[คลิป] วงเสวนาตอบคำถาม รัฐสวัสดิการสแกนดิเนเวียสร้างด้วยคุณค่าแบบใด

นักวิชาการชี้ 'รัฐสวัสดิการสแกนดิเนเวีย' สร้างด้วยคุณค่า ความไว้วางใจกันและกัน รวมทั้งไว้วางใจรัฐ ภารดรภาพ และการปรึกษาหารือกันระหว่างสหภาพแรงงานและนายจ้าง การรวมกลุ่มต่อรองของคนงานที่เข้มแข็ง

 

 
เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (จามจุรี 10) ชั้น 16 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะทำงานวาระทางสังคม ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาหัวข้อ รัฐสวัสดิการสแกนดิเนเวียสร้างด้วยคุณค่าแบบใด โดยมีประเด็นย่อย เช่น “ปริทัศน์กระแสหนังสือศึกษาวัฒนธรรมสแกนดิเนเวีย: เรียนรู้จากเขา เราเห็นอะไร” นำเสนอโดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย นักวิจัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยลุนด์ สวีเดน ประเด็น “ประสบการณ์ตรงในรัฐสวัสดิการ: เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนไป” โดย บุญส่ง ชเลธร อาจารย์ มหาวิทยาลัยรังสิต, นักแปลวรรณกรรมสวีเดน, และอดีตครูสอนภาษาไทย-ภาษาสวีดิช กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน และประเด็น “สวัสดิการสังคม: พื้นฐานชีวิต สู่ความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาการทางเศรษฐกิจ” นำเสนอโดย ฐณฐ จินดานนท์ บรรณาธิการและนักแปลหนังสือเศรษฐกิจ, อดีตนักศึกษา มหาวิทยาลัยลุนด์ สวีเดน โดยมี ตะวัน วรรณรัตน์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ดำเนินรายการ

ทั้งนี้ สำหรับประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ประกอบด้วย  สวีเดน นอร์เวย์ และเดนมาร์ก อาจรวมถึงประเทศอื่นๆ ในกลุ่มนอร์ดิก เช่น ไอซ์แลนด์ และฟินแลนด์ 
 
 
ปกรณ์นำเสนองานเขียนที่พูดถึงวัฒนธรรมสแกนดิเนเวีย โดยชี้ว่า กระแสหนังสือที่พูดถึงวัฒนธรรมสแกนดิเนเวียที่มีจำนวนมากขึ้นมาในช่วง 2-3 ปีหลัง เพราะคนต้องการวิพากษ์การพัฒนาแบบเสรีนิยมใหม่ จึงหาตัวเทียบกับสังคมสแกนดิเนเวีย
 
ปกรณ์ ได้ยกวิธีคิดหนึ่งสำหรับคนที่ศึกษาวรรณกรรมสวีเดน ซึ่่งเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เสนอการมองผ่านการให้ความสำคัญระหว่าง รัฐ ครอบครัวและปัจเจกบุคคล เทียบกับสังคมสหรัฐอเมริกาและเยอรมนีในการสร้างสวัสดิการ ว่า สวีเดนอยู่ตรงกลางระหว่างรัฐกับปัจเจกบุคคล เป็นหนทางไปสู่สวัสดิการ สวีเดนให้ความสำคัญกับรัฐที่มันจะฟังก์ชั่นหรือทำงาน มองหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ปัจเจกบุคคลมีตัวตนขึ้นมาและเรื่องเหล่านี้นำไปสู่สวัสดิการ ขณะที่สหรัฐอเมริกาเป็นอีกแบบคือให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลกับครอบครัว โดยที่ไม่ไว้ใจรัฐ ส่วนเยอรมนีเน้นไปที่รัฐกับครอบครัวนำไปสู่สวัสดิการ
 
ขณะที่ บุญส่ง มองว่ารัฐสวัสดิการเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำ หากต้องการลดความเหลือมล้ำในสังคมไทย สำหรับข้อกังวลเรื่องการเก็บภาษีแพงในสังคมรัฐสวัสดิการนั้น เป็นเรื่องธรรมดาหากต้องการสวัสดิการที่ดี
 
โดย บุญส่ง ชี้ด้วยว่า หากแก้ปัญหาการคอร์รัปชันเมืองไทยได้แล้วนำเงินส่วนนี้มาได้ก็สามารถสร้างสวัสดิการได้มาก อีกทั้งที่ผ่านมานโยบายต่างๆ ทุกรัฐบาลแจกโดยไม่มีระบบ และไม่ได้แก้ปัญหา
 
