ปฏิรูปกลไกบริการสุขภาพเขตเมือง วางร่างแผนยุทธศาสตร์ ดึง ‘สธ.-สปสช.’ เคลื่อน

คมส.จัดทำ “ร่างแผนยุทธศาสตร์ระบบบริการสุขภาพเขตเมือง” ปฏิรูปกลไกบริการสุขภาพ ดึง ‘สธ.-สปสช.’ ร่วมขับเคลื่อน

ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน คมส. (แฟ้มภาพ)

14 พ.ย.2560 รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) แจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ครั้งที่ 2/2560 โดยมี ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน พร้อมด้วย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และกรรมการฯ จากทุกภาคส่วนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมสานใจ 1/2 อาคารสุขภาพแห่งชาติ

ปิยะสกล ประธาน คมส. เปิดเผยว่า การให้บริการสุขภาพในเขตเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ถือว่าสำคัญมากต่อสุขภาวะของประชาชน ซึ่งสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ.2558 เคยมีมติเรื่อง “ระบบสุขภาพเขตเมือง : การพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม” ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยมีการจัดทำ “ร่างแผนยุทธศาสตร์ระบบบริการสุขภาพเขตเมือง” เสนอต่อคณะกรรมการระดับชาติจัดทำยุทธศาสตร์ระบบบริการสุขภาพเขตเมือง ที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประธาน คมส. ระบุด้วยว่า การยกร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ได้ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าร่วมเป็นกรรมการ และบูรณาการการทำงานร่วมกัน และสอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูประบบบริการสุขภาพด้านปฐมภูมิ ที่มี โครงการคลินิกหมอครอบครัว (Primary Care Cluster) ซึ่งเป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2560-2564) โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการขยายระบบบริการปฐมภูมิในเขตเมืองเพื่อดูแลประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ (Primary health care in urban) 

นอกจากนี้ คมส. ยังรับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อน 2 มติสำคัญ ได้แก่ มติ “ระบบการจัดการอาหารในโรงเรียน” โดยจะผลักดันให้เป็นนโยบายระดับชาติ และเตรียมหารือกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศเร่งดำเนินงาน หลังจากที่ผ่านมาริเริ่มในพื้นที่นำร่องจังหวัดสุรินทร์ และจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยประสานผู้ว่าราชการจังหวัดให้เห็นความสำคัญและขับเคลื่อนร่วมกันทั้งจังหวัด 

“การขับเคลื่อนเฉพาะพื้นที่นำร่อง อาจต้องใช้เวลานานและไม่ทันสถานการณ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการให้ดำเนินการเรื่องสำคัญๆ ทันทีและมีความก้าวหน้าเร็วขึ้น เพราะในช่วง 1 ปีจากนี้ สำคัญมากในการปูพื้นฐานต่อให้กับรัฐบาลใหม่” ปิยะสกล กล่าว

ประธาน คมส กล่าวอีกว่า คมส. ยังรับทราบความก้าวหน้ามติ “วิกฤตการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยาและการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ” โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพฯ แล้ว เมื่อวันที่ ๅต ส.ค. 2559 และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ จะมีการประชุมครั้งที่ 2/2560 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 นี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตรียมการจัดงานเปิดตัวแผนปฏิบัติงานการจัดการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ซึ่งจะลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายนนี้ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (Rational Drug Use: RDU) และลงนามความร่วมมือกับโรงพยาบาลเพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (RDU hospital) ทั้งในและนอกสังกัด สธ.

“เรื่องนี้ยังต้องมีมาตรการเชิงปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย เพราะพบการขายยาที่ไม่เหมาะสมและไม่สมเหตุผลให้กับประชาชน โดยเฉพาะในร้านขายของชำ ยังลักลอบขายยาในบางพื้นที่ โดยกระทรวงสาธารณสุขจะไปตรวจตราให้เข้มงวดมากขึ้น” ปิยะสกล กล่าว

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงสาธารณสุข และกรรมการ คมส. กล่าวว่า ขณะนี้ อย. กำลังทบทวนการจัดประเภทยา (Reclassification) เพราะปัจจุบันร้านขายยาส่วนมากมักจัดยาฆ่าเชื้อที่ออกฤทธิ์รุนแรงให้กับประชาชนมากกว่าที่จะจัดยาตามความหนักเบาของอาการ โดยยาที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อรุนแรงควรจะกำหนดให้แพทย์สั่งเท่านั้น

นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวว่า ภาครัฐควรบูรณาการหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสถานการณ์เชื้อดื้อยามีปัจจัยเสี่ยงจากการแพร่กระจายในสภาพแวดล้อมต่างๆ รอบตัวและชุมชนด้วย