ครม. อัด 3.56 หมื่นล้าน บัตรคนจนเฟส 2 ใครร่วมโครงการแก้จนให้เพิ่ม 100-200 บ.

ครม.เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะที่ 2 โดยเน้นการพัฒนาตัวเองภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นผู้รับผิดชอบ ใครร่วมโครงการแก้จนให้เพิ่ม 100-200 บาท


ภาพจาก: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

10 ม.ค. 2561 ไทยพีบีเอส รายงานว่า ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะที่ 2 ซึ่งรัฐบาลต้องการให้เกิดการพัฒนาตัวเองภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยมีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการดูแลรับผิดชอบ

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า จุดเด่นของมาตรการระยะที่ 2 จะวิเคราะห์ให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล พัฒนาคุณภาพชีวิตตามความจำเป็นใน 4 มิติ ประกอบด้วย มิติการมีงานทำ มิติการมีอาชีพ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ และการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน โดยคาดว่าจะสามารถเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างน้อย 4,700,000 คน

นอกจากนี้ ยังบูรณาการทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนผ่าน 2 มาตรการจูงใจได้แก่ เปิดโอกาสให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้พัฒนาตัวเอง ด้วยการเข้าร่วมอบรมในโครงการต่างๆ กว่า 30 โครงการ  โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี หากแสดงความประสงค์เข้ารับการอบรมจะได้รับวงเงินเพิ่มเติม 200 บาทต่อเดือนต่อคน หากมีรายได้เกิน 30,000 บาท ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับวงเงินเพิ่ม 100 บาทต่อเดือนต่อคน

และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อจูงใจภาคเอกชนโดยนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล จัดการฝึกทักษะฝีมือให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่าย ที่นายจ้างได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกทักษะอาชีพให้กับผู้มีบัตร และรายจ่ายที่นายจ้างได้จ่ายเพื่อจ้างผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจ่ายเป็นค่าจ้างผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เฉพาะในส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนลูกจ้างในบริษัท โดยผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องยอมให้นายจ้างจ่ายเงินเดือนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบของรัฐ

รายละเอียดงบประมาณ ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ครม. อนุมัติมาตรการดังกล่าว ภายใต้งบประมาณ 35,679.09 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าใช้จ่าย 2,989.17 ล้านบาท งบประมาณเพื่อรองรับการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิต ไม่เกิน 18,807.41 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อวัตถุดิบในร้านค้าประชารัฐวงเงิน 13,872.51 ล้านบาท

“มาตรการช่วยเหลือคนจนเฟส 2 เป็นมาตรการสมัครใจ หากใครแสดงความประสงค์ที่จะร่วมกับภาครัฐ ภายในเดือนมี.ค. 2561 จะมีการเพิ่มเงินช่วยเหลือในค่าครองชีพ ค่ารถโดยสาร ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ที่มีจัดสรรเงินไว้ วงเงิน 13,872 ล้านบาท แบ่งเป็น ผู้ที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 3 หมื่นบาท ได้รับเงินเพิ่มคนละ 200 บาทต่อเดือน และที่มีรายได้สูงกว่าปีละ 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท ได้รับเงินเพิ่มคนละ 100 บาทต่อเดือน เชื่อว่า จะช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยมีรายได้พ้นเส้นความยากจนได้ประมาณ 4.7 ล้านคน มาตรการนี้จะเป็นการเริ่มให้ตกปลา ไม่ได้แจกปลา เพื่อความยั่งยืนของคุณภาพชีวิตคนไทย” ณัฐพร กล่าว

ณัฐพร กล่าวว่า ทั้งนี้ การจะรับเงินเพิ่มดังกล่าวได้ ต้องมีเงื่อนไขให้ผู้ที่มีรายได้น้อยต้องลงทะเบียนเข้าร่วมการพัฒนารายบุคคล ทั้งฝึกอาชีพและพัฒนาทักษะ ตามที่รัฐบาลกำหนด โดยผู้ที่เข้ารับการฝึกอาชีพจะได้รับเงินในเดือนถัดไปหลังจากที่ได้แสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้จนถึงเดือน ธ.ค. 2561 เบื้องต้น คาดว่า เงินก้อนแรกจะลงไปถึงมือได้ประมาณเดือน มี.ค. 2561 นี้ และในการดำเนินการดังกล่าว หากผู้ที่เข้าร่วมฝึกอบรมผิดเงื่อนไขไม่ทำตามที่กำหนดไว้ รัฐจะหักเงินเพิ่มในเดือนถัดไปออกทันที

ณัฐพร กล่าวด้วยว่า นอกจากการจัดสรรวงเงินเพิ่มให้ผู้มีรายได้น้อยแล้ว ยังมีโครงการต่างของหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้าไปพัฒนาผู้มีรายได้น้อย รวมกันถึง 34 โครงการ ทั้งการส่งเสริมให้มีงานทำ 5 โครงการ การฝึกอบรมและการศึกษา 10 โครงการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ 11 โครงการ และการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน 8 โครงการ โดยในจำนวนนี้มีโครงการที่ขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณจากภาครัฐ 6 โครงการ วงเงินรวม 18,807 ล้านบาท ทั้งโครงการเพิ่มทักษะอาชีพเกษตรกร 110 หลักสูตร การจ้างแรงงานภาคเกษตรก่อสร้างและบำรุงรักษางานชลประทาน ของกระทรวงเกษตรฯ ฝึกอาชีพเร่งด่วนช่างเอนกประสงค์ จัดหลักสูตรฝึกอาชีพเสริม 3 หลักสูตร และค้นหาตำแหน่งงานว่างผ่านตู้งาน ของกระทรวงแรงงาน