สังคมสวีเดนนั้น บุญส่ง ชี้ว่า ตั้งแต่เกิด เด็กมีเงินเดือนจากรัฐเท่าเทียมกันหมด เงินเดือนขึ้นเหมือนเงินเดือนประชาชน เมื่อ 16 ปีเต็มถ้ายังเรียนมัธยมศึกษา ก็ยังได้ต่อ แต่เปลี่ยนเป็นเงินสนับสนุนการศึกษา เรียนหนังสือฟรีถึงจบปริญญาเอก รวมทั้งอุปกรณ์การศึกษาก็ฟรีหมด  ขณะที่การสอนและเรียนก็ให้เด็กรักและเรียนรู้ธรรมชาติ ซึ่งนำมาสู่การรักสัตว์ และรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
 
บุญส่ง มองว่า สังคมไทยมนุษย์สัมพันธ์กับมนุษย์ ดังนั้นเมื่อตกงานจึงไปหาเพื่อน ขณะที่สวีเดนนั้นสังคมสัมพันธ์กับรัฐ ทุกปัญหาที่คิดขึ้นมาได้จะมีหน่วยงานรัฐมารองรับหมด สังคมไทยจึงเล่นเพื่อน มีพรรคเพื่อน แต่ที่โน้นสัมพันธ์กับรัฐ ก็อาจมีปัญหาที่สังคมเปราะบาง 
 
บุญส่ง ยังเสนอการสร้างรัฐสวัสดิการในสังคมไทยไว้ 4 ประเด็น ประกอบด้วย  1. มีพรรคหรือขบวนการทางการเมืองเป็นตัวนำ เอาความคิดนี้ไปขับเคลื่อน ในยุโรปจะผ่านมาทางพรรคสังคมประชาธิปไตย  2. ต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ให้เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่าง VAT ในสแกนดิเนเวีย 25% คำถามสำคัญเช่นกันคือเงินที่เก็บภาษีไปนั้นถูกเอามาใช้ดูแลประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ ถ้าตอบคำถามนี้ได้คนก็เอาด้วย 3. ต้องมีการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ให้มีการรั่วไหลของเงินทอง  และ 4. จะต้องสนับสนุนและส่งเสริมองค์กรภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง คนเหล่านี้จะออกมาบอกว่าประเทศชาติต้องการอะไร ไม่ใช่ต้องการเรือเหาะ 
 
บุญส่ง กล่าววว่า บทความ  "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นั้น เป็นพื้นฐานของรัฐสวัสดิการ  และประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีๆ จะมีคอร์รัปชันน้อยมาก และจะมีประชาธิปไตยสูงมากด้วยเช่นกัน
 
ฐณฐ ซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ กล่าวว่า เรามักละเลยบทบาทของสถาบันบางสถาบันไป คือ ประวัติขององค์กรแรงงานและการรวมตัวต่อรองชีวิตที่ดีของแรงงาน ในสวีเดนมีการให้คนทั่วไปเลือกตั้งทุกคนในปี 1919 หลังจากนั้น รัฐบาลของสังคมนิยมประชาธิปไตยได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่อเนื่องยาวนาน ความเข้มแข็งของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเชื่อมโยงกับสมาพันธ์สหภาพแรงงานสวีเดน (LO) เป็นการรวมตัวกันของคนงานเพื่อต่อรองกับนายจ้าง ด้านนายจ้างก็รวมตัวเป็นสมาคมนายจ้างเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างมีอาวุธในการต่อรอง โดยฝ่ายลูกจ้างอาวุธคือการนัดหยุดงานหรือการสไตรค์ (Strike) ขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็มีอาวุธคือการปิดโรงงาน การต่อรองเข้มข้นจนเกิดความกังวลว่าจะบั่นทอนการพัฒนาเศรฐกิจ แม้รัฐบาลที่กุมอำนาจที่เป็นพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ที่ใกล้ชิดกับ LO จะก็พยายามจะเข้ามาแทรกแซง แต่ 2 ฝ่ายก็ไม่อยากให้รัฐบาลเข้ามา จึงเกิดการปรึกษาหารือ เป็นข้อตกลงที่บอกว่าก่อนสไตรค์ หรือนายจ้างปิดล็อคโรงงานมันต้องผ่านการคุยกันมาก่อน วิธีการปฏิบัติแบบนี้ แม้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็มีสปิริตอยู่ 
 
