ฮิวแมนไรท์วอทช์ ขออัยการทหาร ถอนฟ้องคดี 112 'ส.ศิวรักษ์' ปมพูดพาดพิงพระนเรศวร

ฮิวแมนไรท์วอทช์ แถลงเรียกร้องอัยการทหารไทย ควรถอนฟ้องข้อกล่าวหาต่อ ส.ศิวรักษ์ ในคดี ม.112 ปมพูดพาดพิงพระนเรศวร ย้ำ เสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความเห็นในไทย จะได้รับผลกระทบใหญ่หลวง หากมีการไต่สวนคดีนี้

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ (แฟ้มภาพ ประชาไท)

6 ธ.ค.2560 จากเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา พวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีเสร็จแล้ว และมีความเห็นควรสั่งฟ้องคดีที่ สุลักษณ์ ถูกทหารเข้าแจ้งความให้เจ้าพนักงาสอบสวน สน.ชนะสงคราม  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2557 จากรณีที่ สุลักษณ์ ได้ร่วมอภิปรายเรื่อง “ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการชำระและการสร้าง” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดโดยคณะสภาหน้าโดม เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2557 โดยกล่าวหาว่าในการอภิปรายดังกล่าวสุลักษณ์ได้กล่าวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอดีตพระมหากษัตริย์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยกล่าวว่า การทรงกระทำยุทธหัตถีไม่มีจริง และมีอีกหลายถ้อยคำที่เข้าข่าย “หมิ่นเบื้องสูง” นั้น

ล่าสุดวันนี้ (6 ธ.ค.60) ฮิวแมนไรท์วอทช์ ออกคำแถลง เรียกร้องอัยการทหารไทย ควรถอนฟ้องข้อกล่าวหาต่อ สุลักษณ์  อายุ 85 ปีซึ่งในวันที่ 7 ธ.ค. นี้ อัยการทหารจะแจ้งผลการพิจารณาว่าจะมีการสั่งฟ้องสุลักษณ์ ฐานละเมิดมาตรา 112 ว่าด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปีหรือไม่

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือรัฐบาลทหารได้แจ้งความดำเนินคดีต่อ สุลักษณ์ โดยเป็นผลมาจากการอภิปรายของเขาเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2557 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กรุงเทพฯ สุลักษณ์ตั้งคำถามกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในสงครามยุทธหัตถีในศตวรรษที่ 16 ระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวันกองทัพไทยที่มีการจัดงานรำลึกทุกปี มีรายงานว่า สุลักษณ์ กล่าวในที่สัมมนาว่า “อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายเกินไป ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อ”

“การนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาใช้อย่างมิชอบของรัฐบาลทหาร ได้รุนแรงถึงขั้นที่เป็นความเหลวไหล เมื่อนักวิชาการท่านสำคัญถูกดำเนินคดีอาญา เนื่องจากการตั้งคำถามต่อสงครมมยุทธหัตถีซึ่งเกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 16” แบรด อดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าว พร้อมย้ำด้วยว่า เสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความเห็นในประเทศไทย จะได้รับผลกระทบใหญ่หลวง หากมีการไต่สวนคดีต่อสุลักษณ์เกิดขึ้นจริง
 
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
 
ฮิวแมนไรท์วอทช์ ชี้ว่า ไม่มีเนื้อความใดในกฎหมายบ่งบอกว่ามาตรานี้ครอบคลุมถึงบุคคลอื่น ๆ อย่างพระมหากษัตริย์ในอดีตหรือคำอธิบายทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัชกาลในอดีต แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทางการไทยได้ตีความกฎหมายนี้อย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเนื้อหาตามกฎหมาย
 
คำแถลงของ ฮิวแมนไรท์วอทช์ ยังระบุด้วยว่า ในเดือน พ.ค. 2556 ศาลฎีกาพิพากษาว่า ณัชชากฤต จึงเรืองฤทธิ์ มีความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากการแสดงความเห็นเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งครองราชระหว่างปี 2394 ถึง 2411 โดยศาลให้ความเห็นว่า “การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังคงครองราชย์อยู่” และระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระอัยกาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน” ขณะที่ ในเดือน ธ.ค. 2558 ทางการไทย ได้จับกุม ฐนกร ศิริไพบูลย์ คนงานในโรงงาน ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากการโพสต์ความเห็นล้อเลียนสุนัขทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในเฟซบุ๊ก คดีของเขาอยู่ระหว่างการไต่สวนในศาลทหารกรุงเทพ
 
นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ในประเทศไทย มีบุคคลอย่างน้อย 105 คนที่ถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการโพสต์หรือแชร์ความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ศาลทหารได้กำหนดโทษรุนแรงขึ้นต่อความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เมื่อเทียบกับศาลพลเรือนในช่วงก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร จำเลยบางส่วนถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกกำหนดโทษจำคุกหลายสิบปี ยกตัวอย่างเช่น ในเดือน ส.ค. 2558 ศาลทหารกรุงเทพลงโทษจำคุกพงษ์ศักดิ์ ศรีบุญเพ็ง เป็นเวลา 60 ปี เนื่องจากการโพสต์ความเห็นหลายชิ้นในเฟซบุ๊ก ซึ่งศาลมองว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนับเป็นโทษจำคุกสูงสุดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย แต่ตามมาตรฐานการกำหนดโทษของไทย ศาลได้ลดโทษลงกึ่งหนึ่งเหลือ 30 ปีเมื่อพงษ์ศักดิ์รับสารภาพความผิดตามข้อกล่าวหา
 
รัฐบาลทหารยังเพิ่มความเข้มงวดต่อการแสดงความเห็นอย่างเสรี โดยอ้างความจำเป็นที่จะต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว ทั้งนี้แม้ว่านายกรัฐมนตรีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ จะให้สัญญาหลายครั้ง รวมทั้งในที่ประชุมของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือน มี.ค. 2560 ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)
 
“การข่มขู่โดยการกำหนดโทษจำคุกเป็นเวลานาน และความคลุมเครือเกี่ยวกับการวินิจฉัยว่าคำพูดแบบใดจะถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระตุ้นให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองและปิดกั้นการอภิปรายโต้เถียงที่สำคัญในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและแสดงออก” แฟรงค์ ลา รู (Frank La Rue) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกกล่าวไว้ในเดือน ต.ค. 2554
 
การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากขึ้นของรัฐบาลทหาร ทำให้เกิดความยากลำบากต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ผู้พิพากษาและหน่วยงานอื่น ๆ ในการวินิจฉัยความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้ว่าข้อกล่าวหานั้นจะมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับเนื้อหาตามกฎหมายก็ตาม ฝ่ายเจ้าหน้าที่มีความกังวลว่า หากไม่สั่งฟ้องก็จะถูกกล่าวหาว่าแสดงความไม่จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์เสียเอง
 
“รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ควรประกาศให้รัฐบาลทหารไทยทราบอย่างชัดเจนว่า การดำเนินคดีต่อนักวิชาการที่มีชื่อเสียงเนื่องมาจากการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ของเขา จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และเสรีภาพทางวิชาการ” อดัมส์ กล่าว พร้อมย้ำด้วยว่า จึงควรมีการถอนฟ้องคดีต่อสุลักษณ์ ศิวรักษ์โดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข