พุทธะอิสระเข้าแจงกองปราบปมถูกกล่าวหา ผิด ม.112 หลังมีกระแสเตรียมบุกค้นวัด

พุทธะอิสระ เข้าแจงกองปราบกรณีถูกกล่าวหา ผิด ม.112 หลังเกิดกระแสเตรียมบุกค้นวัด ย้ำหากผิดจริงแจ้งข้อหาได้เลย พร้อมโพสต์บ่น "ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมป๋าเปรมถึงได้เตือนนายกลุงตู่ว่า กำลังหนุนกำลังจักหมดแล้ว"

พุทธะอิสระ ที่มาภาพ เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2561  คมชัดลึกออนไลน์และข่าวสดออนไลน์ รายงานว่าที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม พร้อมด้วยทนายความ เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ กก.5 บก.ป. เพื่อขอชี้แจงและสอบถามข้อมูลในกรณีที่มีผู้ที่แจ้งความร้องทุกข์เอาผิดในคดีที่เกี่ยวกับ มาตรา 112 โดยมีบรรดาลูกศิษย์เดินทางมาให้กำลังใจ

พระสุวิทย์ กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมาพบเจ้าของคดี เพื่อสอบถามรายละเอียดต่างๆ พร้อมทั้งชี้แจงในทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา โดยหากพบว่ามีความผิดจริงก็ขอให้แจ้งข้อกล่าวหาได้เลย ทั้งนี้เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. ได้ติดต่อมายังทนายความส่วนตัวว่า จะให้มาเข้าพบเจ้าหน้าที่ แต่สุดท้ายทางตำรวจก็แจ้งว่าเลื่อนไม่ต้องเข้ามาพบแล้ว

“ก่อนหน้านี้ทราบข้อมูลมาว่ามีตำรวจเข้าไปสอบปากคำคนใกล้ชิดและบุคคลภายในวัดอ้อน้อย นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าจะมีการบุกค้นวัดอ้อน้อย วันนี้จึงเดินทางมาพูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจน” พระสุวิทย์ กล่าว

รายงานข่าวระบุด้วยว่า หลังจากที่พระสุวิทย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เดินขึ้นไปพบเจ้าหน้าที่ กก.5บก.ป. พร้อมด้วยทนายความในทันที จากกนั้น ประมาณ 1 ชั่วโมง ได้เดินออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ในการพูดคุยครั้งนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน สำหรับเรื่องคดีความที่ถูกกล่าวหา รวมถึงประเด็นที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสอบถามคนสนิทในเรื่องส่วนตัว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อ้างเพียงว่าทำงานตามคณะทำงานเท่านั้น โดยหลังจากนี้อาจจะเดินทางไปสอบถามกับทาง ผบ.ตร. ด้วยตนเองหากยังถูกก่อความเดือนร้อนรำคาญจากเจ้าหน้าที่อีก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2560 วิชัย ประเสริฐสุดสิริ ผู้ประสานงานองค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา (อสคพ.) พร้อมคณะร้องทุกข์กล่าวโทษกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ หลวงปู่พุทธอิสระได้ประกอบพิธีปลุกเสกพระเครื่อง “พระนาคปรก” รุ่น “หนึ่งในปฐพี” โดยที่ด้านหลังของพระเครื่อง มีการอันเชิญพระปรมาภิไธย ภปร. และมีการใช้เลือด หรือปะสะโลหิต ของหลวงปู่พุทธอิสระ ในการจัดพิธีด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น

ล่าสุดวันนี้ (10 ม.ค.61) พระสุวิทย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คแฟนเพจ 'หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)' ในหัวข้อ "ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมป๋าเปรมถึงได้เตือนนายกลุงตู่ว่า กำลังหนุนกำลังจักหมดแล้ว" โดยมีรายละเอียดดังนี้

วันนี้ต้องหอบสังขารที่อิดโรย แถมยังไม่ได้ฉันข้าวเช้า เดินทางไปกองปราบ เพื่อสอบถามถึงเป้าประสงค์ ที่พวกเขาพยายามสร้างแรงกดดันเดือดร้อน รำคาญให้แก่พระเณร และคนใกล้ชิดฉันอยู่เป็นระยะๆ ตัวอย่างเช่น เรียกคนใกล้ชิดเข้าไปสอบถามหาข้อมูลส่วนตัวเช่น ใครเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดของพุทธะอิสระ พุทธะอิสระไปเอาเงินมาจากไหน ถึงได้สามารถทำโน่น ทำนี่ได้มากมายหลายเรื่องหลายอย่าง ใครเป็นนายทุนให้พุทธะอิสระ ในการทำกิจกรรมต่างๆ พุทธะอิสระเคยมีครอบครัวมาหรือเปล่า ระหว่างบวชอยู่มีใครเข้ามารับใช้ใกล้ชิดอยู่บ้าง และอะไรๆ อีกหลายอย่าง หลายเรื่อง
 
ซึ่งพิจารณาดูจากหลากหลายคำถามและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่กองปราบกอง 5 ที่แสดงออกเริ่มตั้งแต่พยายามส่งสายเข้ามาสืบความเคลื่อนไหวของพุทธะอิสระทั้งภายในและนอกวัด แถมยังส่งคนไปตรวจค้นธุดงคสถานของวัดที่ลำอีซู ทั้งที่ไม่มีหมายค้น แต่อาศัยป่าไม้ให้พาเข้าไป โดยอ้างว่ามาตรวจประจำปี ทั้งยังกำชับว่า วันต่อไปจักไปตรวจที่สถานปฏิบัติธรรมทองผาภูมิอีก
 
ต่อมาก็โทรมานัดให้พุทธะอิสระเข้าไปให้สอบปากคำ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา พอพุทธะอิสระรับปากว่าจะไป วันต่อมาก็โทรมาบอกทนายว่า ขอเลื่อนเนื่องจากเจ้านายไม่อยู่ไปนอก พุทธะอิสระจึงให้ทนายโทรไปถามว่า สรุปแล้วจะเอาอย่างไร จะแจ้งข้อหาอะไรก็แจ้งมา อย่ามาสร้างความเดือดร้อน รำคาญอยู่เช่นนี้
 
วันนี้จึงเดินทางไปถามเจ้าหน้าที่กองห้าว่า สรุปแล้วพวกคุณไปได้ข้อมูลอะไรมา ถึงได้ทำกับฉันอย่างนี้ หากพวกคุณอยากรู้อะไร เอาข้อมูลที่คุณได้รับมาจากพวกลิ่วล้อธรรมกาย มาถามฉันในเวลานี้ได้เลย อย่าทำเป็นหลบๆ แอบๆ คนอย่างพุทธะอิสระไม่ชอบให้ใครมาข่มขู่คุกคาม สร้างความเดือดร้อน รำคาญอยู่เช่นนี้ เป็นเหตุให้ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วย มิใยว่าจักถามไปซักกี่ครั้ง สิ่งที่ได้คือการนิ่งเฉย
 
ฉันพยายามสอบถามทั้งเจ้าพนักงานสอบสวน และรองผู้กำกับการกอง 5 แต่สิ่งที่ได้รับคือ ไม่รู้ ไม่ทราบ เปิดเผยไม่ได้ พุทธะอิสระ จึงตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่กองปราบดูจะกระตือรือร้นต่อการที่พวกลิ่วล้อธรรมกายมาแจ้งความเสียเหลือเกิน ถึงขนาดเขามาแค่ชี้เบาะแสให้ตรวจสอบกรณีพระปรมาภิไธย พวกเจ้าหน้าที่ก็รีบเต้นรับทำหนังสือไปขอความเห็นจากสำนักพระราชวังในวันรุ่งขึ้นในทันที แต่ทีพุทธะอิสระไปแจ้งความร้องทุกข์ กรณีธัมมชโยแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ แถมยังลงชื่อ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์เองด้วย แต่ท่านทั้งหลายรู้ไหม 6 เดือนต่อมา พุทธะอิสระถึงได้รับหนังสือแจ้งว่า ให้ไปแจ้งความในพื้นที่ตั้งวัดธรรมกายเอง
 
