบบน้ำยางข้น จำนวน 10,213.49 ตัน และยางแห้ง จำนวน 1,453.48 ตัน งบประมาณทั้งสิ้น 15,074,604,881.57 บาท ปี 2561 แต่ละหน่วยงานอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนงานและระเบียบการจัดหาของตนเอง ซึ่งภาครัฐจะใช้น้ำยางข้น จำนวน 9,916.832 ตัน ยางแห้ง จำนวน 1,132.3895 ตัน งบประมาณรวม 11,583,115,494.570 บาท ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นหน่วยงานนำร่องใช้ยางในประเทศ ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้การนำยางไปใช้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตในความคุ้มค่าต่อปริมาณยางและงบประมาณที่ใช้ อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นเอกชน สถาบันเกษตรกร รวมถึงภาคประชาชน ต้องร่วมมือผลักดันและใช้ยางในประเทศร่วมกัน ทั้งนี้ บางโครงการรัฐได้ให้การสนับสนุนร่วมด้วย เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท ทำให้มีปริมาณการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น 60,000 ตัน/ปี สร้างมูลค่าจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง กว่า 7,600 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ที่จะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้