ฐณฐ กล่าวต่อว่า ใน LO มีนักเศรษฐศาสตร์ 2 คน ที่คิดแนวนโยบายที่มีเป้าหมาย 4 อย่างคือ ทำให้เงินเฟ้อต่ำ จ้างงานเต็มอัตรา ซึ่งเป็นอิทธพลของแนวคิดเคนส์ (Keynesian Economics) สร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างนโยบายโซลิดาริสติก มุ่งสร้างรายได้ที่เท่าเทียม ภายใต้แนวคิดที่ว่างานเดียวกันอย่างน้อยค่าจ้างต้องเท่ากันในแต่ละพื้นที่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ และยังเป็นการสร้างผลิตภาพในการผลิตหลังสงคราม อีกด้านขณะนั้นเกิดคนงานตกงานเยอะ และบีบให้ทุนย้ายไปอยู่ในภาคเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต จึงมีนโยบายตลาดแรงงาน (Active Labour Market Policies: ALMP) และช่วยแรงงานย้ายงานได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงพยายามขยายขอบเขตของรัฐสวัสดิการออกไป จากเดิมมุ่งช่วยคนจน  แต่นโยบายโซลิดาริสติก ซึ่งโซลิดาริตี้ หรือภารดรภาพเป็นคุณค่าที่สำคัญที่สร้างรัฐสวัสดิการอย่างมาก ดังนั้นเมื่อมีนโยบายการมุ่งช่วยคนจน ก็เกิดการแบ่งช่วงชั้นทางสังคมมาก ทำให้มองว่าทุกอย่างเป็นหลักถ้วนหน้า พร้อมกับขยายการศึกษาให้กว้างขวางขึ้นรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอีกด้วย
 
สำหรับความเท่าเทียมทางเพศนั้น ฐณฐ กล่าวว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานหญิงเข้ามาเพิ่มขึ้น
เมื่อผู้หญิงได้เข้าไปทำงาน ก็เกิดกระแสเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศด้วย นโยบายของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยก็ตอบรับความต้องการตรงนี้ 
 
คุณค่าอะไรเป็นรากฐานในการสร้างรัฐสวัสดิการขึ้น โดยสรุปแล้ว ฐณฐ มองว่า มาจากคุณค่าของความไว้วางใจกันและกัน รวมถึงไว้วางใจรัฐบาล และคุณค่าเรื่องโซลิดาริตี้ หรือภราดรภาพ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อย่างนโยบายที่เป็นลักษณะถ้วนหน้าจะเน้นคุณค่าแบบนี้ที่ไม่แบ่งช่วงชั้น ไม่ใช่แค่คนจนเท่านั้นถึงจะได้สวัสดิการ จึงมีคุณค่าที่ตามมาเช่น ความรับผิดชอบทางสังคม ความเข้าอกเข้าใจกันบ้าง  สำหรับมุมมองพื้นฐานขงชีวิต บางที่เรามองเรื่องปัจจัย 4 ซึ่งพวกนี้รัฐมีรองรับ 
แต่เรามองความพื้นฐานความเป็นมนุษย์เรื่องจิตใจ เช่น ศักดิ์ศรี รวมถึงเรื่องอิสรภาพ การไม่ถูกรัฐข่มเหง รวมถึงเรามีกำลังพอหรือเปล่าที่จะทำในสิ่งที่เราฝัน
 
ตะวัน กล่าวสรุปคุณค่าในการสร้างรัฐสวัสดิการว่า เรื่องสำคัญ คือ เรื่องไว้วางใจ ภราดรภาพ และการปรึกษาหารือกันระหว่างสหภาพแรงงานและนายจ้าง ซึ่งประเด็นการปรึกษาหารือนั้น สังคมไทยเป็นเรื่องไตรภาคี แต่กลับเอารัฐมาเป็นผู้ตัดสิน ทั้งที่หลักการสำคัญของการปรึกษาหารือมันเริ่มมาจากความเท่าเทียมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งนายจ้างลูกจ้าง และไว้วางใจกัน และสรุปเป็นฉันทามติ ท้ายที่สุดมันนำไปสู่ทางเลือกที่เป็นอิสระของปัจเจก ซึ่งต้องมีสวัสดิการรองรับ แม้เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะบอกว่าตลาดมีทางเลือก แต่จริงๆ เราไม่มีกำลังที่จะเลือกหากไม่มีสวัสดิการรองรับ