และที่น่าตกใจคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบกองหนึ่งผู้รับแจ้งความ เขาจ่าหน้าซองส่งหนังสือว่า ส่งถึงนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ เท่ากับว่า ในสายตาของตำรวจกองปราบ เขาไม่ได้มองพุทธะอิสระเป็นพระเลย จึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยต่อพฤติกรรมของตำรวจกองปราบที่ทำต่อพุทธะอิสระในเวลานี้ พอฉันเล่าให้รองผู้กำกับฟัง เขาก็ตอบฉันกลับมาว่า จริงหรือใครเป็นคนส่งหนังสือแบบนั้น เอาชื่อมาให้ผม ฉันจึงแจ้งว่าจดหมายฉบับนั้น ฉันสั่งให้ทนายเก็บเอาไว้แล้ว ที่จริงก็ไม่อยากเอาเรื่อง แต่พอมาเจอเหตุการณ์ก่อกวน คุกคามต่อตนเองเช่นนี้ มันทำให้ฉันต้องมานั่งคิด ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเฝ้าจับผิดเราเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะอำนาจบารมีของลัทธิธรรมกาย สยายเข้ามาครอบคลุมถึงกองปราบด้วยหรือเปล่า
 
สรุปแล้ว วันนี้ไปถามหาเหตุ ว่าเจ้าหน้าที่กองปราบกองห้า คุณมีข้อมูลอะไรจากใคร ถึงได้มาคอยจ้องจับผิดฉันอยู่ทุกวันนี้ วันนี้ฉันมานั่งให้คุณสอบถามแล้ว มีอะไรก็ถามมา คำตอบที่ได้คือเฉย ไม่ใช่พุทธะอิสระเป็นบุคคลเหนือกฎหมายตรวจสอบไม่ได้ แต่การตรวจสอบ ก็ให้มันมีข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องและควรให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกตรวจสอบ
 
ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามกับพุทธะอิสระเอาข้อมูลอะไร ไปยัดใส่ให้ก็เต้นไปตามเขา ทั้งที่ไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นจริงเท็จอย่างไร อีกทั้งวิธีตรวจสอบกลายเป็นการคุกคามสร้างความเดือดร้อน รำคาญให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ทีเวลาพุทธะอิสระไปแจ้งความร้องทุกข์ในกรณีธรรมกายกลับนิ่งเฉย เฉื่อยชาทิ้งเรื่องไว้ครึ่งปี แล้วจึงแจ้งกลับมาว่าให้ไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ในท้องที่เอง พอมีเรื่องนี้เข้ามา จึงทำให้ถึงบางอ้อว่า ทำไมป๋าเปรมถึงได้เตือนนายกลุงตู่ว่า ได้ใช้กองหนุนหมดแล้ว จึงเข้าใจเลยว่า ที่กองหนุนของนายกตู่หมดไป ก็เพราะลูกน้องนายกนี่เอง แต่ไม่ต้องกลัวคนอย่างพุทธะอิสระ รู้จักแยกดีแยกชั่ว รู้ถูกรู้ผิดชัดเจน
 
ถึงยังไงท่านนายกประยุทธ์ และ คสช. ก็ยังมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองอยู่อีกมากถ้าจะดีมากๆ ควรจักต้องเตือนลูกน้องเสียบ้างว่า ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างระมัดระวัง ตรงไปตรงมา อย่าเลือกปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายที่ไม่เอารัฐบาล คสช. เพื่อมาทำลายกองหนุนของรัฐบาลเสียเอง
 
พุทธะอิสระ