อัพเดทล่าสุดเมื่อ 9 ชั่วโมง 17 นาที ที่ผ่านมา

เตรียมยื่นศาล รธน.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คสช. เตรียมยื่นศาล รธน. ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ระบุคำสั่งดังกล่าวขัด รธน. ชัดเจน ชี้การยื่นครั้งนี้จะพิสูจน์ว่าศาล รธน.สามารถทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้จริงหรือไม่ 
 
 
9 ธ.ค. 2560 มติชนออนไลน์ รายงานว่าที่ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ นายรังสิมันต์ โรม ผู้ประสานงานกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และนักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มธ.กล่าวในการแถลงข่าวการยื่นคำร้องขอยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 โดยมีสมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ตัวแทนจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เข้าร่วมว่าข้อที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 คือ ข้อที่ 6 และ 12 ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการออกคำสั่งเรียกบุคคลมาสอบปากคำ และสามารถจับกุมคุมขังไว้ได้นานสุดถึง 7 วัน โดยไม่ต้องมีคำสั่ง หรือหมายศาล ซึ่งคำสั่งดังกล่าวละเมิดสิทธิเสรีภาพที่แสดงออกโดยสุจริตหรือไม่
 
"นับตั้งแต่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มีกลุ่มต่าง ๆ แสดงออกจำนวนมากว่าต้องการประชาธิปไตย แต่นับจาก คสช.ออกคำสั่งที่ 3/2558 กลุ่มเหล่านี้ถูกจับกุมคุมขังและดำเนินคดี อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ประกาศใช้ และได้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีการกำหนดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาคของบุคคล และสิทธิในชีวิต ร่างกายที่จะไม่ถูกคุมขัง ทว่าถึงวันนี้การดำเนินคดีโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ยังคงอยู่ จึงเป็นเหตุผลในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามสิทธิในมาตรา 213 เพื่อยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ในข้อ 6 และ 12 โดยผู้ร่วมยื่นคำร้องหลักมาจาก 5 คดี คือ คดีหอศิลป์กรุงเทพฯ คดีนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ คดีรณรงค์ประชามติ คดีปัดฝุ่นประชาธิปไตยโดยนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคดีเวทีวิชาการไม่ใช่ค่ายทหารที่จัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่" นายรังสิมันต์กล่าว
 
นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่าทั้งนี้จะยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมรายชื่อผู้เสียหาย ซึ่งเชื่อว่ามีอยู่จำนวนมาก เพื่อให้แล้วเสร็จและยื่นคำร้องภายในเดือนธันวาคมนี้ หรือมกราคม 2561
 
ด้านนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ตัวแทนผู้เสียหายจากคดีนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ กล่าวว่า คสช.เข้ามาในช่วงแรก โดยอ้างว่าต้องการรักษาความสงบ แต่ที่ผ่านมาเป็นเพียงการสกัดยับยั้งผู้มีความเห็นต่าง ทำให้กฎหมายไม่มีบรรทัดฐาน เพราะเลือกใช้อำนาจบังคับกับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น การยื่นคำร้องครั้งนี้จะเป็นคำตอบแก่สังคมว่ากฎหมายที่สูงสุดของประเทศคือกฎหมายใด
 
 
คำชี้แจงการแถลงข่าว ประชาชนยื่นฟ้องยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558
 
ประชาชนและสื่อมวลชนทุกท่าน
 
กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และตัวแทนผู้ถูกละเมิดจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ขอชี้แจงถึงที่มาของการแถลงข่าวในครั้งนี้ และสิ่งที่พวกเราจะดำเนินการต่อไป ดังนี้
 
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีครึ่งผ่านมาที่ คสช. ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศ พวกเราได้จัดกิจกรรมในต่างกรรมต่างวาระ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโต้แย้งการกระทำอันไม่ชอบธรรมของ คสช. และเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว
 
การจัดกิจกรรมของพวกเราเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับรองโดยรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 (มาตรา 4) และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ฉบับปัจจุบัน (มาตรา 4) ที่กำหนดให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง หากจะกล่าวโดยเฉพาะเจาะจงก็ได้แก่ เสรีภาพในการชุมนุม (มาตรา 44) และสิทธิในชีวิตและร่างกายในการที่จะไม่ถูกจับกุมคุมขัง (มาตรา 28) ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วยเช่นกัน
 
ทว่าพวกเรากลับถูกกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ทหาร ทั้งการสลายการชุมนุมโดยใช้ความรุนแรง และการดำเนินคดีซึ่งยังคงดำเนินอยู่ในชั้นสอบสวนหรือชั้นศาลในปัจจุบัน โดยอ้างอำนาจจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะข้อ 6 และข้อ 12 ส่งผลกระทบต่อพวกเราซึ่งใช้สิทธิเสรีภาพโดยสุจริตให้ต้องได้รับความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงมีคดีความติดตัวจนอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในภายภาคหน้าได้
 
คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 6 ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเรียกตัวบุคคลมาสอบปากคำและควบคุมตัวไว้ได้นานสุดถึง 7 วันโดยไม่ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล ส่วนข้อ 12 ได้กำหนดห้ามการชุมนุมทางการเมืองเป็นจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้น มีระวางโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน ปรับสูงสุด 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื้อหาของคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อและเสรีภาพในการชุมนุมและสิทธิในชีวิตและร่างกาย ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ให้การคุ้มครองไว้อย่างชัดแจ้ง รวมถึงให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทหารในการกระทำการละเมิดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวได้อย่างกว้างขวางอีกด้วย
 
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดช่องทางตามมาตรา 213 ให้บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เพราะในมาตรา 213 ไม่ได้กำหนดรายละเอียดให้ต้องยื่นคำร้องผ่านช่องทางอื่นก่อน ซึ่งไม่สมควรกำหนดให้เป็นเช่นนั้น เพราะหากในอนาคตมีการตรากฎหมายกำหนดขั้นตอนการยื่นคำร้องให้ต้องผ่านองค์กรอื่นก่อนแล้ว ย่อมเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเกินเลย และทำให้ช่องทางตามมาตรา 213 นี้ไม่อาจใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผิดกับคำโฆษณาของ กรธ. เมื่อครั้งรณรงค์ประชามติว่ารัฐธรรมนูญนี้จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ “เข้มแข็งและฉับไวขึ้น” โดยสิ้นเชิง
 
ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงขอยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามช่องทางมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 รวมถึงการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมรายชื่อผู้ถูกละเมิดเพิ่มเติม และจะดำเนินการยื่นคำร้องภายในเดือนช่วงเดือนธันวาคม 2560 ถึงเดือนมกราคม 2561 นี้
 
การยื่นคำร้องครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสามารถทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้จริงหรือไม่ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจริงๆ ดังที่ได้โฆษณาไว้เมื่อครั้งรณรงค์ให้ประชาชนมาลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ขอให้ทุกท่านโปรดติดตามต่อไป
 
ผู้ถูกละเมิดจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG)
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai