นักวิชาการค้านข้อเสนอ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค

นักวิชาการไม่เห็นด้วยข้อเสนอให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ไม่เชื่อแก้ปัญหาขัดแย้งได้ ทำสถาบันการเมืองอ่อนแอ ประชาชนขาดการมีส่วนร่วม เหมือนย้อนสมัยรัฐบาลเผด็จการ
16 ธ.ค. 2560  นายยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงข้อเสนอของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมาที่ให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อสร้างความปรองดองว่าการที่ส.ส.ไม่ได้สังกัดพรรคไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะความขัดแย้งในสังคมมีหลายมิติ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร หรือพรรคใหญ่เพียงไม่กี่พรรค ถือเป็นมุมมองที่แคบเกินไป
 
นายยุทธพร กล่าวว่าข้อดีของกรณีดังกล่าวมีเพียงความอิสระของ ส.ส.ในการตัดสินใจหรือโหวตในสภา แต่หากมองข้อเสียของการที่ ส.ส.ไม่สังกัดพรรคการเมือง จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ความเป็นสถาบันทางการเมืองหายไป ประชาชนไม่รู้สึกเป็นเจ้าของพรรคและขาดการมีส่วนร่วม
 
“ข้อเสนอของการให้ส.ส.ไม่สังกัดพรรค จะพบว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี เหมือนถอยกลับไปในยุครัฐบาลเผด็จการ เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว ที่ส.ส.ไม่สังกัดพรรคและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่เชื่อว่าข้อเสนอนี้จะสามารถแก้ความขัดแย้งได้ กลับกันอาจเพิ่มความขัดแย้ง ผมคิดว่าการมีส.ส.ที่สังกัดพรรคเป็นสิ่งที่ดีกว่า เพราะเพิ่มความเข้มแข็งให้พรรคและสถาบันทางการเมือง ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ทั้งนี้ อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าข้อเสนอนี้อาจมีนัยทางการเมือง เพราะเกิดขึ้นหลังที่มีเสียงเรียกร้องให้ปลดล็อคพรรคการเมือง และพรรคขนาดกลางมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งชวนให้คิดได้เหมือนกัน” นายยุทธพร 
 
ด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง เปิดเผยการจัดทำร่างแผนการปฏิรูปด้านการเมืองและรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน หน่วยงานของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องว่าขณะนี้คณะกรรมการได้จัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองร่างแรกใกล้แล้วเสร็จ และเตรียมส่งไปยังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ภายในปลายเดือนธันวาคมนี้ ยืนยันว่าทำให้ดีและรอบคอบที่สุด แต่ขออย่าคิดว่าร่างแผนการปฏิรูปดังกล่าวจะเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่จะบันดาลอะไรก็ได้ แต่เปรียบเสมือนยาจีนที่จะช่วยรักษาสมดุลของสิ่งต่าง ๆ
 
“ร่างแผนปฏิรูปด้านการเมืองกำหนดประเด็นการปฏิบัติไว้ 5 เรื่องสำคัญ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 1.เรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย 2. การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยทำให้ประชาสังคมและท้องถิ่นมีบทบาทและมีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเข้าของประชาธิปไตยมากขึ้น 3. เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยให้มีความรับผิดชอบ ตระหนักในหน้าที่และสอดส่องดูแลพรรคการเมืองและนักการเมืองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 4.การสร้างธรรมาธิปไตยให้ประชาชนตระหนักว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องการมีผู้นำ มีเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยเท่านั้น แต่คนเหล่านั้นจะต้องมีธรรมาภิบาล และใช้ประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง และ 5.การสร้างกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการรู้รักสามัคคีของสังคมไทย” นายเอนก กล่าว  
 
นายเอนก กล่าวว่าจากการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาพูดคุยและสอบถามความคิดเห็น บรรยากาศเป็นไปด้วยดี นักการเมืองมีความพร้อมจะทำงานร่วมกันและพร้อมลดอุปสรรค เงื่อนไขต่าง ๆ โดยนักการเมืองรู้สึกว่าขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าพรรคการเมืองพร้อมจะเลือกตั้ง พร้อมเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน พร้อมรับฟังเสียงจากประชาชน ซึ่งทั้งหมดถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะพยายามให้เกิดความปรองดอง
 
ส่วนข้อเสนอของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ที่เห็นว่า ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อสร้างความปรองดอง นายเอนก กล่าวว่าหากอนาคตยังไม่สามารถปรองดองกันได้ และหากมีความจำเป็นก็อาจต้องดำเนินการเช่นนั้น แต่ทั้งนี้ยังมีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณากว่าจะถึงประเด็นดังกล่าว แต่ส่วนตัวมองว่า หากจะไม่ให้ ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง จะเกิดความยุ่งยากมากขึ้น ที่ผ่านมาการเมืองไทยให้สงสงสังกัดพรรคมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามการที่นายสมศักดิ์เสนอเช่นนี้ไม่น่าจะเป็นการพูดเล่น
 
“เขาคิดอะไรอยู่ หรือมีใครเสนออะไรให้ทำ หรือมีภารกิจอะไรมาหรือไม่ ต้องไปถามคุณสมศักดิ์ดู คนระดับคุณสมศักดิ์ไม่พูดอะไรเลอะเทอะหรือพูดอะไรเล่นๆ” นายเอนก กล่าว
 
 
ที่มา: เรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย [1] [2]