ชาญวิทย์ เกษตรศิริ: รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย ที่ต้อง "รอไปก่อน" นับร้อยกว่าปี

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ 'หนึ่งร้อยปีวิกฤตรัฐธรรมนูญและการเมืองของสยามประเทศไทย' ชวนมองวิกฤตลึกลงไปในประวัติศาสตร์การเมืองนับแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบัน พบเรายังวนเวียนอยู่กับคำตอบเดิม ประชาธิปไตยต้อง “รอไปก่อน”

คลิปปาฐกถาหัวข้อ หนึ่งร้อยปีวิกฤตรัฐธรรมนูญและการเมืองของสยามประเทศไทย
โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
 

10 ธ.ค. 2560 ที่ห้อง 201 ชั้น 2 อาคารคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่ม Third Way Thailand และกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยได้จัดงานนิทรรศการการเมืองเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ โดยมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ 'หนึ่งร้อยปีวิกฤตรัฐธรรมนูญและการเมืองของสยามประเทศไทย' โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

“วิกฤตประชาธิปไตยของเราในปัจจุบัน ถ้าขยายความ เอาเข้าจริงมันเป็นเรื่องวิกฤตรัฐธรรมนูญ กับวิกฤตของการเลือกตั้ง และผมจะตบท้ายด้วยการดูเรื่องอำนาจกับบารมี คนบางคนมีอำนาจ แต่ไม่มีบารมี บารมีเป็นเรื่องที่ต้องสะสม และอันนี้เป็นปัญหาที่ประเทศของเรากำลังเผชิญ” ชาญวิทย์ กล่าว

ชาญวิทย์ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นการชวนให้หันกลับไปดูอดีตกว่าร้อยปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะช่วยทำให้เห็นว่าวิกฤตประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องเดียวกับกับวิกฤตรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น และกินระยะเวลาที่ยาวนานนับร้อยปี

เขากล่าวต่อไปว่า ในแง่ของประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทย เรากำลังอยู่ในช่วง Long History ซึ่งเป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่ยาวกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปี เขาตั้งต้นด้วยย้อนกลับไปดูว่าความคิดเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งปรากฏว่ามีการแปลรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเป็นภาษาไทย โดยหมอบรัดเลย์ แม้ผู้ที่ได้อ่านจะมีเพียงคนไม่กี่คน แต่ก็นับได้ว่า ตั้งแต่จุดนั้นประเทศไทยก็ได้เดินผ่านประวัติศาสตร์การเมืองที่สำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องของรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งเรื่อยมา

ชาญวิทย์ ระบุต่อไปว่าจากช่วงรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 5 มีการขอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกในปี ร.ศ.103 (พ.ศ.2427) โดยเจ้านายกลุ่มเล็กๆ ดังนั้นช่วงต้นของรัชกาลที่ 5 ความคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญก็เริ่มผลิดอกออกผล โดยมีความพยามยามที่จะชี้ให้เห็นว่า ญี่ปุ่นในช่วงเดียวกันนั้นได้มีรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วเหตุใดสยามซึ่งมีการปฏิรูปครั้งใหญ่พร้อมๆ กันประเทศญี่ปุ่นถึงยังไม่มีรัฐธรรมนูญ จึงได้มีการเสนอขอให้มีรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ขอให้รอไปก่อน”

เขาอธิบายต่อไปว่า หลังจากนั้นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งคนไทยอาจจะลืมไปแล้วคือ กบฏ ร.ศ.130 (2454-2455) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีการปฏิวัติซุนยัตเซ็น ที่ประเทศจีน ประมาณหนึ่งปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าอิทธิพลความเปลี่ยนแปลงในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศญี่ปุ่น จีน หรือสหรัฐอเมริกา กระแสการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ส่งอิทธิพลเข้ามาในสยามแล้ว ซึ่่งผู้ปกครองไม่สามารถสร้างกำแพงกั้นได้

“ฉะนั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เราก็จะเห็นว่ามันมีความพยายามที่จะยึดอำนาจ ซึ่งเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงและการปฏิวัติในระดับโลกคือ การปฏิวัติในจีน ของซุนยัตเซ็น และการสิ้นสุดของราชวงศ์ชิง เรื่อยมาเราก็รู้ดีว่าในสมัยราชกาลที่ 6 มีการทดลองเมืองจำลองดุสิตธานี แต่มันก็กลับมาที่คำตอบเดิมคือ รอไปก่อน”

ชาญวิทย์เห็นว่า ปัญหาของวิกฤตรัฐธรรมนูญที่มีมาในระยะเวลายาวนาน เป็นปัญหาระหว่าง “การรอได้” กับ “การรอไม่ได้” หรือพูดอีกอย่างคือ เป็นปัญหาที่ว่าด้วยการปฏิรูปก่อนมีรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปก่อนมีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังเกิดขึ้นตลอดในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา

“ในสองร้อยปีที่ผ่านมา หรือร้อยกว่าปีของไทยก็ตาม มันเป็นเรื่องของยุคในโลกโลกาภิวัตน์ ที่เป็น modern world เป็น modernity ซึ่งจะมีสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง ฉะนั้นเราจะเห็นว่าสถาบันกษัตริย์ที่มั่นคงและดูจะสถาวร ก็จะมีให้เห็นเช่น สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ซึ่งเขาปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไปแล้ว ให้ไปได้กับรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และการเลือกตั้ง ส่วนประเทศที่ไม่สามารถปฏิรูปสถาบันให้ไปกับสิ่งเหล่านี้ได้ก็ล่มสลายไป เช่น จีน และรัสเซีย”

เขาอธิบายต่อไปว่า ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นโดยคณะราษฎร เขาสรุปว่าวิกฤตรัฐธรรมนูญในช่วงแรกนั้นกินระยะเวลา 48 ปี นับจากการขอให้มีรัฐธรรมนูญของกลุ่มเจ้านายในปี พ.ศ. 2427 (ร.ศ.103) มาจึงถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ในวิกฤตรัฐธรรมนูญในช่วงหลังนั้นกินระยะเวลายาวนานจาก พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน

“คณะราษฎรเข้ามากุมอำนาจได้เพียง 10 ปี แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะราษฎรก็แตกสลายด้วยวิกฤตการณ์ที่ใหญ่มากคือ กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จึงทำให้ผู้นำเก่า อำนาจเก่า บารมีเก่า เงินเก่า และความคิดเก่า สามารถใช้กรณีสวรรคตอ้างอิง โหนสถาบันกษัตริย์ปราบปรามความคิดและกลุ่มการเมืองประชาธิปไตยให้ราบเรียบไป โดยเริ่มจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ของจอมพลผิน ชุณหะวัณ ฉะนั้นความคิดที่มันแตกต่างหลากหลาย เช่น ประชาธิปไตย เสรีนิยม ก็ถูกขจัดไป”

ชาญวิทย์ ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากกรณีสวรรคตคือ ฝ่ายทหาร โดยเฉพาะทหารบก ฝ่ายเจ้า และอำมาตย์ ได้ร่วมมือกันกลับมามีอำนาจอีกครั้ง และหลังจาก พ.ศ. 2490 เป็นต้นมารัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งก็กลายเป็นรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ พร้อมกับการสถาปนาสิ่งที่เรียกในวงวิชาการว่า พระราชอำนาจนำ (Royal Hegemony) ขึ้น ซึ่งเด่นชัดในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และเหตุการณ์หลังเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535

ชาญวิทย์ ระบุว่า ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยคือ วัฏจักร วังวน ซึ่งทำให้ประเทศไทยนั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยการรัฐประหาร และการร่างรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งหากนับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จะเห็นว่าการเมืองไทยมีทหารรวมอยู่ด้วยตลอด เพียงแต่การปฏิวัติ 2475 นั้นทหารเลือกอยู่ฝั่งประชาธิปไตย

“ฉะนั้นในอนาคตผมคิดว่า ถ้าเราดูในกรณีของประเทศที่มีปัญหาแบบนี้ เช่น พม่า อินโดนีเซีย พิลิปปินส์ มันก็จบด้วยการที่ทหารกลุ่มหนึ่งเล่นเกมประชาธิปไตย ในกรณีของอินโอนีเซีย มันก็มีทหารเข้ามาเป็นส่วนประกอบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงจะนำประชาธิปไตยมาได้”

ชาญวิทย์ ทิ้งท้ายด้วยว่า วิกฤตการเมืองล่าสุดนับตั้งแต่ 2548 เป็นต้นมา ได้ทำให้เกิดการรัฐประหาร 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศไทย และเป็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่สำคัญคือ ช่วงของการเปลี่ยนผ่านรัชกาล ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้น คำถามที่สำคัญที่เราต้องช่วยกันหาคำตอบคือ ทำอย่างไรการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะไม่เกิดความเสียหายที่รุนแรงอย่างกรณีของรัสเซีย จีน หรือกัมพูชา ทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และกินระยะเวลาสั้นที่สุด

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai